[DNA Fic] Just One Kiss_Part II (Misawa)

posted on 12 Jul 2016 06:45 by chaste-child

ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) หากไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ

..................................

Title: Just One Kiss (Part II)

Pairing: Miyuki x Sawamura

.................................

 

 

หลังจากฝึกซ้อมช่วงเย็นเสร็จ คุราโมจิแวะคุยกับจอมโวยวายผู้เป็นรุ่นน้องร่วมทีมครู่่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจแยกตัวกลับก่อน เพราะหมอนั่นยังมีธุระต้องซื้อของอีกนิดหน่อย

 .................

 

"หืมม??"

พอไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้อง ยังไม่ทันจะวางกระเป๋า คุราโมจิก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะพรืดใหญ่ออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

มิยูกิกำลังนอนหลับสนิทบนโซฟา โดยมีหนังสือที่อ่านค้างวางคว่ำอยูบนอก เห็นดังนั้น หนุ่มผมเขียวรีบฉวยโอกาสใช้มือถือของตนเก็บภาพหายากของคนใกล้ตัว เผื่อใช้ประโยชน์ในวันหน้า

ส่วนที่หัวเราะเพราะปกติแล้ว เขาแทบไม่เคยเห็นหมอนี่มีเวลาว่างนอนอ่านหนังสือ หรืองีบหลับ ยิ่งในวันธรรมดาด้วยแล้ว ตารางของแคทเชอร์หนุ่มจะมีแต่ฝึกซ้อมแล้วก็ฝึกซ้อม เหลือเวลาเข้าเรียนกับทำงานพิเศษนิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งช่วงฤดูกาลแข่งขันล่ะก็..บางวันแทบไม่เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ

จู่ๆ ได้หยุดพักหนึ่งอาทิตย์ กิจวัตรประจำวันเลยหายไปเกือบครึ่ง ทำให้มีเวลาว่างเหลือเฟือ วันแรกเจ้าตัวก็ดูดีอกดีใจกับวันหยุดยาว แต่พอเข้าวันที่สองสาม เร่ิมบ่นอุบ ด้วยความเบื่อจัด อยากจะหวดไม้ หรือรับลูกอยู่กลางสนามให้เหงื่อท่วมตัวมากกว่าอยู่ว่างคนเดียว

หนำซ้ำเมื่อสองวันก่อน เขาดันยกเลิกนัดกับหมอนั่นอย่างกะทันหัน

ก็คนมันไมู่้รู้นี่หว่า...หนุ่มผมเขียวแก้ตัวในใจ..นายไม่บอกให้มันชัดเจน เวลาพูดก็ทำเป็นทีเล่นทีจริง ถ้ารู้ฉันคงขอเลื่อนคุณเรียวเป็นวันอื่นแทน

...นายก็เป็นแบบนี้ตลอด--คาซึยะ! ใครมันจะเดาใจออก

วันนั้นตอนหมอนั่นบอกจะทำอาหารเย็นฉลองวันหยุด เขายังนึกว่าตัวเองหูฝาดเลยด้วยซ้ำ และคงไม่มีอะไรพิเศษมากกว่าที่เคยเป็นมา ดังนั้นพอได้รับโทรศัพท์จากคุณเรียว ขอให้มาช่วยเรื่องงานเลี้ยงรุ่น เขาจึงตัดสินใจรับปากเพราะเป็นเรื่องด่วนกว่า พอโทรบอกมิยูกิ ฝ่ายนั้นก็ไม่ว่าอะไร เขาเลยเบาใจ

จนกลับมาเห็นอาหารที่หมอนั่นทำและแบ่งเก็บไว้ให้ในตู้เย็น เขาถึงกับพูดไม่ออก อยากจะต่อยหมอนั่นสักเปรี้ยง ถ้าตั้งใจทำเพื่อเขาขนาดนี้ ทำไมไม่พูดให้มันชัดเจน...ก็อาหารพวกนั้น เป็นเมนูที่เขาเปรยว่าอยากลองกินสักครั้ง หลังจากเห็นในหนังเรื่องหนึ่งตอนนั่งดูด้วยกัน..หมอนั่นยังอุตส่าห์จำได้

คาซึยะ--ไอ้คนเฮงซวย!!

แม้ปากจะก่นด่าด้วยความรู้สึกผิด แต่ส่วนลึกก็อดเจ็บใจไม่ได้ โอกาศพิเศษกับคนพิเศษ เขาก็ต้องการเหมือนกันนั่นแหละ

 

หนุ่มผมเขียวทรุดลงนั่งข้างคนนอนหลับ เขย่าตัวปลุกเบาๆ

"เฮ้ย! ตื่นได้แล้ว นอนหลับตรงนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกเว้ย"

มิยูกิลืมตางัวเงียมองคนปลุก ก่อนจะขยับตัวลุกนั่ง เอนศีรษะพิงซบบ่าอีกฝ่าย พร้อมกับดึงตัวเข้ามากอดแน่น เหมือนเป็นหมอนข้างประจำตัว คนถูกกอดจุ๊ปากขัดใจ อยากจะศอกกลับสักเปรี้ยง แต่ก็...ช่างมันวะ

"กลับมาแล้วเหรอ?" เสียงงึมงำถาม

"เออ กลับมาแล้ว วันนี้โค้ชปล่อยเร็ว สงสัยแกมีธุระ แล้วไหนเมื่อเช้านายบอกจะแวะไปซ้อม ไหงมานอนหมดแรงอย่างนี้ว่ะ?"

"ฮึ!" มิยูกิเบ้ปากด้วยความเซ็ง ขยับตัวบิดขี้เกียจ "..ก็ไปมา กะจะแอบซ้อมสักหน่อย แต่โค้ชเล่นสั่งปิดหมด เพราะกำลังให้คนมาเช็คอุปกรณ์เรื่องความปลอดภัยอะไรนี่แหละ"

"แบ็ตติ้งเซนเตอร์ล่ะ?" คุราโมจิถาม นอกจากสนามฝึกซ้อมหลัก บางครั้งพวกเขาก็ไปฝึกหวดลูกกันข้างนอก

"อย่าให้พูด ฉันไปมาสองแห่ง ปิดหมด" คนตอบหน้าบึ้ง

"ฮ่า ฮ่า นายมันดวงซวยสุดๆ"

มิยูกิยิ้มเจ้าเล่ห์ เอียงหน้ากระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ "งั้นคืนนี้ นายต้องปลอบใจฉันหน่อยแล้ว โย-อิ-จิ..."

"อะ ไอ้ทุเรศ!!" คุราโมจิหน้าแดง กระทุ้งศอกโครมใหญ่เข้าชายโครงแคทเชอร์คนเก่ง จนร้องโอ๊ยลั่น แม้หนุ่มผมเขียวจะมีบุคลิกภายนอกดูแข็งกร้าว แต่กับเรื่องแบบนี้ ยิ่งเจอแคทเชอร์ขี้แกล้งด้วยแล้ว คนเป็นช็อตสตอปถึงกับไปไม่เป็นเอาเลย

หึ หึ มิยูกิหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แลกกับการเจ็บตัวก็คุ้มล่ะ ใช่จะได้เห็นกันง่ายๆ ซะเมื่อไหร่

 

"หิวรึยัง?" มิยูกิถาม ตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ทุ่มกว่าแล้ว ดันเผลอหลับจนลืมทำอาหาร

"เออจริงดิ--วันนี้เจ้าซาวามูระชวนกินมื้อเย็นด้วยกัน เห็นบอกจะมีเซอร์ไพรส์" คุราโมจิโพล่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่ารุ่นน้องไหว้วานมาบอกคนร่วมห้อง

"ห๊ะ? คงไม่ใช่บะหมี่ถ้วยนะ" มิยูกิยังนึกสยองกับภาพบะหมี่ถ้วยจำนวนมากที่เจ้าตัวโกยใส่ตะกร้าตอนเจอกันวันก่อนได้ดี

"ฮ่า ฮ่า ไม่หรอกมั้ง เจ้านั่นบอกได้ของฝากมาจากฮอกไกโด เลยจะตอบแทนที่นายเลี้ยงวันก่อน"

อ๋อ..มิยูกิพยักหน้า รำพึงเบาๆ "ฟุรุยะกลับมาแล้วสิ"

 

...........................

 

ออดดดด.....ออดดดดดด...

เสียงกริ่งประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุบประตูรัวๆ คุราโมจิขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มันจะเคาะหาสวรรค์วิมานอะไรนักหนา เดี๋ยวห้องอื่นก็ด่าเอาหรอกเฟ้ย! เจ้าตัวรีบลุกไปเปิด

 

มิยูกิเม้มปากครุ่นคิดขณะมองตามหลังคุราโมจิ ในใจไพล่คิดถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน

...แค่จูบเดียวเท่านั้น..

ความจริงจะเรียกจูบหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แค่แตะริมฝีปากลงไปเบาๆ เพื่อหยอกเล่น ไม่ได้คิดเกินเลยสักนิด

ทำไม จูบนั้น ยังติดตราตรึงใจเขานักจนยากจะลบเลือนได้...

 

เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นมาตามทางเดิน ไม่ต้องหันดูก็รู้ว่าใคร ..แคทเชอร์หนุ่มสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านในหัวออก ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มยียวนให้รุ่นน้องหนึ่งในสองคนนั้นซึ่งแบกกล่องเก็บความเย็นเดินมาใกล้

"ถ้าบะหมี่ถ้วยล่ะก็ ฉันขอผ่าน"

"หนะ หนอย มิยูกิ คาซึยะ! ใช่ที่ไหนกันเล่า" เอย์จุนหน้าแดงโวยลั่น ขณะมิยูกิปิดปากหัวเราะคิกๆ

"ขอรบกวนด้วยครับ" เสียงเนิบนาบของฟุรุยะซึ่งเดินหิ้วถุงใส่วัตถุดิบประเภทผักและเครื่องปรุงตามหลังมา เอ่ยเบา

"มาดูนี่ซะก่อน แล้วนายจะต้องเสียใจถ้าขอผ่าน" เอย์จุนยักคิ้ว พร้อมกับเปิดฝากล่องเก็บความเย็นให้ทุกคนดู

ภายในกล่องนั้น เต็มด้วยอาหารทะเลนานาชนิด ทั้งกุ้งหอยปูปลาที่ยังสดใหม่ฟรีซมาเรียบร้อย แค่มองก็สัมผัสถึงความอร่อยชวนลิ้มรส จนเผลอกลืนน้ำลายกันเป็นแถว

 

"โอ้โห!!"

คุราโมจิอุทานลั่น ส่วนมิยูกิผิวปากว๊าว

"ฮ่า ฮ่า เป็นไงล่ะพวกนาย พูดไม่ออกกันเลยล่ะสิ.." เอย์จุนหัวเราะชอบใจ

คุราโมจิกรอกตาดัวยความหมั่นไส้ "เดี๋ยวโดนเตะ กล้าพูดกับรุ่นพี่อย่างนี้"

"นายเอามาจากบ้านเหรอ ฟุรุยะ" มิยูกิหันมาถามคนตัวสูงโย่ง

"ครับ"

"งั้นของฟุรุยะต่างหาก ไม่ต้องมาโม้เลย ซาวามูระ"

"ถึงงั้นก็เหอะ ฉันอุตส่าห์นึกถึงพวกนาย ยังจะพูดดี เดี๋ยวยกกลับซะเลย--" เอย์จุนค้อนควับ ทำท่าเหมือนจะยกกลับจริง

ฟุรุยะถอนหายใจ เอื้อมมือมาปิดปากจอมโวยวาย

"คุณแม่ฝากมาให้กินด้วยกันครับ บอกเห็นพวกเรามารบกวนรุ่นพี่บ่อยๆ ว่าแต่-รุ่นพี่มิยูกิทำหม้อไฟเป็นไหมครับ?" ฟุรุยะรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเข้าประเด็นหลัก จริงๆ คือ หิวแล้ว

มิยูกิขมวดคิ้ว "ก็ไม่เคยทำหรอกนะ แต่น่าจะพอได้ นายมีของครบไหมล่ะ?" ถามพลางกวาดตามองวัตถุดิบบนโต๊ะ

"ครบเฟ้ย! ฉันซื้อของที่ขาดมาเพิ่มแล้ว" เอย์จุนแทรกตอบ

"เอ้านี่ มีวิธีทำแนบมาให้ด้วย" คุราโมจิคนช่างสังเกต ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่สอดไว้ในด้านในกล่อง ส่งให้มิยูกิ ซึ่งรับไปอ่าน ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ

"โอเค ไม่ยากเท่าไร เอาล่ะ..ทุกท่าน วันนี้เราจะกินหม้อไฟฮอกไกโดกัน.."

สิ้นคำประกาศจากหัวหน้าพ่อครัวมิยูกิ บรรดาลูกมือต่างพร้อมใจกันปรบมือ ส่งเสียงเฮลั่น เตรียมตัวลิ้มรสความอร่อยชุดใหญ่ที่ส่งตรงมาจากฮอกไกโด

 

จากนั้นมิยูกิจัดการตั้งน้ำใส่หม้อเพื่อเตรียมทำน้ำซุป และเปิดอีกเตาเพื่อเอาบางส่วนมาย่างไฟ จะได้มีของกินหลากหลาย โดยให้อีกสามคนซึ่งไม่ถนัดเรื่องทำอาหารช่วยกันล้างผักและคอยเป็นผู้ช่วย

เวลาผ่านไปไม่นาน ภายในครัวก็อบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหารทะเลบนเตาย่าง ด้วยมิยูกิเอากุ้งมาเสียบไม้ทาเกลือ เอาหอยเชลล์ทาเนย หอยนางรมปรุงรสด้วยโชยุกับเหล้าหวาน และเอาปูตัวยักษ์ย่างไฟ จนอีกสามคนชักทนไม่ไหว ก็กลิ่นมันหอมยั่วยวนจนต้องแอบชิมคนละนิดคนละหน่อย ปล่อยให้พ่อครัวหัวหมุนทำโน่นทำนี่คนเดียว

"เฮ้ย! ยกไปวางบนโต๊ะสิเว้ย.." พ่อครัวเอกหันมาว๊าก ไอ้พวกบ้า บอกให้เอาใส่จานไปวางบนโต๊ะ ดันหยิบเข้าปากแทน..

"ฮ่า ฮ่า รู้แล้วน่า ชิมนิดหน่อยจะไปเป็นไรไป" คุราโมจิแลบลิ้นเลียปาก

"เอ่อ ใกล้เสร็จรึยังครับ" ฟุรุยะชะโงกหน้าถาม

มิยูกิกรอกตา  "อีกนิดหน่อย นายยกข้าวกับจานนั่นออกไปได้เลย"

 

"มา มา ที่เหลือฉันทำเอง"

เสียงคุ้นๆ ตะเบ็งดังข้างตัว มิยูกิรีบหันควับไปมอง เห็นเจ้ารุ่นน้องปากมากกำลังหยิบมีดมาหั่นแครอทซึ่งเหลือเป็นลำดับสุดท้าย

"นั่นนายทำอะไร?"

"ก็ช่วยนายน่ะสิ ตาบอดรึไง?"

"วางเลย ซุ่มซ่ามอย่างนาย เดี๋ยวก็โดนมีดบาดหรอก...ไปช่วยฟุรุยะ ไม่ก็คุราโมจิโน่น"

"เฮ้! ฉันไม่ใช่เด็กนะเฟ้ย--กะอีแค่หั่นผักนิดหน่อย จะเป็นไรไป นายนี่เรื่องมากชะมัด" เอย์จุนเบ้ปาก

มิยูกิถอนใจ หัวรั้นไม่เปลียนเล้ย ไอ้เด็กบ้า!

 

เมื่อมิยูกิไม่พูดอะไรต่อ เอย์จุนจัดแจงหยิบแครอทที่หั่นไว้มาแกะเป็นรูปดอกไม้ตามที่เคยเห็นแม่ทำบ่อยๆ จะได้ดูน่ากินมากขึ้น เขาลอบชำเลืองมองหนุ่มรุ่นพี่ ผู้กำลังเทน้ำซุปใสหม้อดินเผา ก่อนจะค่อยๆ จัดเรียงเครื่องต่างๆ ตามลงไป ตั้งแต่แซลมอนชิ้นหนา กุ้ง หอย และปูตัวโต เหล่านี้ล้วนมาจากฮอกไกโดทั้งสิ้น จากนั้นก็ใส่ผักต่างๆ เห็ด และเต้าหู จนกลายเป็นหม้อไฟที่หน้าตาน่ากินที่สุดในโลก

เอย์จุนมองเพลิน ยิ่งเห็นมิยูกิค่อยๆ ตักน้ำซุปขึ้นมาเพื่อชิมรสชาติ ด้วยท่าทางคล่องแคล่วประหนึ่งเชฟใหญ่มาเอง ก็อดนึกทึ่งไม่ได้ จนชักหมั่นไส้นิดๆ คนอะไรฟร่ะ! เก่งไปหมดทุกอย่าง เบสบอลก็เก่ง ทำอาหารยังเก่งอีก ซ้ำหน้าตาดี....

พอคิดถึงตรงนี้ เอย์จุนก็หน้าร้อนผ่าว เรื่องเมื่อสองวันก่อนแว่บมาในหัว

มิยูกิ คาซึยะ จูบเขา....

 

"โอ๊ย!!

เอย์จุนสะดุ้งสุดตัว ดันคิดฟุ้งซ่านจนเผลอให้ปลายมีดที่ถืออยู่ในมือสะกิดเข้ากับนิ้วตัวเอง

"อะไร?--ให้ตายสิ!!" มิยูกิอุทาน ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเลือดหยดจากนิ้วมือรุ่นน้อง เขารีบก้าวพรวด โดยไม่ลืมคว้าผ้าสะอาดมากดแผลให้แน่นเพื่อห้ามเลือด

"เอ่อ..เอ่อ ไม่เป็นไรมากหรอก" คนซุ่มซ่ามยิ้มแหย พยายามจะหัวเราะกลบเกลื่อน แต่พอเห็นแววตาโกรธจัดของอีกฝ่ายก็หัวเราะไม่ออก ได้แต่หลบตามองพื้นแทน

"นี่นายมีสมองรึเปล่า ถึงไม่รู้ว่านิ้วสำคัญกับการเป็นพิทเชอร์ขนาดไหน?"

"นิดเดียวเอง"

"ยังจะพูดอีก"

คนถูกดุซ้ำก้มหน้างุด พยายามดึงนิ้วคืนให้หลุดจากการเกาะกุม โดนด่าน่ะไม่เท่าไร ชินแล้ว แต่การถูกอีกฝ่ายจับมือแถมยืนเสียใกล้จนลมหายใจรินรดจมูก มันทำให้เกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ บอกไม่ถูก แต่ดึงเท่าไรฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมปล่อย เอย์จุนแทบอยากร้องไห้ พยายามส่งสายตาอ้อนวอนให้รุ่นพี่อีกคนมาช่วย

คุราโมจิเม้มปาก นึกไม่ถึงว่ามิยูกิจะหงุดหงิดกับเรื่องแค่นี้ ถึงจะเข้าใจในความเป็นแคทเชอร์ ทำให้ต้องใส่ใจกับพิทเชอร์เป็นพิเศษ แต่เวลาเจอพิทเชอร์ไม่ดูแลตัวเอง อย่างมากหมอนี่แค่แนะนำตักเตือน ไม่เคยโมโหหรือฉุนเฉียวใส่ เหมือนเจ้าซาวามูระโดน หรือเพราะเจ้านี่มันซื่อบื้อนัก

ช่างเถอะ...คุราโมจิตัดใจเดินเข้ามาห้ามทัพ ขืนปล่อยทิ้งไว้ บรรยากาศการกินคงเสียหมด

"ไอ้งั่งเอ๊ย ทำอะไรไม่ระวัง..มานี่ เดี๋ยวฉันทำแผลให้เอง" คุราโมจิสับหัวรุ่นน้องโป๊กใหญ่ ก่อนจะล็อกคอลากตัวมาทำแผล

"งี่เง่า!" ฟุรุยะเสริมเบาๆ

"หนอย นายเองก็เคยเหมือนกันแหละ ฟุรุยะ--"

คราวนี้แคทเชอร์หนุ่มเลิกคิ้วเบนสายตามาทางพิทเชอร์ร่วมทีม ซึ่งเจ้าตัวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ตีหน้าตายเปลี่ยนเรื่องทันที "ผมยกหม้อนี้ออกไปเลยนะครับ"

มิยูกิพยักหน้าให้ฟุรุยะ ลอบถอนหายใจ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปกติ ไม่เข้าใจเล้ย..ไหงตัวเองถึงหงุดหงิดมากมายกับเรื่องแค่นี้

.......................................

.............................

 

และแล้วมื้อเย็นกับหม้อไฟก็จบลงด้วยดี ต่างคนต่างกินจนพุงกาง พร้อมกับยกนิ้วให้มิยูกิเป็นสุดยอดเชฟ

"อร่อยชะมัด นายนี่สุดยอดจริงๆ คราวหน้าฉันจะเอาของเด็ดจากนากาโนะมาให้นายทำ.."

"มีแต่ผัก--" คนตัวสูงโย่งเอ่ยลอยๆ

"เนื้อก็มีเฟ้ย! ตอนนั้นนายอยากกินช้าเอง มันก็เลยเหลือแต่ผัก" เอย์จุนแผดเสียง พร้อมกับชี้หน้าคนพูด หนอย..เจ้าฟุรุยะมาหาว่าหม้อไฟบ้านเขามีแต่ผัก ทีหลังไม่พาไปแล้ว

มิยูกิสั่นหัว "ไม่ทำเว้ย อยากกินก็ทำเองสิ"

"ฮ่า ฮ่า ขืนให้เจ้าบ้ามูระทำ คงมีเส้นโซบะกับผัก--นายจำตอนอยู่หอไม่ได้รึไง? มิยูกิ"

"รุ่นพี่!!" เอย์จุนตะโกนลั่น หน้าแดงก่ำ ขณะทุกคนต่างหัวเราะชอบใจ

ตอนนั้นเป็นวันหยุด และเอย์จุนได้รับพัสดุจากทางบ้าน เป็นเส้นโซบะที่ปู่ทำเองกับมือเพื่อส่งมาอวยพรในการแข่งขันโคชิเอ็ง นอกจากนั้นแม่ของเอย์จุนยังส่งผักที่ปลูกเองมาด้วย เจ้าตัวเลยอาสาทำเลี้ยงเพื่อนๆ พี่ๆ แต่รสชาติออกมาไม่เอาไหน โชคดีได้มิยูกิมาช่วยปรุงน้ำซุปให้ใหม่ ทำให้โซบะต้มผักมื้อนั้นรสชาติดีขึ้นทันตา

 

จากนั้นต่างคนต่างขุดเรื่องเก่าสมัยอยู่เซย์โดมาเกทับกันไปมา โดยเฉพาะสองสมาชิกห้อง 5 เสียงดังกว่าใครเพื่อน รอบโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา จนนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มกว่า หนึ่งในนั้นเริ่มสัปหงกด้วยความง่วงนอน ศีรษะโงกเงกมาพิงไหล่คนข้างๆ

"เฮ้ย อย่าเพิ่งหลับเว้ย ฉันขี้เกียจแบกนายกลับ" เอย์จุนโวย

ฟุรุยะขยี้ตาด้วยอาการงัวเงีย พึมพำเสียงอ่อย "ก็ง่วงนอนแล้วนี่นา"

"จริงสิ นายเพิ่งกลับมา คงจะเหนื่อย วันนี้กลับไปพักเถอะ" มิยูกิพูด พลางหันมาพยักหน้ากับคุราโมจิ ซึ่งพยักหน้าตอบพร้อมกับลุกขึ้นจากโต๊ะ เพื่อเก็บจานชามไปล้าง โดยเจ้าตัวแอบบ่นทิ้งท้าย "ชิ! ว่าจะชวนเล่นเกมต่อสักหน่อย"

หนุ่มสูงโย่งทำหน้าเจื่อน รีบลุกตามเพื่อช่วยเก็บโต๊ะ "ครั้งหน้าแล้วกันครับ"

"อย่าลืมพักให้เต็มที่ล่ะ เพราะอีกสองวันพวกเราต้องเข้าค่ายฝึกซ้อมแล้ว" รุ่นพี่ร่วมทีมสำทับ

"เชอะ! ห่วงแต่พิทเชอร์ของตัวเอง" เอย์จุนเบะปากด้วยความหมั่นไส้

มิยูกิเลิกคิ้ว หันมาจ้องตาคนพูด ยกยิ้มมุมปาก "แหงล่ะ เรื่องไรฉันจะต้องห่วงพิทเชอร์ทีมอื่น.."

"หนอย เจ้าคนใจดำ"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมโว๊ย!"

"พอเว้ย!! จะกัดกันไปถึงไหน ยกก้นมาช่วยเก็บจานชามซะที ทั้งสองตัวนั่นแหละ"

คนผมเขียวตีหน้ายักษ์แผดเสียงใส่สองคู่กัด ก่อนจะเบนสายตายังรุ่นน้องอีกคนซึ่งท่าทางคงจะอยากกลับไปนอนเต็มแก่ ถึงรีบยกจานไปวางซิงค์ก่อนใครเพื่อน

"ฟุรุยะ นายไม่ต้องล้างจานหรอก วางไว้นั่นแหละ เดี๋ยวฉันทำเอง"

เอย์จุนทำตาโต หยิกแก้มตัวเอง "ห๋า? ฝันไปหรือเปล่าเนี่ยเรา?? นั่นต้องเป็นตัวปลอมแหง รุ่นพี่คุราโมจิไม่มีทาง--เหวอ!" คนพูดก้มหัวหลบวูบ เมื่อฝ่ายนั้นหยิบขวดอะไรสักอย่างขว้างมาอย่างแรง

"แกตายแน่! เจ้าซาวามูระ" คุราโมจิคำราม

"ขอโทษคร้าบบบบ" เอย์จุนร้องเสียงหลง กระโดดหนีทันควันก่อนฟรีคิกจะลอยมา

 

"โอ๊ะ!"

"เฮ้! ระวังหน่อย"

จอมโวยวายหันควับมองเจ้าของเสียง ก่อนจะตาเหลือก อ้าปากพะงาบๆ ด้วยความตกใจ หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ เขาเผลอถอยหลังกรูโดยไม่ดูทางให้ดี เลยชนเองมิยูกิซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

"ซุ่มซ่ามชะมัด"

เอย์จุนหน้าร้อนฉ่า อยากจะหายตัวในบัดดล เมื่อรู้สึกถึงแผ่นหลังของตัวเองชนกับแผ่นอกของอีกฝ่าย หนำซ้ำมือทั้งสองข้างของฝ่ายนั้นยังแตะอยู่ที่เอวของเขา ถึงจะรู้ว่าเป็นแค่การช่วยประคองไม่ให้ล้ม แต่..ใจเจ้ากรรมดันเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมา

"ช่วยไม่ได้ นายอยากยืนเกะกะเอง" คนซุ่มซ่ามเถียงแก้เขิน ชิงผละตัวออกมา โดยอาศัยหลบหลังคนตัวสูงซึ่งเดินมาหาพอดี

มิยูกิส่ายหน้าหน่ายใจ "ไม่มีมารยาทกับรุ่นพี่ซะเลย นายนี่---จะกลับแล้วสิ?" ประโยคหลังหันมาพูดกับอีกคน

"ครับ ขอบคุณมากครับ สำหรับอาหาร" ฟุรุยะก้มศีรษะลงเล็กน้อย

"ฮ่า ฮ่า พวกฉันต่างหากต้องขอบคุณนาย อ้อ ฝากขอบคุณคุณแม่นายด้วยล่ะ อร่อยมากเลย--ส่วนนาย ซาวามูระ ขอบใจนะ อุตส่าห์ยกมาให้" มิยูกิปิดปากหัวเราะคิก เมื่อโดนเจ้าของชื่อค้อนขวับ

"เชอะ ไม่ต้องมาประชดเลย มิยูกิ คาซึยะ"

ฟุรุยะถอนหายใจ ดึงคอเสื้อจอมโวยวายให้เดินกลับไปด้วยกัน โดยมีสายตาขบขันของผู้เป็นรุ่นพี่มองตาม จนเสียงประตูปิดลง

 

............................................

 

"เจ้าพวกนั้นกลับไปแล้วเหรอ?" คุราโมจิถามเจ้าของฝีเท้าที่เดินมาข้างหลังโดยไม่หันมอง เนื่องจากกำลังก้มหน้าก้มตาล้างจานให้เสร็จ

"ฮือ" มิยูกิพึมพำ คลอเคลียริมฝีปากกับต้นคอคนถาม สอดมือโอบกอดรอบเอวลูบไล้ไปมา ทำเอาคุราโมจิถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือสั่นจนแทบจะปล่อยจานหลุดจากมือ

"ทะ ทำอะไร..ไอ้บ้า! ฉันยังล้างจานไม่เสร็จ...หยะ หยุดก่อน..คาซึยะ!!" คุราโมจิร้องลั่น แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มือใหญ่จัดการเชยคางเล็กให้เงยขึ้นรับจุมพิตดูดดื่มอย่างหนักหน่วงและอ่อนหวาน

หนุ่มผมเขียวแทบขาดใจกับรสจูบแสนวาบหวาม สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิง ลืมหมดว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยกสองแขนขึ้นโอบรอบคออีกฝ่าย..

 

"เพล้งง!!!"

เสียงจานตกกระทบพื้นดังก้องกังวาน สองหนุ่มชะงัก ผละออกจากกันช้าๆ กระพริบตาปริบมองเศษจานที่แตกกระจายบนพื้น

คุราโมจิแยกเขี้ยว กำหมัดชกไหล่อีกฝ่ายเต็มแรง "ไอ้ทุเรศ! เล่นไม่เป็นเวล่ำเวลา"

มิยูกิหัวเราะ หึ หี "ขอโทษที เดี๋ยวฉันทำที่เหลือต่อให้เอง นายไปอาบน้ำเถอะ"

คุราโมจิถอนหายใจ จะปล่อยให้หมอนี่ทำอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า หลายวันมานี่ เขาติดค้างมิยูกิไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง

"ชิ! ไม่ต้องเลย นายทำมาเยอะแล้ว จะไปไหนก็ไป พวกนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง" พูดพลางผลักอีกคนให้ออกจากครัว

มิยูกิโน้มตัวมาจูบแก้มคนพูดเบาๆ "งั้นฉันรอที่ห้อง อย่านานนักล่ะ..เกิดฉันหลับก่อน โยอิจิจะอารมณ์ค้างซะเปล่าๆ"

หนุ่มผมเขียวหน้าแดง กัดฟันกรอด "เออ..หลับไปเลย ไอ้คนเฮงซวย!"

"ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมเว้ย!"

...................................

.................................

..............................







 

"ฉันชอบนาย.."

ซาวามูระ เอย์จุน อ้าปากค้าง ช็อคสนิทกับคำพูดของคนตรงหน้า ขวดน้ำที่กำลังยกขึ้นดื่ม หล่นตุ้บจากมือกลิ้งหายไปไหนไม่รู้..

"เอ่อ.."

"แต่ไม่ยกตำแหน่งเอซให้หรอกนะ"

ประโยคแรกยังพอทำใจรับฟังได้ ประโยคถัดมานี่สิ..มันหาเรื่่องกันรึไงฟร่ะ!!

"หนะ หนอย เจ้าฟุรุยะ! ฉันมีปัญญาคว้าตำแหน่งเอซได้เองโว๊ย ไม่จำเป็นต้องขอจากนาย--" พอได้ยินคำว่าเอซ สติสตังก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว จอมโวยวายตะเบ็งเสียงดังลั่น ชูกำปั้นหราใส่หน้าคนเป็นเอซ ซึ่งยืนตีหน้าตาย ทว่าไม่เมินหน้าหนีเหมือนทุกคราว

"งั้นเป็นอันตกลง"

"เอ๋?"

"ซาโตรุ...เรียกฉัน ซาโตรุ...เอย์.."

คนพูดโน้มริมฝีปากแตะหมับกับริมฝีปากอีกฝ่ายที่่ยังอ้าค้างด้วยความงุนงงเป็นรอบสอง ก่อนจะผละออกด้วยรอยยิ้มสว่างไสว ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

 

.......................

 

ภายในห้องนอนสองพิทเชอร์

 

"เอย์?"

เจ้าของชื่อสะดุ้งพรวดเกือบตกเตียง ด้วยมัวแต่คิดอะไรเพลินอยู่คนเดียว  "อ่า นายอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ?"

ฟุรุยะพยักหน้า ทรุดลงนั่งบนเตียง มือใหญ่เอื้อมแตะหน้าผากอีกฝ่าย "นายไม่สบายรึเปล่า?"

"ปะ เปล่า สักหน่อย ฉันไม่ได้อ่อนแอเหมือนนายนะเฟ้ย" คนเผลอตัวเหม่อลอยรีบเอ่ยปากแก้ตัว

..จู่ๆ ดันนึกถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของตนเองกับคนข้างๆ เท่านั้นเอง

คนฟังเหมือนไม่ใส่คำพูดดังกล่าว กลับดึงมืออีกฝ่ายมากุม พลางลูบไล้ปลายนิ้วข้างที่มีรอยแผลอย่างแผ่วเบา "เจ็บไหม?"

"เอ๋? เ่อ้อ..ไม่เป็นไรสักนิด ไม่รู้สึกเลยด้วย เจ้าบ้ามิยู--" เอย์จุนพูดยังไม่ทันจบประโยค ฟุรุยะก็ขัดจังหวะโดยการโน้มริมฝีปากมาทาบปิดไว้

"ไม่อยากให้นายพูดชื่อคนอื่นตอนนี้" แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ในฐานะคนรัก เอย์จุนรู้ดีว่าคนพูดเริ่มจะไม่สบอารมณ์

ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ ว่าหมอนี่เป็นบ้าอะไร เวลาอยู่ในห้องนอนด้วยกัน ถ้าเขาพูดคุยถึงเรื่องคนอื่น ฟุรุยะจะทำท่าเหมือนไม่อยากฟัง และขอไม่ให้พูด อย่าว่าแต่ชื่อมิยูกิ เลย จะเป็นรุ่นพี่คุราโมจิ รุ่นพี่คริส หรือคาเนมารุ หมอนี่จะหงุดหงิดไปหมด มีเพียงชื่อฮารุจจิคนเดียว ที่ยอมให้พูดถึงได้นิดหน่อย

มันใช่เรื่องไหมเนี่ย?? จะคุยเรื่องคนอื่นต้องคุยนอกห้องนอน

โดยเจ้าตัวให้เหตุผลอันแสนประหลาดว่า เวลาอยู่ในห้องนอน ควรจะเป็นเวลาส่วนตัวของพวกเขาสองคน ไม่อยากให้มีคนอื่นมายุ่ง

...แค่ชื่อนี่นะ? เอย์จุนเคยถาม ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง..ชื่อก็ไม่ได้...เขาล่ะอยากจะบ้าตาย

แต่กระนั้นมีหรือคนพูดมากอย่างเอย์จุน จะไม่เผลอ และวีธีเดียวที่แก้ไขสถานการณ์ได้ดีที่สุด..

 

"ซาโตรุ.."

เอย์จุนเอ่ยเบาอย่างตะกุกตะกัก หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเขินอาย แม้จะคบหาเป็นคนรักมาสามปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินเสียทีกับการเรียกชื่อแบบนี้ ในใจนึกแช่งชักหักกระดูกเจ้าคนบ้าตรงหน้า จะอารมณ์ดีอะไรนักหนา เวลาเขาเรียกชื่อ

 

"เอย์.."

เสียงทุ้มของเจ้าคนบ้ากระซิบข้างหู ทำให้หัวใจคนฟังเต้นรัวและแรงขึ้น ยิ่งมองสบตาลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท เห็นความปรารถนาฉายชัดเจน เอย์จุนก็แทบหมดแรง ยอมให้อีกฝ่ายรั้งตัวเข้าไปกอดแน่น แล้วริมฝีปากร้อนผ่าวก็ประทับลงมา....

..................................................

..............................................

จบ Part II

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[KHR Fic] Our Love_04 (D18)

posted on 23 Jun 2016 10:50 by chaste-child

ฟิคนี้เป็นฟิค Y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้ค่ะ

..........................

 

Title: Our Love ตอน 4

Pairing: D182

Notes: ผู้ใหญ่ยังคงสร้างเรื่องให้เด็กปวดหัว

.............................

 

ภายในถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งบนภูเขาด้านหลังเมืองนามิโมริ ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันหาเจอ วันนี้มีหลายคนมารวมตัวกันเพื่อภารกิจสำคัญ คือ การส่งบอสคาบัคโรเน่ไปโลกอนาคต

 

"บอสต้องกลับมาให้ได้นะครับ"

(...โรมาริโอ้ นายจะร้องไห้ทำไมน่ะ?)

 

"นี่เป็นพิกัดเวลาของทางนี้ครับ พกติดตัวไว้เผื่อมีอะไรผิดพลาด"

(...ผิดพลาด???)

 

"ถ้าไม่มียารักษา อย่างน้อย..แกต้องทำให้ฮิบาริคนทางนั้นยอมเล่าเรื่องทั้งหมด มันจะช่วยให้โอกาสรักษาหายมีเปอร์เซนต์สูงขึ้น"

(เอ่อ--ขนาดเคียวยะคนทางนี้ ฉันยังทำให้พูดไม่ได้ นายคิดว่าเคียวยะพาวเวอร์อัพเพิ่ม 10 ปี จะยอมพูดง่ายเรอะ!!)

 

"คุณดีโน่ ขอให้สำเร็จนะครับ"

(ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันแหละ สึนะ)

 

"จำไว้ นายมีเวลา 5 ชั่วโมง หากนายกลับมายังจุดเดิมไม่ทัน ก็เป็นอันเซย์กู๊ดบาย"

(..งั้นนายช่วยส่งฉันลงตรงหน้าเคียวยะเลยแล้วกัน..เวลเด้)

 

บอสหนุ่มพยายามฝืนยิ้มรับคำ(สั่งเสีย?) ของทุกคน แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออาการของเคียวยะแย่ลงทุกขณะ และนี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเคียวยะได้ แววตาและสีหน้าวิตกกังวลของคนรอบข้าง ทำให้ดีโน่ตื้นตันใจจนพูดอะไรแทบไม่ออกเหมือนกัน

 

"ดีโน่ แกต้องทำได้" ผู้เป็นอาจารย์ตบบ่าลูกศิษย์เป็นกำลังใจ

"แน่นอน" น้ำเสียงหนักแน่นรับคำ

 

จากนั้นบอสหนุ่มก็บอกลากับทุกคน และพาตัวเข้าไปในไทม์แมชชีนหน้าตาประหลาดซึ่งสร้างโดยอัลโกบาเรโน่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เวลเด้ เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้รูปร่างคล้ายยานอวกาศแต่ขนาดเล็กมาก สามารถบรรจุคนได้เพียงคนเดียว

 

ดีโน่สูดลมหายใจลึก ส่งยิ้มให้ทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย แอบสยองเล็กน้อยเมื่อเหลือบเห็นรอยยิ้มพิลึกพิลั่นของคนสร้าง แต่รีบอร์นรีบบอกว่าไม่เป็นไร เวลเด้แค่ดีใจที่มีเหยื่อ..เอ๊ย มีคนมาทดลองเครื่องมือนี้

 

ต่อให้ไม่ไว้ใจหรือเสี่ยงเกินไป ก็ช่างเถอะ เขาทนดูเคียวยะต้องทุกข์ทรมานต่อไปไม่ไหวแล้ว จะให้ทดลองเปลี่ยนการรักษาไปเรื่อย ก็เสี่ยงเหมือนกัน สู้ตามหาต้นตอของสาเหตุ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง คือลางสังหรณ์ว่าตนเองอาจเป็นต้นเหตุแห่งอาการป่วยของเคียวยะ

 

จากการประมวลเรื่องราว ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับเคียวยะในโลกอนาคตคงมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น และเคียวยะคนปัจจุบันอาจรับรู้ ถึงขั้นรับไม่ได้จนล้มป่วยลง

 

บอสหนุ่มกำหมัดแน่น ปฏิญาณในใจ ไม่ว่าโลกอนาคตจะย่ำแย่แค่ไหน เขาจะสู้ ไม่ยอมให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้

และ..ฉันจะต้องช่วยนายให้ได้ เคียวยะ..

 

..................

 

"ให้ตายสิ!"

บอสหนุ่มสบถ ยังไม่ทันไรเขาก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก เหมือนอากาศรอบตัวหายไปดื้อๆ เสียงหวืดดังคล้ายเครื่องยนต์กลไกบางอย่างดังจนแสบแก้วหู ร่างกายทุกส่วนเหมือนถูกบีบรัดจนแทบแหละสลาย และจู่ๆ รอบด้านก็มืดสนิทมองอะไรไม่เห็น บอสหนุ่มทรุดฮวบลงกับพื้น สติค่อยๆ เลือนรางลงทุกที

 

 

โครม!!!

เปรี้ยง!!!

 

เสียงเหมือนวัตถุขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับบางอย่างจนดังสนั่นหวั่นไหว เรียกสติดีโน่ให้คืนกลับมา เขารู้สึกเหมือนร่างกำลังตกจากที่สูงดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว.. ไอ้เครื่องบ้านี่ต้องชนอะไรสักอย่างแหง

 

ซะ ซวยแล้ว..!!!! ดีโน่ร้องลั่นในใจเตรียมรับการกระแทกครั้งใหญ่..เละเป็นวุ้นแน่เรา!!

 

ฉับพลันทุกอย่างรอบตัวก็นิ่งสนิทซะงั้น ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแผ่ปกคลุมรอบด้าน สัญชาตญาณเตือนให้บอสหนุ่มระวังตัว และในความเงียบสงัดนั่นเอง เสียงบางอย่างที่แสนจะคุ้นเคยก็ดังขึ้นรอบทิศ..

 

ดีโน่ลืมตาพรึ่บพร้อมกระชากแส้คู่ใจตั้งรับเต็มที่ ไม่ผิดจากคาดการณ์ ตรงหน้าเขาเป็นชายฉกรรจ์ในชุดดำนับสิบคน ถือปืนโดยเล็งปากกระบอกจ่อมายังเขาเป็นจุดเดียว จ้องเขม็งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร โชคยังดีภาษาที่พวกนั้นใช้สื่อสารระหว่างกันเป็นภาษาอิตาเลี่ยน ทำให้เขาเข้าใจทุกคำพูด

 

"ฉันไม่ใช่ศัตรู" บอสหนุ่มรีบบอก ก่อนพวกนั้นจะตัดสินใจลงมือ

"คุณเป็นใคร? และมาที่นี่ทำไม?" หนึ่งในนั้นคงเป็นหัวหน้าเอ่ยถาม โดยยังจ่อปืนเช่นเดิม

 

ยังไม่ทันตอบหรืออธิบาย ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้าผ่านคนกลุ่มนั้นมา แววตาเคร่งเครียดจ้องมองเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประหลาดใจแทน

 

"คุณดีโน่? แต่เอ๊ะ?"

"อ่า ฉันเองแหละ สึนะ--ดีโน่ คาบัคโรเน่ คนเมื่อสิบปีก่อน" เจ้าตัวรีบบอกเมื่อเห็นสายตาฝ่ายนั้นมองอย่างไม่ไว้ใจ "ฉันมีเรื่องด่วนจำเป็นต้องมาที่นี่.."

 

บอสวองโกเล่รุ่นที่ 10 แห่งโลกอนาคต พยักหน้าให้ลูกน้องทั้งหมดออกไป จนเหลือพวกเขาเพียงสองคน

 

ดีโน่นึกทึ่งในใจ ศิษย์น้องของเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เอามากๆ บุคลิกท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็น แผ่รัศมีน่าเกรงขาม จนแทบเป็นคนละคนกับเมื่อสิบปีก่อน

 

บอสหนุ่มเหลียวมองรอบด้าน แอบสงสัยเจ้าเครื่องมือของเวลเด้พาเขามา ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร ดูจากลักษณะห้องคงอยู่ใต้ดินเพราะผนังทึบทุกด้าน ซ้ำมีทางออกทางเดียว หากศัตรูบุกรุกคงถูกจัดการโดยง่ายดาย

"ที่นี่คงเป็นฐานลับของพวกนายสินะ" ผู้เดินทางมาไกลเอ่ยปากถามตามประสาคนคุ้นเคย

คนฟังยิ้มมุมปาก ไม่ตอบ

ดีโน่เริ่มสัมผัสถึงบรรยากาศแปลกรอบตัว จะว่ามิตรก็ไม่ใช่ ศัตรูก็ไม่เชิง ท่าทีเฉยเมยของอีกฝ่ายสร้างความอึดอัดให้กับบอสคาบัคโรเน่พอสมควร

เอาเถอะ..ดีโน่พอเข้าใจ ระยะเวลาล่วงมาเป็นสิบปี คงมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น ยิ่งสถานการณ์สู้รบเพิ่งจบลง แล้วจู่ๆ เขาบุกรุกเข้ามา คงยากจะไว้ใจ

 

"ต้องขอโทษด้วยที่บุกรุกเข้ามา แต่ฉันมีเรื่องด่วนมาก เกี่ยวกับเคียวยะ.."

ชื่อบุคคลที่สามเหมือนจะเรียกความสนใจจากอีกฝ่ายได้ชะงัด เจ้าตัวพยักหน้าเป็นสัญญาณให้บอสรุ่นพี่ตามมา ก่อนจะพาไปยังอีกห้องซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ เหมาะจะพูดคุยกันมากกว่า

 

"เชิญคุณดีโน่นั่งก่อนครับ"

โดยไม่รอช้า ดีโน่รีบเล่าอาการของเคียวยะหลังจากกลับไปให้ฝ่ายนั้นฟังโดยละเอียด รวมถึงคำแนะนำของชามาล และการเดินทางมาที่นี่ด้วยอุปกรณ์ของเวลเด้

ซาวาดะ สึนะโยชิ วัย 24 ปี ถอนหายใจด้วยความหนักใจ  "..คงหลุดไปตอนช่วงเปลี่ยนถ่ายความทรงจำ.."

"อิริเอะ โชอิจิ ก็คิดอย่างนั้น นายพอจะบอก--?"

 

"งั้นคุณดีโน่รอสักครู่ ผมจะไปเอายามาให้"

ดีโน่อ้าปากเหวอ เมื่อพูดยังไม่ทันจบประโยค อีกฝ่ายก็ตัดบทเอาดื้อๆ บอกจะไปเอายา แล้วก็ลุกไปเฉยเลย คนมาไกลนั่งอึ้งตาค้าง มองแผ่นหลังคนพูดเดินออกประตูไปอย่างงุนงงเกินบรรยาย

ไหงมันง่ายอย่างนี้ล่ะ? แค่มาถึง รับยา แล้วก็กลับ...จบ!

เฮ้ย!!!! เฮ้ย!! เดี๋ยวก่อน!! นี่เขาเดินทางมาโลกอนาคต ใช้เครื่องไทม์แมชชีน เดินทางข้ามเวลามาตั้งสิบปี กะว่าต้องมีการผจญภัย ต่อสู้ หรือยากลำบากในการตามหาฐานทัพของวองโกเล่ ต้องปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องยา พบเจอกับเคียวยะ โดนฝ่ายนั้นซ้อมจนหนำใจก่อนจะบอกวิธีรักษา แล้วต้องรีบเร่งกลับมายังจุดหมายให้ทันเวลาอันจำกัด เหมือนในหนังผจญภัยประมาณนั้น

ตะ แต่ นี่มันอะไรกันฟร่ะ???? ง่ายดายยิ่งกว่าโทรสั่งพิซซาให้มาส่งเสียอีก

 

ไม่ถึงยี่สิบนาที บอสวองโกเล่ก็เดินกลับเข้ามาพร้อมยาในมือตามที่พูดไว้ บอสหนุ่มผุ้ดั้นด้นเดินทางข้ามเวลา ยื่นมือรับขวดยาอย่างงงๆ ฟังคำอธิบายจนเข้าใจ ฝ่ายนั้นขอร้องให้เขาอยู่รอสัญญาณรับตัวกลับ แต่ภายในห้องนี้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นฐานลับของวองโกเล่ ไม่ควรให้คนนอกเดินเข้าออก และอีกสักครู่จะมีคนนำของว่างมาให้ รวมถึงจะส่งอิริเอะ โชอิจิ มาช่วยในการเดินทางกลับ

 

"เอ่อ..นายเป็นตัวจริงหรือรึเปล่า สึนะ?" คนขี้สงสัยเอ่ยปากถามดื้อๆ

อีกฝ่ายเลิกคิ้วหัวเราะเบาๆ "ก็ตัวจริงสิครับ หรือต้องให้ผมพิสูจน์อะไรอีก"

"อ่า ขอโทษด้วยที่ฉันระแวงมากไป เพียงแต่ฉันไม่คิดว่ามันจะง่ายแบบนี้"

บอสวองโกเล่เหยียดยิ้ม "คุณดีโน่ต้องการยา ผมก็ให้แล้วไง คุณเองมีเวลาไม่มาก รีบกลับไปดูแลคุณฮิบาริทางโน้นจะดีกว่า"

ยิ่งฟังคำตอบยิ่งสงสัย เหมือนมีลับลมคมนัยชอบกล คล้ายผู้เป็นศิษย์น้องกำลังพยายามกีดกันให้เขากลับไปโดยเร็วที่สุด ความจริงมันก็ดีหรอก เขาเองอยากรีบกลับด้วยเป็นห่วงเคียวยะ แต่มีบางอย่างตะหงิดในใจ จึงตัดสินใจถามออกไปตามตรง

 

"ช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างแฟมิลี่ของพวกเราคงไม่ค่อยดีใช่ไหม? ฉันอาจจะคิดไปเอง แต่เหมือนนายรังเกียจ ไม่อยากให้ฉันอยู่นานเกินไป"

"..."

"หรือตัวฉันมีส่วนทำให้เคียวยะเป็นแบบนี้?"

คนฟังเลิกคิ้วคล้ายแปลกใจในคำถาม ความจริงเขาอยากหัวเราะด้วยซ้ำ คุณดีโน่คนเมื่อสิบปีก่อนยังฉลาดล้ำลึก และดูใจเย็นกว่าคนในยุคเขา

รอยยิ้มแกมเยาะของบอสรุ่นน้องกับการนิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม เหมือนเป็นการเฉลยปริศนาคาใจดีโน่ บอสหนุ่มชาวาบ เจ็บแปลบ ยิ่งกว่าถูกกระสุนยิงเข้าอย่างจัง ภาพเคียวยะคลุ้มคลั่งไม่สติจนต้องถูกล่ามโซ่ ไหลย้อนเข้ามาในความคิด

เกิดจากตัวเขาเองงั้นเหรอ?

ชายหนุ่มกลืนก้อนแข็งในคอลงอย่างยากเย็น เขาก้มมองขวดยาในมือตนเองด้วยความเจ็บปวด..นี่เขาทำร้ายเคียวยะได้อย่างไร..

 

ดีโน่เงยหน้าสบตาอีกฝ่าย แววละอายฉายวูบ เมื่อเห็นร่องรอยความเกลียดชังและเคียดแค้นแฝงเร้นในดวงตาของบอสวองโกเล่ จนเขาพูดอะไรไม่ออกเป็นพักใหญ่

 

"นายคงเกลียดฉันมาก แต่ช่วยตอบหน่อยเถอะ มีอย่างเดียวที่ฉันอยากรู้--" น้ำเสียงแหบแห้งเปล่งถาม

คนฟังนิ่งมองใบหน้าขมขื่นของอีกฝ่ายโดยไม่ตอบความใด

"..จนถึงตอนนี้ เคียวยะ--ยังไม่หายดีใช่ไหม?"

 

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?" เสียงราบเรียบถามกลับ

"เพราะยานี่ไง!" บอสหนุ่มกำขวดยาในมือแน่น ตะโกนเสียงสั่น "นายบอกเองว่ายานี่ทำมาเพื่อรักษาเคียวยะโดยเฉพาะ ถ้าเคียวยะหายแล้ว ยานี่จะมาอยู่ในมือฉันได้ไง..หรือนายไม่ได้ให้เขา"

 

บอสวองโกเล่แค่นยิ้ม เอ่ยช้าด้วยน้ำเสียงขมขื่นไม่ต่างกัน "ก็มันไม่มีประโยชน์กับคุณฮิบาริทางนี้.."

ใบหน้าคมเข้มหมองลง ่ก่อนจะกล่าวต่อ "คุณฮิบาริเองก็ทราบว่าถึงกินยาเข้าไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา"

"งั้นฉันเอาไป จะไม่ประโยชน์เหรอ?"

เสียงทดท้อทำให้คนฟังอ่อนลง เขามองสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่าย ตอบ "ขอผมถามบ้าง ถ้าคุณดีโน่นำยาไปให้คุณฮิบาริทาน คุณดีโน่จะอยู่ดูแลคุณฮิบาริจนหายดีใช่ไหมครับ?"

"แหงล่ะ ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าเคียวยะจะหายเป็นปกติ" เสียงตอบหนักแน่นมั่นคง

"ก็นั่นแหละครับ คำตอบ..ของยา"

บอสวองโกเล่ขยายความต่อเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของคนฟัง "ยานี้เหมือนเป็นการพบกันคนละครึ่งทางระหว่างความฝันกับความจริง ตัวยาจะช่วยละลายความทรงจำที่บิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดในใจทีละนิด เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับความทรงจำหลัก แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เห็นว่าความทรงจำส่วนที่เจ็บปวดนั้นเป็นเพียงความฝัน ยิ่งมีคุณอยู่ด้วยตลอด คุณฮิบาริก็จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง"

"กะ ก็ แล้วทำไม ตัวฉัน--" ดีโน่ชะงัก

...ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ นอกจากตัวเขาจะเป็นคนทำร้ายเคียวยะ ยังทอดทิ้งให้เคียวยะเจ็บป่วยโดยไม่เหลียวแล

บ้าน่า ตัวเขาต้องเป็นบ้าไปแล้ว....

 

บอสหนุ่มพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง พูดไม่ออกสักคำ

 

ซาวะดะ สึนะโยชิ วองโกเล่รุ่นที่ 10 เพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบๆ จริงอยู่ เขาเกลียดชังและเคียดแค้น ดีโน่ คาบัคโรเน่ ผู้บังอาจทำร้ายผู้พิทักษ์เมฆาของเขาอย่างไม่สามารถให้อภัยได้ แต่ดีโน่ คนที่อยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้ เป็นคนที่กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อหาทางช่วยคุณฮิบาริ ชายคนนี้กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสกับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ แต่ก็เหมือนเป็นผู้ลงมือกระทำ เขาคงไม่สามารถเอาโทษทั้งหมดโยนใส่คนๆ นี้ได้

 

"ผมคงบอกคุณได้เพียงแค่..หลังจากถูกคุณดีโน่ทำร้าย คุณฮิบาริก็ล้มป่วย เพ้อคลั่งอย่างหนัก อาการคงประมาณเดียวกับที่คุณฮิบาริทางโน้นกำลังเป็นอยู่ แต่เชื่อเถอะครับ..หนักกว่าหลายสิบเท่า เราพยายามให้ยาหลายอย่างแต่ก็ไม่สำเร็จ ทดลองอยู่นานจนยานี้ถูกคิดค้นขึ้นมา แต่สุดท้ายมันก็สายเกินไป.."

"ฉันทำเรื่องเลวร้ายกับเคียวยะได้อย่างไร? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" บอสหนุ่มพึมพำ

"ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเขาสองคน คุณฮิบาริเองไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย แม้กับผม.."

"แล้วตัวฉันล่ะ?" ดีโน่หลุดปากถาม หวังใจสักนิดว่าตัวเองในโลกอนาคตน่าจะพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้

ผู้เป็นศิษย์น้องตวัดสายตาเย็นชามองเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ทำให้ความหวังของดีโน่มอดดับ

"ช่วงนั้นสงครามระหว่างมาเฟียเริ่มรุนแรงขึ้น แต่ละแฟมิลี่ไม่มีเวลามานั่งคุยเล่นหรือปรับความเข้าใจกันหรอกครับ และที่สำคัญ ทางคาบัคโรเน่เอง ได้เลือกเส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบกับคุณฮิบาริอีก"

"นายหมายความว่าไง?"

 

คนถูกถามส่ายหน้าเพราะพูดไปก็เปล่าประโยชน์ ก่อนจะขยับตัวลุก ดีโน่คอตก หากฝ่ายนั้นตัดสินใจไม่พูด เขาคงไม่สามารถทำอะไรได้

"เดี๋ยวผมให้คนจัดอาหารว่างมาให้ พอถึงเวลา โชอิจิจะมาช่วยส่งคุณกลับเอง"

 

"เดี๋ยว สีนะ!"

เจ้าของชื่อหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

 

"ขอฉันพบเคียวยะได้ไหม?"

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดพักใหญ่

 

"ได้โปรด.."

บอสวองโกเล่สบตานิ่งกับบอสรุ่นพี่ผู้มาจากโลกเมื่อสิบปีก่อน พลางถอนหายใจยาวออกมา "ถ้าผมบอกไม่ได้ คุณก็คงหาทางไปจนได้อยู่ดีใช่ไหมครับ"

บอสหนุ่มพยักหน้ารับ "ฉันเป็นห่วงเคียวยะ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ฉันสัญญา จะไม่สร้างปัญหา จะไม่ถามอะไรทั้งสิ้น และหากเขาต้องการแก้แค้น ฉันยินดีรับโทษทุกอย่าง"

 

บอสวองโกเล่ถอนใจเป็นคำรบสอง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับบอสรุ่นพี่ด้วยสีหน้าจริงจัง

"สาบานกับผม..ว่าคุณจะไม่ทำให้คุณฮิบาริอาการแย่ลง"

ดีโน่พยักหน้าแน่วแน่ รู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก เมื่อสัมผัสถึงความรู้สึกแรงกล้าในการปกป้องพวกพ้องของสึนะ นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญ ถึงทำให้เคียวยะและผู้พิทักษ์ทุกคนยอมทุ่มเทให้กับวองโกเล่ แม้ในยามเจ็บป่วยไม่ได้สติ เคียวยะก็ยังยอมไว้ใจสึนะ

บอสหนุ่มส่งแส้ประจำตัวและกล่องอาวุธยื่นให้อีกฝ่ายโดยไม่ลังเล "ฉันสาบาน! ต่อให้ต้องถูกฆ่าตาย ฉันจะไม่โต้ตอบเลย นายเก็บอาวุธฉันไว้ก็ได้"

ผู้เป็นศิษย์รุ่นน้องหัวเราะ หึ "ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ผมเชื่อใจคุณดีโน่คนเมื่อสิบปีก่อน เพราะถ้าไม่ห่วงคุณฮิบาริมากแล้วล่ะก็ คงไม่กล้าบ้าบิ่นมาถึงนี่ และที่สำคัญ คุณเก็บอาวุธพวกนี้ไว้ป้องกันตัวเองดีกว่า"

"เคียวยะน่ากลัวมากเลยเหรอ?" ดีโน่ชักสยอง ในใจแอบคำนวณค่าพลังของเคียวยะเวอร์ชั่นเพิ่มสิบปี

"ไม่รู้สิครับ เอาเป็นว่าถ้าเริ่มลงมือต่อสู้ อย่าคิดออมมือเป็นอันขาด"

"สิบปีมานี่ พวกนายคงจะสนิทกันมากนะ" ดีโน่เผลอหลุดปากพูดสิ่งที่คิดในใจ อีกฝ่ายยิ้มแกมรู้ทัน

"ไม่ต้องระแวงผมหรอกครับ เดือนหน้าผมจะแต่งงานกับเคียวโกะจังแล้ว"

"ห๊า?"

 

ทั้งคู่สนทนากันอีกเล็กน้อย ก่อนผู้เป็นบอสวองโกเล่จะเดินนำบอสคาบัคโรเน่ไปตามทางลับซึ่งคดเคี้ยวมืดมิด จนถึงประตูบานหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็กลายเป็นห้องโถงยาว มีแสงไฟสลัวพอมองเห็นทางเดิน

 

"คุณดีโ่น่ รอสักครู่นะครับ ผมจะไปบอกคุณคุซาคาเบะว่าผมมาคุยเรื่องงานกับคุณฮิบาริ จะได้ไม่มีใครมารบกวน"

คนพูดเดินจากไป ดีโน่เหลียวมองรอบด้าน บริเวณนี้คงเป็นส่วนของผู้พิทักษ์เมฆา เพราะสังเกตจากลักษณะการตกแต่งเป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม บอสหนุ่มใจเต้นรัว นึกขอบคุณศิษย์น้องผู้เข้าใจและยอมให้โอกาสเขา ส่วนเรื่องจะพูดอะไรกับเคียวยะนั้น เขายังนึกไม่ออก หวังเพียงอย่างเดียวอยากจะช่วยเคียวยะทั้งสองให้พ้นจากความทุกข์ทรมานในใจ อันเกิดจากตัวเขาเอง ให้ได้

 

..............................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

**หายไปนานมาก แหะ แหะ เหลืออีกตอนก็จบแล้ววว

 

 

 

 

 

[DNA Fic] Just One Kiss_Part I (Misawa)

posted on 17 Jun 2016 20:03 by chaste-child

*ฟิคนี้เป็นฟิค Y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ*

...........................

Title: Just One Kiss_Part I

Pairing: Miyuki x Sawamura

 

.................................

 

 

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับรสชาติเข้มข้นถูกใจที่เพิ่งจิบผ่านลำคอลงไป ไหนจะการได้นั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนเช้าวันอื่น ทำให้มิยูกิถึงกับยิ้มออกมา

..ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่วันแสนสดใสจริง

ยังไม่ทันจะอิ่มเอมกับความสุขสงบของวันหยุด เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อดังลั่น

 

"มิยูกิ คาซึย๊าาาา!!"

เจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้งเฮือก ยกมือกุมขมับปวดหัวจี๊ดขึ้นมากระทันหัน ลางสังหรณ์บอกว่า ความสุขสงบที่เพิ่งดื่มด่ำเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนคงต้องจบสิ้นแล้ว ไอ้ครั้นจะทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้ เพราะรู้นิสัยคนตะโกนดีว่าดื้อด้านแค่ไหน จึงตัดใจยอมลุกไปเปิดประตูด้วยสีหน้าบึ้งตึง

 

"มีธุระอะไร?"

"มารับลูกให้หน่อย" คนพูดยิ้มแป้น ด้วยท่าทีคึกคักร่าเริงสุดๆ

แคทเชอร์หนุ่มวัย 20 ถอนหายใจเฮือก ยกนิ้วดีดหน้าผากคนพูดหนึ่งแปะ "นายจะบ้าเหรอ? ฉันไม่ใช่แคทเชอร์ประจำตัวนายนะเฟ้ย! แล้วตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน และ ที่-สำ-คัญ--วันนี้เป็นวันหยุดพักของฉันโว้ย!"

เสียงว๊ากลั่นของคนพูด ทำเอาคนฟังหน้างอ แต่เรื่องยอมแพ้ไม่มีในสารบบของคนชื่อซาวามูระ เจ้าตัวรีบงัดไม้เด็ดโดยลากคนยืนงัวเงียอยู่ด้านหลังให้ออกมาข้างหน้า "งั้นหมอนี่ไง อยู่ทีมเดียวกับนาย เป็นคู่แบตเตอรี่กับนาย ฟุรุยะ! นายอยากซ้อมขว้างลูกใช่เปล่า?"

ประโยคหลังหันไปพูดกับพิทเชอร์รุ่นเดียวกันซึ่งพอได้คำว่าขว้างลูก เจ้าตัวก็พยักหน้ารับทันที

มิยูกิเลิกคิ้วเหยียดยิ้ม รู้แกวเจ้าอดีตรุ่นน้องคงกะว่าถ้าเขายอมรับลูกให้ฟุรุยะ ตัวเองจะได้ขอแจมด้วย เขาจึงยกมือชี้หน้าพิทเชอร์ร่วมทีม "วันนี้เป็นวันพักของนายเหมือนกัน ถ้านายดึงดันจะซ้อม ฉันจะฟ้องโค้ช.."

ฟุรุยะเบิกตาขึ้น ขืนรุ่นพี่มิยูกิบอกโค้ช เขาคงโดนลงโทษ ดีไม่ดี อดลงแข่งก็แย่สิ

"อ่า เอ่อ ครับ พักก็พัก" เจ้าตัวพยักหน้าหงอย ยอมเปลี่ยนใจแต่โดยดี

"หนอย! เจ้าฟุรุยะ แกนะแก--เดี๋ยวสิเว้ย!!" เอย์จุนหันไปเล่นงานเจ้าคนใจเสาะ แต่ยังไม่ทันทำอะไร เสียงหนึ่งก็ดังเช้าหูเสียก่อน

"ซา-วา-มู-ระ!!"

"แว๊กกกกกกกก!!!"

 

แล้วปรากฏการณ์เดจาวูก็บังเกิด เมื่อคนอยากขว้างลูกถูกยมทูตหัวเขียวลากเข้าห้องเพื่อจะเล่นงานได้ถนัดมือ

มิยูกิส่ายหน้าพลางหัวเราะ กับภาพอันแสนคุ้นตาเมื่อครั้งอยู่เซย์โด เจ้าพิทเชอร์จอมโวยวายกับดิ้นขลุกขลักเพื่อเอาตัวรอดจากท่าไม้ตายของคุราโมจิ ยามเช้าแสนสงบของเขาคงหมดลงแล้วแหง พอปลงได้จึงหันมาชวนรุ่นน้องอีกคนให้เข้ามากินอาหารเช้าด้วยกัน

...............

 

 หลังเรียนจบจากเซย์โด มิยูกิกับคุราโมจิต่างเลือกสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และร่วมทีมเบสบอลของที่นั่น แม้จะอยู่คนละแห่ง คนละทีม แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยของทั้งคู่อยู่ในเขตเดียวกัน จึงตกลงใจเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกัน ปีต่อมา เมื่อได้ข่าวซาวามูระกับฟุรุยะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเขา จอมห่วงใยรุ่นน้องอย่างคุราโมจิ จึงอาสาช่วยหาห้องพักให้ และแสนจะบังเอิญได้ห้องติดกันพอดี

ดังนั้นกิจวัตรประจำวันของเอย์จุน นอกจากการวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า ขากลับมักจะคอยตะโกนเรียกมิยูกิให้ออกมาช่วยรับลูกเหมือนสมัยอยู่เซย์โด ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกฝ่ายนั้นปฏิเสธ หากโชคร้ายก็เจอคุราโมจิก่นด่าหรือจับซ้อม เพราะรำคาญเสียงดังหนวกหู รบกวนคนอื่น และยังเป็นการเผยไต๋ให้ทีมคู่แข่งอย่างมิยูกิและฟุรุยะรู้ฝีมือ

 

"เฮ้ ฟุรุยะ คราวหลังนายไม่ต้องบ้าจี้วิ่งตามเจ้าซาวามูระทุกเช้าก็ได้ นายเพิ่งแข่งเสร็จเมื่อวานไม่ใช่รึไง ควรจะพักบ้าง" หลังจัดการเจ้าอดีตรุ่นน้องร่วมห้องจบหมอบราบยอมแพ้ คุราโมจิก็มาร่วมวงนั่งกินอาหารเช้าฝีมือมิยูกิ ถึงรู้ว่าพูดไปอีกฝ่ายคงไม่ทำตามหรอก นี่ขนาดอยู่คนละมหาวิทยาลัย อยู่คนละทีม ฟุรุยะก็ยังติดหนึบกับเจ้าซาวามูระไม่เปลี่ยน บางครั้งอดสงสัย..คนต่างกันสุดขั้วอย่างสองคนนี้อยู่ด้วยกันได้ไง แต่นั่นแหละ ขนาดตัวเขาเองยังติดหนึบอยู่กับเจ้าแคทเชอร์นิสัยเสียเลยนี่นา

"ไม่เป็นไรครับ" น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบอย่างไร้อารมณ์เช่นเคย เจ้าตัวก้มหน้ากินอาหารเช้าที่มิยูกิทำให้อย่างเงียบๆ ผิดกับอีกคนที่กำลังจ้ำจี้จ้ำไชสั่งพ่อครัวเป็นการใหญ่ '...ไข่ดาวต้องสุกทั้งสองด้าน เบค่อนเอาแบบกรอบแต่ไม่แห้ง ขนมปังเกรียมนิดนึง..' จนคนทำหงุดหงิดถึงกับออกปากไล่ให้กลับไปทำกินเอง

"เรื่องไรฟร่ะ! ฉันเป็นรุ่นน้องนายเหมือนกัน นายจะทำให้แต่ฟุรุยะได้ไง.."

"นายมันเรื่องมากนี่นา ฉันทำอะไรให้ ก็กินเข้าไปสิเว้ย!"

"ก็ฉันเป็นคนกิน นายก็ทำแบบที่ฉันชอบสิ"

"เออ เออ รู้แล้ว ไปนั่งรอที่โต๊ะเลยไป๊! ยืนเกะกะอยู่ได้"

สุดท้ายคนทำต้องยอมอ่อนข้อ ด้วยคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับรุ่นน้องจอมดื้อด้าน

 

คุราโมจิฟังแล้วคันไม้คันมืออยากกระโดดฟรีคิกใส่เจ้าคนเรื่องมากสักที แต่นั่นแหละ..อยู่หอด้วยกันมาสองปี แถมยังมาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทีมเดียวกัน และอยู่ห้องข้างกันอีก เลยเคยชินกับนิสัยอีกฝ่ายเป็นอย่างดี และรู้ดีว่าคนร่วมห้องตัวเองบ่นไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ตามใจเจ้าบ้านั่นทุกที

 

"เออ เรื่องงานเลี้ยงรุ่นอาทิตย์หน้า พวกนายมาได้ชัวร์นะเว้ย อย่าให้เสียชื่อ พวกรุ่นพี่ยังมาเกือบครบ"

คุราโมจิหันมาถามรุ่นน้องทั้งสองคน เพราะทุกปีอดีตสมาชิกชมรมเบสบอลเซย์โดสมัยพวกเขา จะนัดเจอกันเป็นประจำในช่วงก่อนวันคริสต์มาส ยิ่งปีนี้ คุณเรียวรับเป็นแม่งาน คุราโมจิเลยทุ่มสุดตัวเป็นผู้ช่วยคนขยัน

 

"แน่นอนครับ! ซาวามูระ เอย์จุน ต้องมาร่วมงานเพื่อแสดงความเคารพบรรดารุ่นพี่ทั้งหลายอยู่แล้ว"

มิยูกิส่งเสียงหัวเราะในลำคอ "ฉันว่านายถูกทางบ้านทิ้ง หรือไม่ก็ไม่มีค่ารถกลับบ้านมากกว่า"

"หนะ หนอย..เจ้าบ้ามิยูกิ! ฉันไม่กลับเพราะอยากให้พ่อแม่กับปู่ได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจต่างหาก ฮ่า ฮ่า"

หนุ่มน้อยจากนากาโน่รีบแก้ตัวเป็นพัลวันเมื่อเจอคนรู้ทันดักคอ ความจริงเขาก็อยากกลับไปเยี่ยมบ้านเหมือนฟุรุยะ แต่อาทิตย์ก่อน แม่โทรมาบอกช่วงนั้นทุกคนจะไปเที่ยวออนเซนกับพวกคุณลุงคุณป้าข้างบ้าน เขาเลยต้องแกร่วอยู่โตเกียวคนเดียว

คุราโมจิส่ายหน้า ถามรุ่นน้องอีกคนซึ่งแว่วว่าจะกลับฮอกไกโดในอีกไม่กี่วัน "นายล่ะ ฟรุยะ มาไหม? หรือยังอยู่ฮอกไกโด?"

คนถูกถามพยักหน้า "มาครับ เพราะไปแค่ 2-3 วัน"

มิยูกิอมยิ้ม "เห? โค้ชอุตส่าห์ให้พวกเราพักยาว นายไม่ต้องรีบกลับก็ได้มั้ง?"

พิทเชอร์มือหนึ่งอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "กลับไปไม่ค่อยมีอะไรทำ มานี่ยังได้ซ้อมมือบ้าง"

คุราโมจิกรอกตา เจ้าบ้ามิยูกิจะแซวไปถึงไหนว่ะ รู้อยู่ว่าฟุรุยะมันติดเจ้าบื้อจะตาย "เอาล่ะ ดีแล้ว ฉันจะได้บอกคุณเรียว.."

"เสียดายรุ่นพี่คริสกลับมาไม่ทัน ไม่งั้นคงได้เจอกัน" เอย์จุนหน้าหงอยเมื่อนึกถึงข้อความที่ฝ่ายนั้นส่งมาจากอเมริกา

"เขาคงรู้ว่าจะต้องเจอนาย เลยเปลี่ยนใจไม่กลับ"

"คนปากเสียอย่างนายต่างหาก ที่เขาไม่อยากเจอ--" เอย์จุนสวนกลับทันควัน

"ใครกันแน่?"

 

ปัง!!

เสียงทุบโต๊ะดังลั่น คู่กัดทั้งสองรีบหันมองต้นเสียง พบคุราโมจิแสยะยิ้ม ชูหมัดขึ้น "ถ้าพวกนายไม่เลิกเถียงกัน ฉันจะเอากำปั้นนี้ยัดปากพวกนายทั้งคู่.."

เอย์จุนทำคอย่น รีบลุกพรวดคว้ามือฟุรุยะ พร้อมกับก้มคำนับและตะโกนด้วยเสียงอันดังเพื่อขอบคุณสำหรับอาหาร ก่อนรีบเผ่นกลับห้องตนเอง แต่ไม่วายทิ้งท้ายด้วยการหันมาแลบลิ้นใส่แคทเชอร์คนเก่ง ซึ่งยังคงหัวเราะไม่หยุด

..........................................

..................................

 

 

"รสโชยุ? รสซีฟู้ด? คอมบุ--"

เอย์จุนเกาหัวแกรก ตามองบะหมี่ถ้วยสำเร็จรูปสารพัดรสบนชั้นวางสินค้าอย่างตัดสินใจไม่ถูก ก่อนจะหยิบทั้งหมดใส่ตะกร้าถือเพื่อตัดปัญหา ยังไงเสีย เดี๋ยวคงกินหมดเองแหละ อยู่คนเดียวแบบนี้ขี้เกียจทำกินเอง ครั้นจะออกไปกินตามร้านก็เปลืองเงิน ยิ่งต้องประหยัดอยู่ ก็แหม กว่าเงินจากงานพิเศษจะออกโน่นเกือบสิ้นเดือน ซ้ำอากาศข้างนอกก็หนาว หิมะตกเกือบทุกวัน สู้อยู่เล่นเกม อ่านการ์ตุนในห้องดีกว่า ไว้รอซาโตรุกลับมา ค่อยคิดใหม่

 

กำลังคิดเพลินๆ มือใครคนหนึ่งก็แตะหมับที่ไหล่

"เหววอ.." อารามตกใจจึงเผลอร้องลั่น แต่พอหันมามองก็เจอมิยูกิยืนท้าวสะเอวจ้องเขม็ง

"ซาวามูระ นั่นอะไร?"

หนุ่มแว่นชี้ตะกร้าหมับ เอย์จุนได้แต่หัวเราะ แหะ แหะ หันรีหันขวางอึกอักพูดไม่ออก นึกในใจ ซวยแล้ว! ขืนบอกซื้อกิน เพราะขี้เกียจทำอาหาร เจ้าแคทเชอร์สี่ตาต้องบ่นแน่ สมัยอยู่เซย์โด หมอนี่มักบ่นเสมอเวลาเห็นใครกินบะหมี่ถ้วยแทนข้าว เพราะมันไม่มีประโยชน์ คนเป็นนักกีฬาควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน ให้พลังงาน บลา บลา...เขาเคยฟังจนเบื่อแล้ว

 

"เฮ่อ นี่นายกินไอ้ของไม่มีประโยชน์นี่อีกแล้วเหรอ? ก็บอกแล้--" คนพูดชะงักเมื่อเห็นคนฟังโบกมือ

"รู้แล้ว รู้แล้ว ไม่กินก็ได้ นายไม่ต้องบ่นเลย ขี้เกียจฟัง" เอย์จุนย่นจมูกใส่ หยิบบะหมี่ถ้วยทั้งหมดวางคืนบนชั้นตามเดิม "พอใจรึยัง? ฮึ ถ้าเกิดฉันหิวตายขึ้นมา หรือเดินออกมาซื้อของกินแล้วโดนรถชนตาย ฉันจะเป็นผีมาหลอกนายคนเดียว มิยูกิ คาซึยะ!"

 

มิยูกิหัวเราะ หึ หึ กับเสียงกระเง้ากระงอดของอดีตรุ่นน้อง

"พอฟุรุยะไม่อยู่ นายไม่คิดจะทำอาหารเองเลยรึไง"

"ขี้เกียจนี่นา ฉันเพิ่งซ้อมเสร็จกลับมาเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ถึงพรุ่่งนี้ได้หยุด แต่มะรืนยังมีซ้อมต่อ ไหนจะต้องทำงานพิเศษอีก ไม่ได้หยุดยาวแบบทีมนายหนิ"

เอย์จุนสาธยายยืดยาว ด้วยทราบจากคนร่วมห้อง ทีมของฟุรุยะกับมิยูกิได้หยุดยาวหนึ่งอาทิตย์ เจ้าตัวเลยกลับฮอกไกโด เพราะหลังจากนั้นคงต้องฝึกหนักและมีการแข่งขัน ทำให้อาจไม่ได้กลับอีกนาน

 

มิยูกิส่ายหัว นิ่งคิดชั่วครู่ก่อนเอ่ยปาก "เอางี้ เย็นนี้นายมากินกับฉัน พอดีทำไว้หลายอย่าง แต่โยอิจิดันต้องไปช่วยงานคุณเรียว กลับพรุ่งนี้.." ประโยคสุดท้ายเหมือนจะบ่นกับตัวเอง

เอย์จุนตาโต ปิดปากหัวเราะ " หุ หุ ถูกทิ้งสินะนาย.."

"จะมาหรือไม่?" คนถามท้าวสะเอวมองตาเขียว 'หนอย อุตส่าห์ใจดียังมายอกย้อน เดี๋ยวปล่อยให้กินบะหมี่ถ้วยเสียหรอก'

"มาครับ รุ่นพี่มิยูกิ!" เจ้าตัวรีบตอบแข็งขันกลัวลาภปากหลุดลอย ทำเอามิยูกิอดหัวเราะไม่ได้

"ว่าแต่นายมีเมนูอะไรบ้างอ่ะ?" เอย์จุนถามเสียงใส อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เพราะนอกจากไม่ต้องกินบะหมี่ถ้วย ยังไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารเย็น แถมฝีมือทำอาหารของมิยูกิก็อร่อยขั้นเทพ ใครกินเป็นติดใจทุกราย

ความจริงเขาไม่อยากเชื่อสักนิดว่าคนปากร้ายอย่างมิยูกิจะทำอาหารอร่อยเหลือใจ แต่ครั้นพอได้พิสูจน์ด้วยลิ้นของตัวเอง ก็ต้อง(จำใจ)ยอมรับฝีมือการทำอาหารของอีกฝ่าย แต่ไอ้ที่ได้กินน่ะ ใช่ว่าฝ่ายนั้นใจดี ทำมาให้กินหรอกนะ เป็นเพราะอานิสงส์จากรุ่นพี่คุราโมจิ มาเรียกไปกิน บางทีก็ยก(ของเหลือ) มาให้ เขาถึงมีโอกาสลิ้มรส

มิยูกิถอนใจยาวก่อนจะบอกรายการอาหารสามสี่อย่าง ซึ่งทำเอาเอย์จุนถึงกับอ้าปากค้างน้ำลายแทบไหลยืดด้วยความอยากกินเต็มแก่

"โห! น่ากินทั้งนั้น เอางี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรารีบกลับกันเหอะ นายไปตั้งโต๊ะได้เลย ฉันอาบน้ำเสร็จจะรีบตามไป.."

มิยูกิหัวเราะ ยกมือเขกหัวรุ่นน้องจอมโวยเบาๆ "ตกลง แต่ถ้านายมาช้า ฉันกินหมดไม่รู้ด้วย"

"หนอย เจ้าบ้า!"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมเว้ย!"

 

ก่อนเจอซาวาูระ มิยูกิสุดแสนจะเซ็ง เพราะวันนี้ตั้งใจทำอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ กะจะฉลองวันหยุดพักกับคุราโมจิสองคน อุตส่าห์วางแผนดิบดี ด้วยนานปีทีหนเขากับคุราโมจิจะมีวันหยุดตรงกัน แต่พอทำเสร็จ ออกมาเดินหาซื้อไวน์เพื่อเอาไปเป็นเซอร์ไพรส์ เจ้าตัวดันโทรมาขอโทษขอโพยบอกต้องไปช่วยงานคุณเรียว ก็ไอ้เรื่องเตรียมงานเลี้ยงรุ่นนั่นแหละ เพราะคิจิม่าคนช่วยประสานงานอีกคนเกิดป่วยกระทันหัน ร้านเดิมที่เคยจัดก็ไม่ว่าง ต้องหาร้านใหม่ และเหตุผลอีกร้อยแปด สรุปคือ วันนี้ไม่กลับ จบ..

แล้วจะให้มิยูกิพูดอะไรได้..

ก็เข้าใจหรอกนะ สำหรับโยอิจิแล้ว คุณเรียวเป็นดังฮีโร่ประจำใจ ขออะไรมาเถอะ โยอิจิพร้อมทำให้ทุกอย่าง คงเหมือนรุ่นพี่คริสเป็นเสาหลักในใจของซาวามูระล่ะมั้ง!

จนบังเอิญมาเจอรุ่นน้องจอมบื้อยืนเลือกบะหมี่ถ้วย เลยตัดใจชวน อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยอาหารให้จืดชืดในตู้เย็น หรือนั่งกินของเยอะแยะคนเดียว มีเจ้านี่มาเป็นเพื่อนกินยังพอแหย่เล่นแก้เซ็งได้บ้าง

 

..........................

 

"..อิตะดะคิมัส..."

เสียงเจี้อยแจ้วดังลั่น ก่อนตะเกียบในมือคนพูดจะพุ่งตรงเข้าจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว มิยูกิซึ่งเพิ่งจะเริ่มหยิบตะเกียบขึ้นมาถึงกับส่ายหน้าด้วยความขบขัน

"นายไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวติดคอตายพอดี แล้วนายต้องราดซอสอันนี้ด้วย รสจะได้กลมกล่อม"

"ว๊าว อร่อยชะมัด" เอย์จุนหลับตาพริ้ม ดื่มด่ำกับรสชาติฉ่ำหวานของไก่อบราดน้ำเกรวี่ที่มีเครื่องยัดไส้อยู่เต็ม แล้วไหนจะพายเนื้อ มันบด หมูชุบแป้งทอด สลัดผักที่ทั้งสดกรอบ น่ากินสุดๆ เล่นเอาพิทเชอร์หนุ่มแอบสาบานจะกินให้หมดเกลี้ยง

"เหลือเชื่อ! นายทำอาหารพวกนี้เป็นด้วย แถมอร่อยอีกต่างหาก"

"ฉันเห็นมันเข้ากับเทศกาล เลยหาสูตรจากเน็ตมาลองทำดู"

"แล้วให้ฉันกินหมดจะดีเหรอ?" คนถามเสียงอ่อย เมื่อเจ้าของห้องหั่นไก่ชิ้นโตส่งมาเพิ่มให้ พร้อมราดซอสเสร็จสรรพ

มิยูกิอมยิ้ม "กินไปเหอะ แต่ถ้าท้องเสียอย่ามาโทษกันล่ะ"

"ห๋า? ที่แท้นายเอาฉันมาเป็นหนูทดลอง--มิยูกิ คาซึยะ!!"

"ฮ่า ฮ่า ล้อเล่น ล้อเล่น ฉันเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้คุราโมจิลองชิมแล้ว"

แคทเชอร์หนุ่มหัวเราะลั่น เมื่อโดนอีกฝ่ายค้อนควับ  'หมอนี่ช่างไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้เขาสนุกสนานได้ตลอดเวลา'

 

ในที่สุดไก่อบทั้งตัวที่มีเครื่องยัดไส้จนอ้วนพี กับอาหารต่างๆ รวมถึงของหวานคือพุดดิ้ง ก็หมดเกลี้ยง คนทำอ้าปากค้างทึ่งในความสามารถด้านการกินของรุ่นน้อง หรือหมอนี่รับสืบทอดวิชา(กิน)มาจากรุ่นพี่มาสึโกะ

หลังจากอิ่มแปร้ คนเป็นรุ่นน้องรีบขออาสาเป็นคนเก็บโต๊ะกับล้างจานให้หมด มิยูกิตกลง เขาถือเบียร์มานั่งจิบอย่างสบายอารมณ์บนโซฟาหน้าทีวี เปิดรายการโน้นนี้ดูสลับไปมา การชวนหมอนี่มากินด้วยก็ดีเหมือนกันทำให้วันนี้ไม่เบื่อนัก มิยูกิคิดในใจ

ไม่นานนักคนอาสาล้างจานก็ทำหน้าที่เสร็จ ขณะเช็ดมือให้แห้ง พิทเชอร์หนุ่มนึกครึ้มใจ เวลาได้พักผ่อนแบบนี้น่าจะมีอะไรเพิ่มรสชาติอีกนิด เลยถือวิสาสะเปิดตู้เย็น

"เฮ้! มิยูกิ ขอเบียร์หน่อยน๊า"

เจ้าของห้องเหลียวมองพลางขมวดคิ้ว "ให้ตายสิ! นี่นายจะกินทุกอย่างในตู้เย็นของฉันเลยรึไง..เฮ่อ ตามใจ เอามาให้ฉันด้วยกระป๋องนึง"

สิ้นคำอนุญาต หนุ่มน้อยหน้าบานราวจานเชิง รีบหอบเบียร์แถมหนีบมาเพิ่มอีก 2-3 กระป๋อง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งโซฟาเดียวกับเจ้าของห้อง ซึ่งได้แต่สายหน้าอ่อนใจ

"นายนี่ช่างไม่รู้จักความเกรงใจเอาซะเล้ย"

"ก็แหม..เบียร์มันเข้ากับวันหยุดแบบนี้จะตาย ว่าแต่--ฉันเห็นนะ มิยูกิ คาซึยะ--"

"หือ?"

"นายซ่อนไวน์ไว้ในตู้เย็น!"

"แล้วไง?"

"เจ้าคนขี้งก..กะจะเก็บไว้กินคนเดียวสิท่า"

"ใครบอก? ฉันจะเอาไว้ 'ฉลอง' กับ โย-อิ-จิ-สอง-คน..หรือนายอยากร่วมด้วยเป็นสามคนก็ได้น้า.." น้ำเสียงกลั้วหัวเราะคล้ายมีเลศนัย ทำให้เอย์จุนถึงกับหน้าเหลอหลา ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อเห็นอีกฝ่ายแลบลิ้นเลียริมฝีปากเป็นเชิงยั่วยวน

"มิยูกิ--ไอ้คนลามก!"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ใช่เว้ย!"

พิทเชอร์หนุ่มวัย 19 หน้าแดงเป็นตำลึงสุก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจที่แหย่เขาสำเร็จ

 

ไอ้ประโยคชวนคิดลึกแบบนั้น แม้จะเคยซื่อและเซ่อเพียงใด แต่เอย์จุนวันนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาแบบเมื่อก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ทั้งสองคน เป็นอย่างไร เขารู้ดี แม้ทั้งคู่ไม่เคยประกาศโต้งออกมา ทว่าทุกคนรอบข้างต่างรับรู้ เช่นเดียวกับตัวเขากับฟุรุยะ

หนุ่มวัย 19 อยากจะปิดหน้าด้วยความอาย เมื่อความคิดในหัวเตลิดไปไกล..

กระนั้นเอย์จุนก็แอบดีใจที่มิยูกิยังคงเหมือนเดิม เหมือนตอนอยู่เซย์โดด้วยกัน แคทเชอร์คนเก่งมันชอบแกล้ง เย้าแหย่ให้เขาโมโหบ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันความเก่งกาจด้านเบสบอลของมิยูกิก็ดึงดูดให้เอย์จุนต้องคอยวิ่งตามตลอด จนกลายเป็นความเคยชิน และมีเรื่องให้ต่อล้อต่อเถียงกันแทบทุกวัน

เมื่อไรนะ ที่ความเหินห่างจากบางสิ่งเข้ามาแทรกโดยไม่รู้ตัว จนความใกล้ชิดสนิทสนมค่อยๆ ลดลง และจางหายไปเมื่อฝ่ายนั้นเรียนจบ

 

ตรืดด..ตรืดดด...

เอย์จุนสะดุ้งสุดตัว เมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งสัญญาณมีคนโทรเข้า เขายิ้มแหยให้มิยูกิเป็นเชิงขออนุญาตรับ ซึ่งฝ่ายนั้นก็พยักหน้า

ต่อให้สนใจกับรายการทีวีตรงหน้าแค่ไหน แต่เสียงพูดคุยดังลั่นของเจ้ารุ่นน้องก็ยังเข้าหูจนได้ คนฟังทั้งขำทั้งหมั่นไส้ อยากจะเขกหัวคนพูดสักโป๊ก เมื่อได้ยินประโยคที่เกี่ยวเนื่องกับเขา เจ้าเด็กบ้าดันบอกกับฟุรุยะว่าเขาทำอาหารอร่อยผิดกับนิสัยและหน้าตา

นึกแล้วแปลกใจ ที่เห็นสองคนนี้กลายมาเป็นคู่รักกัน คงไม่ผิดหรอกมั้ง? เพราะคุราโมจิเป็นคนบอกเอง มิยูกินึกย้อนถึงสมัยอยู่เซย์โด เจ้าบ้าสองคนนี้ แข่งกันแทบทุกเรื่อง ตั้งเรื่องเล็กปะติ๋วจนเรื่องใหญ่ เห็นแล้วทั้งขำทั้งอนาถใจ แต่เมื่อมันไม่มีผลเสียกับทีม กัปตันอย่างเขาก็โอเคล่ะ ดีซะอีก ทุกคนในทีมจะได้พัฒนาตัวเองขึ้นตาม

มีเพียงครั้งหนึ่งยังจำได้ ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดในใจของตัวเอง เมื่อเห็นสองคนนี้คุยกันอย่างสนิทสนม ถึงจะเป็นการพูดคุยเรื่องวิธีการขว้างลูก แต่เขากลับไม่ชอบใจเอาเสียเลย ซึ่งไม่รู้ว่าทำไม อาจเพราะอยากเห็นทั้งคู่เป็นคู่แข่งกัน จะได้ช่วยกันพัฒนาเพื่อชัยชนะล่ะมั้ง?...นั่นคือสิ่งที่เขาคิดและเคยตอบคุราโมจิ

พอเขาขึ้นปีสาม ซาวามูระคนที่เคยวิ่งตามหลัง ลากเขามารับลูกจนดึกดื่นทุกวัน ก็หายไป..เหลือเพียงเจ้าเด็กปากมากผู้กลายมาเป็นรุ่นพี่ และหัดฝึกฝนจับคู่แบตเตอรี่กับแคทเชอร์รุ่นน้อง นอกจากในเกมที่ต้องเป็นตัวเริ่มหรืออยากฝึกลูกขว้างแบบพิเศษ เจ้าตัวถึงยอมมาขอให้เขารับลูกให้

ตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงความห่างเหินที่แทรกซึมเข้ามา จนเมื่อซัมเมอร์สุดท้ายจบลง เขาออกจากหอ เพื่อเตรียมตัวสอบ ความห่างเหินยิ่งเด่นชัด เขาไม่เหมือนคุราโมจิ โซโนะ หรือโนริ ที่ยังผูกพันกับรุ่นน้องและชมรม พวกนั้นมักมาเยี่ยมและตามดูการแข่งขันแทบทุกนัด ผิดกับเขาซึ่งไม่เคยมาเลย เหล่านี้ล่ะมั้ง? คงเป็นสาเหตุหลักให้เขากับซาวามูระห่างเหินกัน

ม่นึกไม่ฝันจะได้มาอยู่ข้างห้องกันแบบนี้..

นายไม่เปลี่ยนเลยนะ ซาวามูระ..

 

"มะ มอง อะไร?" คนเพิ่งพูดโทรศัพท์เสร็จหันมาถามแก้เขินด้วยร้อนตัว เมื่อเห็นสายตายิ้มๆ ของอีกฝ่าย ในใจนึกก่นด่าคนปลายสาย ทำให้เขาเผลอพูดคำน่าอายออกมาให้คนอื่นได้ยิน  ...เจ้าบ้าซาโตรุ จะวางหูอยู่แล้ว ดันพูดว่าคิดถึง เขาก็เลยต้องตอบกลับด้วยคำเดียวกัน...

มิยูกิปิดปากหัวเราะ หึ หึ "ขำพวกนาย ตอนอยู่เซย์โดไม่เห็นจู๋จี๋กันแบบนี้ มีแต่แง่งๆ ใส่กัน"

"มะ ไม่ใช่สักหน่อย"

มิยูกิเลิกคิ้ว กลั้นยิ้ม พินิจมองใบหน้าแดงก่ำของรุ่นน้อง หมอนี่ไม่เปลี่ยนสักนิด ล้อนิดล้อหน่อยก็หน้าแดง โวยวายลั่น อดนึกถึงสมัยก่อน ช่วงเขาอยู๋ปีสองและหมอนี่อยู่ปีหนึ่ง แทบจะเป็นคู่กัดกันในทุกเรื่อง แต่เขาก็ยอมรับเด็กนี่ในความทุ่มเทให้กับเบสบอลแทบจะทุกอณูของชีวิตเหมือนเขา เพราะงั้นจึงใจอ่อนยอมเหน็ดเหนื่อยมารับลูกให้จนดึกดื่นเป็นประจำ

พออกจากเซย์โดมา แทบไม่เคยเจอหรือมีโอกาสพูดคุยกัน ข่าวคราวของซาวามูระหรือคนอื่นๆ มักรับทราบจากคุราโมจิ ซึ่งติดต่อคนโน้นคนนี้ตลอดเวลา จนพวกนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฟุรุยะได้ที่เดียวกับเขา ส่วนซาวามูระเข้าที่เดียวกับคุราโมจิ จึงไม่แปลกใจ ที่คนร่วมห้องเขาจะชวนสองคนนั้นให้มาอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน เพราะแต่ไหนแต่ไร คนผมเขียวมักเป็นห่วงเป็นใยเจ้าเด็กปากมากเป็นที่สุด เสมือนเป็นน้องชายก็ว่าได้

แต่เรื่องที่แปลกใจเอามาก คือการได้รู้ว่าซาวามูระกับฟุรุยะคบกัน

 

ความสงสัยคงหนักไปหน่อยมั้ง? หนุ่มรุ่นพี่เผลอหลุดปากถาม

"พวกนายคบกันนานแล้วเหรอ?"

"เอ๋?"

เอย์จุนหน้าเหวอ นึกไม่ถึงจะถูกถามดื้อๆ แบบนี้ เลยตอบอ้อมแอ้ม "ก็หลังจากพวกนายออกไปแล้ว"

มิยูกิหัวเราะ "ที่แท้นายแอบชอบหมอนั่นตั้งแต่แรกสินะ ถึงแกล้งทำตัวเป็นคู่แข่ง ฮ่า ฮ่า แผนสูงใช้ได้"

"คะ ใครบอกนาย! ตอนแรกฉันไม่ได้ชอบหมอนั่นสักหน่อย ฉันชอ----" เอย์จุนรีบตะครุบปากตัวเองทันที 'ซวยแล้ว ดันเผลอพูดไอ้ที่ไม่ควรพูดซะได้' เจ้าตัวเสยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่แก้เก้อ "อ่า ไม่มีอะไรสักหน่อย นายจะอยากรู้อะไรนักหนา ทีเรื่องของนายยังไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลย"

"เห? นายสนใจเรื่องฉันด้วยเหรอ?" คนถูกถามกลับขยับศอกชนเป็นเชิงสัพยอก แต่กระนั้นก็ไม่ยอมขยายความใด ในเรื่องของตนเอง กลับใช้มือโอบไหล่รุ่นน้องรั้งเข้าหาตัวพลางเอียงหน้าถาม

"งั้นตอนแรกถ้าไม่ใช่ฟุรุยะ แล้วเป็นใคร?"

"ระ เรื่องอะไรจะบอก"

 

มิยูกิมองอาการลนลานของรุ่นน้องด้วยความสนใจ ไม่แน่ใจเหมือนกันทำไมถึงอยากรู้นัก

"รุ่นพี่คริส?"

คนถูกถามสั่นหัวดิก

"งั้น เพื่อนสมัยเด็กที่บ้านเกิดนาย ชื่ออะไรน้า?" คนถามทำท่าคิด ใช้นิ้วแตะปลายคาง

"ไม่ใช่เฟ้ย! วากานะเป็นแค่เพื่อนสนิท"

"งั้นใคร? บอกมา--ซา-วา-มู-ระ.." มิยูกิลากเสียงยาวเหมือนกำลังเล่นไล่จับ

"ขืนบอก นายก็หัวเราะเยาะฉันน่ะสิ!"

"ไม่หัวเราะหรอก..สัญญา" คนพูดยกมือทำท่าสาบานด้วยใบหน้าจริงจัง จนเอย์จุนหัวเราะไม่ออก  เผลอกลืนน้ำลายเอี๊อก คิดไม่ตก ยิ่งเห็นดวงตาใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งรอคำตอบ เขาจะทำไงดี...

 

"----" เสียงงึมงำเบาหวิว จนมิยูกิไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า

"....?"

คนอยากรู้กระพริบตาปริบ ยกนิ้วชี้หน้าอกตัวเอง เป็นเชิงถาม??? 'ฉันเนี่ยนะ?'

เอย์จุนหน้าแดงแปร๊ดจำใจพยักหน้า อยากจะกลั้นใจตาย หากสามารถมุดพื้นห้องหนีไปได้คงทำเสียเดี๋ยวนั้น อุตส่าห์เก็บเป็นความลับกะจะฝังให้ตายไปกับตัว ดันเผลอหลุดปากออกมา หนำซ้ำต่อหน้าเจ้าตัวอีกต่างหาก

มิยูกิขยับตัวออกมา เอนศีรษะพิงพนักโซฟาราวกับอ่อนอกอ่อนใจ "เหลือเชื่อ! นายโวยวายใส่ฉันแทบทุกวัน"

"ก็นายมันนิสัยเสียชอบแหย่ให้ฉันโมโหนี่นา" เอย์จุนย่นจมูกใส่ นึกเบาใจเมื่ออีกฝ่ายยังมีท่าทีปกติ

คนฟังยิ้มขำ ถามต่ออย่างอยากรู้เต็มแก่

"แล้วทำไมนายไม่สารภาพรักกับฉัน.."

"ทะ ทำไมฉันต้องสารภาพรักกับนาย?" เอย์จุนหน้าร้อนผ่าว ตวาดแว้ด 'ไอ้เจ้าบ้า! จะมารื้อฟื้นอะไรฟร่ะ มันจบไปเป็นชาติแล้วเว้ย..'

"อ้าว? อย่างการ์ตูนที่นายชอบอ่าน นางเอกต้องมาสารภาพรักกับพระเอกไง" มิยูกิหัวเราะคิกๆ เอย์จุนเห็นแล้วหมั่นไส้อยากต่อยหน้าหล่อๆ นั่นสักเปรี้ยง ..เขาต้องเสียสติแน่ที่เคยหลงชอบเจ้าคนกวนโอ๊ยนี่..

แต่..ความจริงหมอนั่นพูดถูก เขาเคยตั้งใจจะบอกความรู้สึกในใจให้ฝ่ายนั้นรับรู้ แต่บังเอิญได้เห็นบางอย่าง ทำให้ต้องล้มเลิกความตั้งใจรวมถึงพยายามลืมความรู้สึกที่มีต่อหมอนั่นทั้งหมด

"ฮึ จะพูดได้ไง..กะ ก็ นาย..นายกับรุ่นพี่คุราโมจิ----ไม่ใช่เหรอ?" คนพูดอึกอัก ลังเลควรพูดดีหรือไม่

"อ๋อออ.." ฝ่ายนั้นลากเสียงยาวเป็นเชิงเข้าใจด้วยสีหน้าปกติ โดยไม่มีตอบรับหรือปฏิเสธ เอย์จุนแอบจุ๊ปากขัดใจ ด้วยหวังจะได้ยินอีกฝ่ายคายเรื่องเด็ดออกมาบ้าง เพราะตอนอยู่เซย์โด คนในชมรมต่างกระซิบกระซาบถามกันเอง ไม่มีใครกล้าเสี่ยงตายเอ่ยปากถามสองคนนั้น เขาเคยลองแซวรุ่นพี่คุราโมจิครั้งหนึ่งก็โดนจับทุ่มเสียเกือบตาย

 

"แล้วนายสารภาพรักกับฟุรุยะยังไง?"

"ห๋า??" 'ยังไม่จบอีกแน่ะ! จะให้เล่าเรื่องแบบนี้มันน่าอายนะเฟ้ย!' เอย์จุนนึกฉุนอดีตกัปตันที่โพล่งถาม หนอย..ร้อยวันพันปีไม่เห็นสนใจ วันนี้ดันเซ้าซี้ถามอยู่นั่นแหละ หรือหมอนี่จะเมา ถึงพูดมากขนาดนี้ เขาชำเลืองมอบรอยยิ้มกริ่มของคนข้างๆ ..ไอ้บ้านี่ มีความสุขเหลือเกินนะกับการหยอกล้อเขา

 

"ถ้าให้เดา นายคงตะโกนบอกฟุรุยะกลางสนาม.."

"เกินไปแล้วเฟ้ย! มิยูกิ คาซึยะ!" คนเป็นรุ่นน้องสุดจะทน คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายกำแน่น แทนจะตกใจมิยูกิกลับหัวเราะชอบใจ และยื่นหน้ามาประชิดจนจมูกแทบจะชนกัน

ความช็อคจึงบังเกิดกับคนลงมือแทน เมื่อบัดนี้ใบหน้าของจอมกวนโอ๊ยเลื่อนมาอยู่ใกล้เสียจนมองเห็นแววตาระยิบระยับภายใต้กรอบแว่น จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากได้รูปกำลังกลั้นยิ้มเต็มที่

เอย์จุนหน้าแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว อยากเป็นลมสลบเสียเดี๋ยวนั้น โดยเฉพาะยามแก้มต้องสัมผัสกับลมหายใจร้อนผ่าวของฝ่ายที่กำลังเป่ารินรดอยู่

คนตกใจรีบปล่อยมือพรวดราวกับถูกไฟช็อต พร้อมเขยิบตัวถอยไปสุดโซฟาอีกด้านหนึ่ง พลางหัวเราะแหะ แหะ เพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะระเบิดออกมา ก็ตั้งแต่รู้จัก เขาไม่เคยใกล้ชิดสองต่อสองกับมิยูกิขนาดนี้เลย

"อะ เอ่อ.."

"..."

ขณะคนเป็นรุ่นน้องกำลังช็อคพูดแทบไม่เป็นคำ ฝ่ายคนเป็นรุ่นพี่เองก็เกือบแย่ ทว่าคุมอาการได้ดีกว่าเลยไม่แสดงออกมา ตอนแรกมิยูกิตั้งใจแค่หยอกเล่นตามตามประสา เลยยื่นหน้าเข้าไป ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายคงสะบัดหรือเบี่ยงหน้าหลบ แต่ซาวามุระดันอ้าปากค้าง ทำตาโตจ้องหน้าเขาโดยไม่ขยับหนี ดีนะ..เขาเบรกทัน ไม่งั้นจมูกคงฝังกับแก้มดูเนียนนุ่มนั่นแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม การได้เผลอจ้องเข้าไปในดวงตาคู่กลมโต ที่เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับมีดวงดาวนับร้อยดวงส่องแสงวาววับอยู่ ทำให้เหมือนโดนมนต์สะกดจนยากจะละสายตาจาก เช่นเดียวกับริมฝีปากแดงเรื่อที่กำลังเผยออยู่ต่อหน้า มันช่างดึงดูดยั่วยวนชวนให้ค้นหาและสัมผัส..

 

"หลับตา.."

เอย์จุนเงยหน้ามองคนพูดเหมือนไม่เข้าใจ ทำไมต้องหลับตา?? จะต่อยเขาคืนหรือ??

 

"หลับตา..ซาวามูระ.."

"ทะ ทำไม ต้องหลับตา--"

มิยูกิถอนใจ ชักจะหมดความอดทน และคร้านจะตอบปัญหา จึงจัดการรั้งศีรษะเด็กรุ่นน้องจอมซื่อบื้อให้เอนมาหา ก่อนจะใช้อีกมือปิดดวงตาที่เบิกกว้าง แล้วจรดริมฝีปากตนเองแนบลงไปกับริมฝีปากนั้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

เอย์จุนหน้าร้อนฉ่า ความรู้สึก ณ วินาทีนั้น เหมือนหัวใจกำลังหยุดเต้น สมองหยุดสั่งการชั่วขณะ..

...มิยูกิ คาซึยะ จูบเขา...

 

และแล้วมิยูกิก็ถอนริมฝีปากออก เอย์จุนลืมตาควับเงยหน้ามองด้วยความสับสน เขาเห็นฝ่ายนั้นกำลังปิดปากหัวเราะเบาๆ

"ฮ่า ฮ่า โชคดีของฟุรุยะ อย่างน้อยตอนจูบนายก็ไม่พูดมาก.."

"มิยูกิ คาซึยะ!! นี่นายล้อฉันเล่นอีกแล้วสิ" เอย์จุนกัดฟันกรอด ทั้งโกรธทั้งอาย

"ก็น๊า..นายมันน่าแกล้งจะตาย"

คนขี้แกล้งโยกหัวอีกฝ่ายเล่น หัวเราะ หึ หึ เมื่อเห็นฝ่ายนั้นสะบัดหน้าหนี "อ่ะ เพื่อเป็นการไถ่โทษ เดี๋ยวฉันเอาเบียร์ให้นายอีกกระป๋องแล้วกัน"

 

อ๊าากกก..เอย์จุนตะโกนด้วยด้วยความเจ็บใจพลางทึ้งหัวตัวเอง อยากจะหาอะไรขว้างไอ้คนลุกเดินออกไป กี่ครั้งแล้วเนี่ยที่ถูกเจ้าแคทเชอร์บ้านั่นแกล้ง สักวันเถอะน่า..

 

มิยูกิหัวเราะคิกๆ เมื่อเหลียวมองปฏิกิริยาของรุ่นน้อง ก่อนจะเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องใหม่ออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าจางลง เมื่อความรู้สึกบางอย่างหนักหน่วงในใจจนต้องพรูลมหายใจออกมา ชายหนุ่มเผลอยกนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว

'ให้ตายสิ..รู้สึกแย่ชะมัด

อยากจูบอีกครั้ง...

 

"เฮ้! ไหนบอกจะดูหนังด้วยกัน" มิยูกิเลิกคิ้วถาม เมื่อยื่นเบียร์ให้แล้วอีกฝ่ายสั่นหน้าปฏิเสธบอกกินไม่ไหว จะขอกลับห้อง

"ก็ฉันง่วงนอนแล้ว แถมนี่ก็เกือบตีหนึ่ง" เอย์จุนผินหน้ามองนาฬิกาบนผนังห้องเป็นตัวช่วย ในใจชักกระวนกระวายอยากรีบออกจากห้องนี้โดยเร็วที่สุด เพราะสติอารมณ์ยังคงกระเจิดกระเจิงแม้จะเพียรบอกตัวเองว่าเป็นแค่การล้อเล่น แต่หัวใจก็ยังเต้นโครมครามไม่หยุด หน้าก็ร้อนผ่าวตลอดเวลา เขาคงไม่สบายหรือกินเยอะเกินไปมั้ง?!

"ตามใจ งั้นฉันดูคนเดียวก็ได้ ตอนนายออกไปช่วยล็อกประตูให้ด้วยล่ะ" เจ้าของห้องบอกโดยไม่หันหน้ามอง ด้วยยุ่งกับการใส่แผ่นดีวีดีลงในเครื่อง

"ฉันรู้น่า ไม่ต้องบอกเฟ้ย!"

"ฮ่า ฮ่า ก็นายมันซื่อบื้อหนิ"

เอย์จุนย่นจมูก คร้านจะโต้ตอบ เลยแอบขมุบขมิบปากด่าเจ้าของห้องในใจแทน ก่อนเดินออกจากห้องโดยไม่ลืมหันมาตะโกนขอบคุณสำหรับอาหาร

พอได้ยินเสียงประตูล็อคดังคลิก เป็นอันแน่ใจว่าหมอนั่นออกไปแล้ว เจ้าของห้องถึงกับทิ้งตัวลงนอนแผ่กับโซฟาอย่างหมดแรง พร้อมกับถอนหายใจยาว ยกมือก่ายหน้าผาก

..ต้องเป็นเพราะเบียร์ 4-5 กระป๋องแน่เชียว เขาถึงลืมตัวทำเรื่องงี่เง่าแบบนั้นลงไป

ต่อให้..นั่นเป็นสิ่งที่เขาเคยอยากทำมานาน..

แต่ตอนนี้ ทั้งตัวเขาและซาวามูระไม่อยู่ในฐานะที่ควรทำแบบนั้นเลย..

.................................................

.......................................

 

จบ Part I

ขอบคุณที่อ่านค่ะ