[DNA Aufic] As Tear Go By_4 (Misawa)

posted on 11 Sep 2016 08:58 by chaste-child

ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ กรุณาผ่านได้นะคะ

............................

Title: As Tear Go By ตอนที่ 4

Pairing: Miyuki x Sawamura

summary:  5 ปีก่อน เมื่อคุราโมจิจากไป มิยูกิรับเอย์จุนมาดูแลแทน ทั้งคู่มีอายุห่างกัน 8 ปี

....................................

 

 

..................................

...........................

..โชคร้ายสุดๆ วันแรกก็ตื่นสาย โดนโค้ชลงโทษ ให้วิ่งรอบสนามทั้งวัน

อ๊ากกก..ต้องกินข้าวมื้อละ 3 ถ้วย

มีเพื่อนใหม่ชื่อ ฮารุจจิ

วันนี้โดนเพื่อนในห้องหัวเราะเยาะ ฮึ! ไม่สนหรอก ก็ฉันจะเป็นเอซให้ได้นี่นา

ฉันวิ่งลากยางล้อทุกวัน

เจ็บใจชะมัด เจ้าบ้าฟุรุยะ อยู่แค่ปีหนึ่งได้เป็นตัวจริงแล้ว..

...................

 

Chris sempai is my catcher!

มะ เมนูฝึกพวกนี้?????

ฉันอยากขว้างลูกอ่ะ..

MB sit-up คืออัลไล????!!!

รุ่นพี่คริสใจร้าย

เขาให้ฉันขว้างลูกกับเน็ต ฮือ ฮือ

ฯลฯ

........................

 

มิยูกิหัวเราะเบาๆ สายตาจดจ้องอยู่กับหน้าจอมือถือ ขณะนิ้วมือแตะเลื่อนอ่านข้อความไปมา

พอเริ่มเปิดเรียน เอย์จุนมักส่งข้อความมาบอกเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับชมรมเบสบอลที่เจ้าตัวหมายมั่นจะเป็นเอซให้ได้ตั้งแต่คุราโมจิพามาวิ่งเล่นในสนามเป็นครั้งแรก

แม้ข้อความส่วนใหญ่แต่ละครั้งจะสั้นและเป็นคำบ่นเสียมากกว่า กระนั้นมิยูกิก็ยังเปิดอ่านซ้ำไปซ้ำมา จนแทบกลายเป็นกิจวัตรประจำวันยามว่างจากงาน

เจ้าตัวยุ่งของเขา แค่วันแรกก็ก่อเรื่องเสียแล้ว โค้ชคาตาโอกะจอมเฮี้ยบคงไม่ยอมปล่อยง่ายแน่ เรย์จังเองคงปวดหัวไม่น้อย มิยูกิพอจะนึกภาพออก แต่มิได้หนักใจเท่าไร เพราะรู้นิสัยเจ้าตัวยุ่งดี ถึงจะเซ่อซ่า อวดดี แต่ไม่เคยย่อท้อกับอุปสรรคปัญหา ยิ่งเป็นเรื่องเบสบอลด้วยแล้ว เอย์จุนไม่มีวันยอมถอดใจแน่นอน

ทว่ามีสิ่งหนึ่งจุดความสนใจให้กับอดีตแคทเชอร์มือหนึ่งอย่างเขา คือเมนูฝึกพิเศษที่เอย์จุนถ่ายรูปส่งมาให้ดู ทำเอามิยูกิถึงกับนึกทึ่งในตัวคนคิดเมนูฝึกนี้ คงจะรอบรู้ในเรื่องเบสบอลเป็นอย่างดี เพราะเมนูฝึกพวกนั้นมุ่งเน้นการเสริมสร้างร่างกายขั้นพื้นฐานและช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับตัวพิทเชอร์

ที่สำคัญเหมือนกำลังพยายามสอนเอย์จุนให้เข้าใจวิธีการจับลูก เพื่อพัฒนาการขว้างลูกในแบบที่เจ้าตัวถนัดให้ดียิ่งขึ้น

..ว่าแต่ คุ้นเคยกับลูกขว้างของเจ้าตัวยุ่งขนาดนั้นเชียวเหรอ? เพิ่งเปิดเรียนได้ไม่นาน นี่นา..

มิยูกินั้นรู้ถึงความพิเศษในลูกขว้างของเอย์จุนดี แต่ละลูกจะเกิดจากสัญชาตญาณและความมุ่งมั่นล้วนๆ มิได้มีแบบแผนเช่นพิทเชอร์คนอื่นๆ คงเพราะเจ้าตัวยุ่งหัดขว้างลูกด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก คุราโมจิคนสอนเรื่องเบสบอลก็ไม่สนใจเรื่องขว้างลูกเท่าไร ซ้ำชมรมตอนมอต้นก็เป็นชมรมตั้งขึ้นใหม่ที่เจ้าตัวชักชวนเพื่อนสนิทมาเล่นด้วยกัน

ดังนั้น การฝึกแบบนี้น่าจะเป็นผลดีกับเอย์จุน

..แปลกแฮ่ะ แคทเชอร์มีความสามารถขนาดนี้ กลับมิได้เป็นตัวจริง..

.....................

 

"เจ้าซื่อบื้อก่อเรื่องอีกรึไง คาซียะ?"

มิยูกิเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทัก ซึ่งกำลังเดินตรงรี่มาหาด้วยสีหน้าท่าทางอารมณ์ดีสุดๆ ด้วยวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเก็บตัวฝึกพิเศษ และพวกเขากำลังจะเดินทางกลับ

"เปล่า แค่กำลังปรับตัวให้เข้ากับแคทเชอร์"

"ฮึ จะได้สักกี่น้ำ หมอนั่นขว้างลูกเหลือรับจะตาย นายก็รู้..แคทเชอร์ธรรมดาไม่มีทางรับได้หรอก ปีนี้เซโดคงหมดหวังอีกตามเคย"

"เกินไป เมย์" มิยูกิหน้าบึ้ง ต่อให้จริงดังเมย์ว่า แต่เซโดเป็นโรงเรียนเก่าของเขา จะให้คนอื่นมาดูถูกได้ไงเล่า ยิ่งเป็นพวกอินาชิโระคู่แข่งตลอดกาลด้วยแล้ว

"ฉันพูดเรื่องจริง ตั้งแต่หมดรุ่นนาย เซโดเลิกหวังเรื่องโคชิเอ็งได้เลย ดูสถิติที่ผ่านมาสิ ระดับจังหวัดยังไม่เคยผ่านรอบสี่ทีมสักปี"

มิยูกิเบ้หน้า "แล้วอินาชิโระของนายล่ะ ปีนี้จะมีปัญญาแค่ไหนเชียว เห็นว่าพอโค้ชคุนิโทโมะลาออก ก็ร้องไห้กันยกทีม"

"หนอย คาซึยะ!"

 

"เอ่อ พอเถอะครับ ทั้งสองคน รถมาแล้ว"

อิตสึกิรีบยกมือห้ามทัพพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวของคุณเมย์ เหนื่อยสุดก็ตอนต้องคอยห้ามคุณเมย์ไปมีเรื่องกับใครต่อใครนี่แหละ..จะกี่ปีผ่านไปคุณท่านไม่เคยเปลี่ยน กลับยิ่งอวดดี ดื้อรั้นกว่าก่อน ยิ่งเวลาเจอกับคุณมิยูกิ พูดคุยกันดีๆ ไม่เคยเกินห้านาที ต่อต่อปากต่อคำเถียงกันราวกับเป็นเด็กๆ โชคดีหน่อยตรงที่ทั้งสองคนนี่ต่างรู้งานและมีความรับผิดชอบสูงทั้งคู่ พอคุณมิยูกิมารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชคอยดูแลการฝึกพิเศษให้กับคุณเมย์ เรื่องทะเลาะกันในเวลาฝึกจึงแทบไม่มี แต่พอนอกเวลาปุ๊บ ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทุกที..

เห็นแบบนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังคบหาเป็นเพื่อนสนิทกันมายาวนานกว่าสิบปี ช่างเป็นมิตรภาพอันแสนประหลาดในสายตาอิตสึกิ

มิยูกิ คาซึยะ อดีตแคทเชอร์อัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่สมัยอยู่มอปลาย และเป็นที่หมายปองของทีมยักษ์ใหญ่ในวงการเบสบอลอาชีพ จู่ๆ ก็ถอนตัวเสียดื้อๆ ถึงกระนั้นก็ยังเป็นแคทเชอร์เพียงคนเดียว ที่นารุมิยะ เมย์ พิทเชอร์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นให้การยอมรับไม่เคยเปลี่ยนแปลง

อิตสึกิจำวันที่ทั้งคู่ทะเลาะกันยกใหญ่ เพราะคุณมิยูกิบอกจะเลิกเล่นเบสบอล ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวตอบตกลงจะเซ็นสัญญาร่วมทีมเดียวกับคุณเมย์ แต่ความจริง จะว่าทะเลาะกัน ก็ไม่ถูกนัก เพราะวันนั้น คุณเมย์โมโหโวยวายลั่นอยู่คนเดียว ส่วนคุณมิยูกิเอาแต่นิ่งเงียบไม่ปริปากสักคำ

อิตสึกิลอบมองอดีตแคทเชอร์ผู้มากพรสวรรค์ ด้วยความรู้สึกหลากหลายปะปน ถ้าชายหนุ่มคนนี้เลือกเส้นทางเป็นนักเบสบอลอาชีพ เช่นเดียวกับคุณเมย์ ป่านนี้คงโด่งดังกลายเป็นแคทเชอร์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นแล้ว

แต่น่าเสียดาย คุณมิยูกิกลับทิ้งชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทอง ที่กำลังรออยู่ตรงหน้า เพื่อมารับเป็นผู้ปกครองเด็กกำพร้าคนหนึ่ง

ณ เวลานั้น คุณมิยูกิรู้สึกอย่างไรกันแน่นะ..

แต่ก็นั่นแหละ ...ชีวิตไม่มีอะไรได้ดังหวังไปเสียทุกอย่าง

อิตสึกิถอนใจ

โชคชะตาช่างเล่นตลกกับชีวิตคนจริง แม้วันนี้เจ้าตัวจะเลิกเล่นเบสบอลมาหลายปี แต่ฝีมือกลับไม่ตกเลยสักนิด ความเฉลียวฉลาดช่างคิดยังคงมีเต็มเปี่ยม สมกับฉายาแคทเชอร์อัจฉริยะ มิน่า..คุณเมย์จึงพยายามทุกหนทางเพื่อดึงคุณมิยูกิกลับเข้าวงการเบสบอล

ผิดกับตัวเขา ต่อให้พยายามมากเท่าไร ก็ไม่อาจไปถึงระดับที่คุณเมย์อยู่สักที...

 

ขณะรถแล่นไปตามถนนสายยาว สองข้างทางมองเห็นต้นไม้เขียวขจี ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีฟ้าครามสดใส อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น มิยูกิทอดสายตาเหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ ดูเหมือนฤดูร้อนใกล้เข้ามาอีกแล้ว

กลับไปคราวนี้ จะแวะไปดูเอย์จุนที่เซโด..

............................

 ...............

 

 บรรยากาศรอบสนามเบสบอลเซโด วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีผู้คนมากหน้าหลายตามารอชม การซ้อมแข่งระหว่างโรงเรียนเซโดกับ โคคุโดกัน

มิยูกิชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อสนามเบสบอลอันแสนคุ้นตาปรากฏต่อหน้า เห็นบรรดานักกีฬาวิ่งกรูลงสนาม พร้อมเสียงกองเชียร์ตะโกนปลุกเร้าใจ ช่างเหมือนเดิมไม่มีผิด

ภายในอกปวดแปลบขึ้นมาทันทีราวกับมีหนามแหลมทิ่มตำ ภาพความหลังครั้งตนเองกับโยอิจิใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานในโรงเรียนแห่งนี้พร่างพรูเข้ามาในความทรงจำ เหมือนเป็นเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

คนยังฝังใจกับอดีตชักลังเลอยากจะเปลี่ยนใจหันหลังหนีกลับเอาดื้อๆ ก็เพราะกลัวต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้แหละ ถึงได้บ่ายเบี่ยงทุกครั้งเวลาโนริและชิราสุชวนมา

เฮ้อ...มิยูกิถอนใจหนักหน่วง พยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ..เอาน่า ไหนๆ ก็มาแล้ว  ถ้าไม่มาเสียเลย เดี๋ยวเจ้าตัวยุ่งก็จะร้องไห้น้อยใจอีก และความจริงตัวเขาเองอยากเห็นเหมือนกันว่าเอย์จุนจะก้าวหน้าแคไหนแล้ว?

 

"มิยูกิ!! ทางนี้ เร็วๆ"

เสียงตะโกนเร่งจากโนริ ช่วยปลุกเขาจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มรีบเดินไปยังจุดที่เพื่อนสองคนยืนอยู่ เนื่องจากเอย์จุนกำลังจะเริ่มขว้างลูกแล้ว

คนเป็นผู้ปกครองเผยอยิ้ม เมื่อเห็นเจ้าตัวยุ่งยืนเด่นกลางสนาม ด้วยสีหน้าท่าทางเอาจริง เสียงตะโกนลั่นของเอย์จุนยังคงเป็นจุดสนใจและเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมโดยรอบ

 

และแล้วลูกแรกก็ถูกขว้างออกไป..

ตามด้วยลูกที่สอง..

และลูกที่สาม..

.....

เสียงโห่ไม่พอใจดังรอบสนาม เมื่อทุกลูกที่ขว้างออกมาพลาดเป้าหมด ทำให้แคทเชอร์ไม่สามารถรับได้ พิทเชอร์มือใหม่ถึงกับหน้าเสีย ใจแป้วลงทันตา

 

"เอย์จังขว้างไม่เร็วสักหน่อย ทำไมแคทเชอร์รับไม่ได้?" โนริจุ๊ปากด้วยความขัดใจ

 

"อ่านทางลูกไม่ออก.."

น้ำเสียงเคร่งขรึมของมิยูกิเอ่ย ดวงตาใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งยังกลางสนาม คนเคยเป็นแคทเชอร์มาก่อนอย่างเขา เดาได้ไม่ยาก ยิ่งเห็นอาการตระหนกของแคทเชอร์ แสดงว่ากำลังสับสนกับทางของลูก

หวังว่า คนนี้คงไม่ใช่คนที่เอย์จุนพูดถึงหรอกนะ ไม่งั้นผิดหวังแย่..

 

"เอ๋?"

"ลูกของเอย์จังถึงจะไม่เร็วแต่มองยาก นายยังบ่นประจำเวลาเล่นแคชบอลด้วยไม่ใช่เหรอ? มีแต่มิยูกิคนเดียวล่ะมั้ง รับได้สบาย" ชิราสุพูด

"จริงสิ แล้วยังงี้จะทำไงดีล่ะ?" โนริยิ่งกังวล เพราะสถานการณ์ในสนามดูจะแย่ลงอีก เมื่อเอย์จุนยังคงขว้างลูกผิดพลาดจนลูกไปโดนตัวแบตเตอร์

มิยูกิกับชิราสุไม่ตอบ ด้วยรู้ดีหากคู่แบตเตอรี่เล่นเข้าขากันไม่ได้ คงต้องมีการเปลี่ยนตัว และคนถูกเปลี่ยนคงเป็นเด็กหนุ่มผู้ยืนบนเนินกลางสนาม

เสียงโห่ไล่พิทเชอร์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ บรรดากองเชียร์ต่างไม่พอใจฟอร์มการเล่นแย่ๆ แบบนี้ เพราะเพียงแค่อินนิ่งแรก พิทเชอร์หน้าใหม่ก็ทำโฟว์บอล ซ้ำตามด้วยฮิตบายพิชอีกต่างหาก แคทเชอร์จึงตัดสินใจขอเวลานอกเพื่อปรึกษากับทีมและลดความกดดันของสถานการณ์

ซึ่งฝั่งม้ามั่งเซโดเองเริ่มมีความเคลื่อนไหว โดยโค้ชคาตาโอกะยกมือเพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้เล่น..

 

"โธ่ เอย์จัง..คงโดนเปลี่ยนตัวแน่" โนริครางเสียงเศร้า สงสารเด็กหนุ่มผู้เป็นเสมือนน้องชายแท้ๆ จับใจ

ชิราสุตบไหล่เพื่อนรักดังป้าบ "ใช่ที่ไหนกันเล่า ดูดีๆ สิ โค้ชกำลังจะเปลี่ยนแคทเชอร์ต่างหาก"

"ห๋า?"

ไม่เพียงแต่โนริที่ประหลาดใจ แต่ทั้งสนามก็ตกตะลึงเช่นกัน เมื่อเสียงกรรมการข้างสนามประกาศเสียงดังชัดเจน

"เปลี่ยนตัวแคทเชอร์โอโนะ เป็นทาคิคาว่า.."

 

เสียงฮือฮาดังกระหึ่ม แม้แต่ผู้เล่นในสนามของเซโดซึ่งกำลังยืนปรึกษากันก็มีสีหน้างุนงง คล้ายไม่เชื่อหูตนเอง ต่างหันไปมองบุคคลผู้กำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉย คล้ายไม่สะทกสะท้านใดๆ กับสถานการณ์คับขันของทีมขณะนี้

มิยูกิยกยิ้มมุมปาก ลองเจ้าตัวยุ่งทำหน้าบานแฉ่ง แสดงว่าคงเป็นคนนี้สินะ ที่เจ้าตัวปลื้มนักหนา

..ขอดูฝีมือหน่อยเถอะ จะเปลี่ยนกระแสเกมได้ไง ในเมื่อตอนนี้เซโดกำลังโนเอาต์ ฟลูเบส และพิทเชอร์ขว้างสไตรค์ไม่ได้ ข้อได้เปรียบอย่างเดียวคือ ทีมฝ่ายตรงข้ามกำลังประมาทและคิดว่าจะได้แต้มแน่

..เพราะถ้าเป็นตัวเขาล่ะก็...

 

เหมือนแคทเชอร์ผู้มาใหม่จะมั่นใจในตนเองพอสมควร จึงไม่นำพาต่อเสียงรอบด้าน หรือสายตาไม่วางใจจากคนในทีมเดียวกัน เจ้าตัวบอกถึงแผนการเล่น แม้เหมือนมีบางคนไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน

มิยูกิเฝ้าสังเกตการเล่นอย่างใจจดจ่อ บอกไม่ถูกเหมือนกันทำไมถึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ทั้งที่เป็นแค่เกมซ้อมแข่งของทีมสำรอง

 

ดวงตาใต้กรอบแว่นทอประกายวาบวับเมื่อเห็นแคทเชอร์ส่งสัญญาณให้เอาต์ฟิลด์ขยับเข้ามา เพื่อจะเล่นแบบอินฟิลด์ คนดูต่างส่งเสียงฮือฮา เพราะนั่นมันเสี่ยงเอามากๆ เกิดฝ่ายตรงข้ามทำสควีซ อาจมีรันเกิดขึ้นได้

ทั้งสนามแทบกลั้นหายใจ เมื่อพิทเชอร์ขว้างลูกออกไป แคทเชอร์รับแต่ลูกกระเด้งออก รันเนอร์ออกวิ่ง แต่ต้องหยุดชะงักทันควัน เมื่อแคทเชอร์ขยับตัวหยุดลูกได้ทันท่วงที ลูกต่อมาถูกตีได้ แต่เซคันด์เบสแมนรับและส่งต่ออย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นดับเบิ้ลเพลย์ รอบสนามต่างโห่ร้องขนานใหญ่

เป็นการเล่นประสานกันที่เหลือเชื่อ เพียงไม่ทันไร เซโดก็พลิกสถานกาณ์ดึงกระแสเกมกลับคืนมาได้ ด้วยการวางแผนอันแยบยลของแคทเชอร์ผู้มาใหม่ ทำให้หลุดพ้นจากความคับขับราวมีปาฏิหาริย์

เอย์จุนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ แม้จะเป็นแค่อินนิ่งแรกก็ตาม

เจ้าตัวรีบหันมาโบกไม้โบกมือให้โนริกับชิราสุ กองเชียร์ขาประจำ แต่พอเห็นมิยูกิยืนอยู่ด้วยเท่านั้นแหละ เอย์จุนก็ตาโตร้องตะโกนเสียงหลงดังลั่น ซ้ำวิ่งถลันเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

"มิยูกิ กลับมาเมื่อไร?"

"ฉันเล่นเป็นไงมั่ง.."

"...ฯลฯ"

 

มิยูกิหัวเราะลั่น เมื่ออีกฝ่ายยิงสารพัดคำถามใส่อย่างเร็วปรื๋อโดยไม่รอคำตอบ

"เพิ่งกลับมา--"

ยังไม่ทันตอบหมด แคทเชอร์หนุ่มซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ได้ส่งเสียงเรียกเจ้าตัวยุ่งพร้อมกวักมือให้ไปหา

เอย์จุนรีบพยักหน้ารับ ก่อนจะทำหน้าสลด

มิยูกิยิ้ม เอื้อมมือโยกศีรษะเด็กหนุ่มเบาๆ "ไปเถอะ นายกำลังอยู่ระหว่างแข่ง ไว้กลับไปบ้านค่อยคุยกัน"

"อือ ถ้าแข่งเสร็จ จะรีบกลับเลยล่ะ"

เอย์จุนตอบรับหน้าบาน ก่อนจะสปริงตัวกลับไปหาคนเรียกซึ่งยืนรอตรงบลูเพนอย่างรวดเร็ว

 

"ท่าทางเอย์จังดีใจมากที่เห็นนายมาเชียร์" ชิราสุเอ่ย

"นั่นสิ ตอนเอย์จังอยู่มอต้น นายไม่ยอมไปเชียร์เลย พวกเราต้องคอยแก้ตัวแทนนายทุกที" โนริเบ้หน้าใส่เพื่อนสนิท ซึ่งเอาแต่หัวเราะหึ หึ

"ว่าแต่ คริสคุง นี่สุดยอดเลยเนอะ" โนริอดชื่นชมไม่ได้ สายตามองตามคู่แบตเตอรี่ซึ่งกำลังซ้อมรับลูกกันอยู่

ชิราสุพยักหน้า "เล่นได้ดุดันเหมือนนายเลย มิยูกิ"

"ท่าทางเก่งออก แต่ไหงมาอยู่กับทีมสำรอง" คนสงสัยถามโพล่งเสียงดัง

โนริหันซ้ายแลขวา ก่อนจะตอบด้วยเสียงเบาลงแค่พอได้ยินกันเอง "ความจริงคริสคุงเคยเป็นตัวจริงมาก่อน ตั้งแต่เข้ามาปีหนึ่ง ตอนมอต้นเขาได้ชื่อเป็นแคทเชอร์อัจฉริยะเหมือนนายนั่นแหละ อาจารย์ทาคิชิม่าเลยทาบทามมาเข้าเซโด ตอนปีแรกเขาพาทีมเราเข้าถึงรอบชิงเชียวนะ แต่เพราะเขาทุ่มเทมากเกินไป จนไหล่เสีย เลยต้องหยุดพักรักษาตัวเป็นปี.."

ชิราสุกล่าวเสริมต่อ "นี่คงจะหายดีแล้ว แต่เพื่อความชัวร์โค้ชเลยให้มาอยู่ทีมสำรองก่อน"

มิยูกิพยักหน้าเข้าใจ เป็นอย่างนี้เอง เจ้าตัวยุ่งโชคดีจริง ได้มาเจอกับแคทเชอร์คนนี้ มิน่าเรย์จังถึงรับรองแข็งขันว่าเอย์จุนจะต้องเก่งขึ้นแน่ เพราะมีคนที่สามารถดึงพรสวรรค์ของเจ้าตัวออกมาได้

ชายหนุ่มเบนสายตามายังบลูเพน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของเอย์จุนเบิกบานกว่าทุกครั้ง ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์จับจ้องอยู่กับแคทเชอร์ตรงหน้า ราวกับเป็นคนสำคัญที่สุดเพียงคนเดียว

มิยูกิเม้มริมฝีปาก เขาควรจะดีใจที่เห็นเอย์จุนมีความสุข แต่ทำไม ภายในใจถึงไม่ยินดีเลยนะ..

 

................................

 

หลังจากแยกกับโนริและชิราสุที่สถานีรถไฟ มิยูกิตัดสินใจแวะซื้อของเพิ่มเติมที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อจะทำอาหารฉลองชัยชนะในการแข่งครั้งแรกให้กับเอย์จุน

แต่รอจนสองทุ่มกว่า ก็ยังไม่มีวี่แววเด็กหนุ่มจะกลับมา คนเป็นผู้ปกครองเริ่มจะหิวแล้วด้วยสิ ..หรือจะหลงทาง ยิ่งเซ่อซ่าอยู่ด้วย คงต้องโทรตาม มิยูกิคิดในใจ แต่ยังไม่ทันไร เสียงสัญญาณโทรเข้าดังขึ้น

เป็นเอย์จุน นั่นเอง น้ำเสียงตื่นเต้นดีใจของเจ้าตัว ทำเอามิยูกิพอจะเดาเรื่องออก

 

"ฉันได้เป็นตัวจริงแล้ว!!"

"เห นายฟังโค้ชประกาศชื่อผิดหรือเปล่า?"

"หนอย ฉันฟังถูกเฟ้ย"

"ฮ่า ฮ่า"

"รุ่นพี่คริสก็ได้เป็นตัวจริงด้วย เอ่อ เขาเลยให้ฉันอยู่ซ้อมขว้างลูก เพื่อเตรียมตัวสำหรับค่ายก่อนฤดูร้อน วันนี้คงไม่ได้กลับ อาทิตย์หน้าก็ด้วย.." คนพูดเสียงอ่อยลง

"งั้นเหรอ" 

"เอ่อ ขอโทษนะ ที่ไม่ได้กลับ" น้ำเสียงเจ้าตัวยุ่งดูกังวลจนมิยูกิแปลกใจ

"ไม่เป็นไร ดีซะอีก ไม่มีเสียงนายตะโกนกรอกหูทุกเช้า นอนหลับสบายขึ้นเยอะ" มิยูกิหัวเราะคิกคัก ยกมือเตรียมปิดหู ด้วยคาดว่าฝ่ายนั้นคงจะตะโกนโวยวายใส่เหมือนทุกคราว แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมือปลายสายเงียบลง

"..."

"เอย์จุน?"

"เอ่อ ไม่มีอะไรแล้ว ฉันต้องไปซ้อมต่อล่ะ แค่นี้นะ"

"เอย์--" มิยูกิพูดยังไม่จบ ทางโน้นก็ตัดสายลง ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขาพูดอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมเสียงเอย์จุนตอนท้ายฟังแปร่งไป คงไม่ได้คิดมากหรอกนะ เพราะเขาแค่พูดเล่นเหมือนทุกครั้ง ฝ่ายนั้นจะได้สบายใจ ฝึกซ้อมอย่างเต็มที่

 

มิยูกิถอนหายใจเฮือก เหลือบตามองอาหารบนโต๊ะ ก่อนจะเอนศีรษะพิงพนักโซฟา ความหิวหายไปดื้อๆ ซะงั้น รายการทีวีตะกี้ยังสนุกสนานกลับน่าเบื่อขึ้นมา แค่พอไม่มีเสียงเจ้าตัวยุ่ง ห้องก็เหมือนไม่ใช่ห้อง มันเงียบเหงาจนบอกไม่ถูกราวกับอยู่ตัวคนเดียวในโลก เอ๊ะ! หรือเขาจะเริ่มแก่ลง ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดของตนเอง

มิยูกินึกถึงเด็กหนุ่มในเกมการแข่งขันที่เพิ่งดูจบมา ยิ่งตอนขว้างลูกสุดท้ายด้วยแล้ว

ทำเอาเขาถึงกับตะลึง แทบหยุดหายใจ

เมื่อเด็กหนุ่มผู้เป็นพิทเชอร์ ยกขาขึ้นสูง บิดตัวด้วยร่างกายช่วงบนที่ยืดหยุ่นเหนือใคร และขว้างลูกซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นออกไปอย่างสุดแรงเกิด จนแบตเตอร์มองไม่ทัน เป็นการขว้างลูกในแบบเฉพาะตัวจริงๆ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่มิยูกินึกอยากจะกลับไปเป็นแคทเชอร์เพื่อรับลูกนั้น...

 

นี่นาย เติบโตขึ้นมากขนาดนี้เชียวหรือ?

มิยูกิรำพึงในใจ

จากเด็กตัวน้อยที่ฮึ่มแฮ่ทำตาขวางใส่เขาแถมเกาะขาคุราโมจิแน่นไม่ยอมปล่อย เมื่อตอนเจอกันครัังแรก จนเมื่อได้เล่นแคชบอลด้วยกัน เท่านั้นแหละ..เจ้าตัวยุ่งก็เปลี่ยนมาวิ่งไล่ตามให้เขารับลูกให้แทบทุกวัน

มาบัดนี้ นายมีแคทเชอร์ที่สามารถรับลูกของนายได้แล้ว....ฉันคงไม่สำคัญกับนายอีกต่อไป...

 

ชายหนุ่มถอนใจอีกครั้ง เอื้อมมือปิดรีโมตทีวี ดูไปก็เบื่อเปล่า นอนดีกว่า แต่พอเข้าห้องนอนกลับไม่ง่วงสักนิด ด้วยความรู้สึกหลายอย่างก่อกวนในจิตใจ

มิยูกิลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ยกกล่องใบหนึ่งซึ่งซุกไว้ด้านในสุดออกมาวางตรงหน้า ดวงตาใต้กรอบแว่นฉายแววปวดร้าวแว่บนึง เมื่อหยิบบางสิ่งมาถือไว้แนบอก

ถุงมือแคทเชอร์ อันใหม่เอี่ยม...

ห้าปีแล้วสิ ที่ของขวัญจากคนสำคัญชิ้นนี้ ถูกซุกซ่อนไว้ในตู้ โดยไม่เคยเหลียวแล

 

.................................

 .................................

 

 

"มิยูกี๊---แฮปปี้--"

เสียงตะโกนลั่นของเอย์จุนหยุดชะงัก ทำให้มิยูกิซึ่งกำลังเปิดประตูห้องเข้ามาต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นคุราโมจิพยายามเอามืออุดปากเจ้าตัวยุ่งให้เงียบ

พอเห็นสภาพในห้อง คนมาใหม่ก็หัวเราะ หึ หึ มองเค้กปอนด์หน้าตาธรรมดาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ในมือเจ้าตัวยุ่งมีเทียนเล่มเล็กคงเตรียมจะปัก ส่วนเจ้าของห้องหน้ายักษ์กำลังเพียรพยายามห่อของขวัญแต่ยังไม่เสร็จดี ด้วยกระดาษห่อวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้น

คุราโมจิพึมพำหน้าแดง "จะรีบมาทำไมกันว่ะ"

เจ้าของวันเกิดอมยิ้ม ทรุดตัวนั่งข้างคนรัก "ให้ฉันช่วยห่อไหม?"

"ไม่ห่ง ไม่ห่อแล้วโว้ย เอ้า..เอาไป๊!" คนพูดยัดเยียดของขวัญรูปทรงประหลาดให้ด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด มิยูกิรับมาพลางหัวเราะชอบใจ ก่อนจะรวบร่างคนให้มากอดและหอมแก้มหนึ่งที

"ขอบใจมาก โยอิจิ"

"อ๊ะ ไอ้ทุเรศ!!" คุราโมจิเขินอายจนหน้าแดงแปร๊ด รีบขืนตัวออกจากอ้อมกอดอีกฝ่าย ยิ่งเห็นเอย์จุนเบิกตากว้างแถมหัวเราะคิกคัก ยิ่งอายนักขึ้น

"มิยูกิ อธิษฐานสิ จะได้กินเค้กกัน" เจ้าตัวน้อยรีบปักเทียน แล้วกระตุกแขนเสื้อเจ้าของคนเกิด ดวงตากลมโตจ้องมองเค้กตรงหน้าด้วยอาการอยากกินสุดๆ

มิยูกิยิ้มกว้าง ดึงเจ้าตัวยุ่งมานั่งตัก "งั้นมาช่วยกันเป่าเทียน.."

เอย์จุนหน้าบาน รีบป่องแก้ม เตรียมพร้อมเป่าสุดแรงเกิด "1...2...3.."

 

...ขอให้ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไป...

 

.....................................

...........................

 

 ...................................................

จบตอนที่ 4

ขอบคุณที่อ่านค่ะ

**

ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นนะคะ เราซาบซึ้งจริงๆ ทำให้มีกำลังใจในการเขียนขึ้นมาอักโข

และต้องขอโทษด้วยค่ะ บางทีทั้งเรา และเอ็กทีน อาจจะเอ่อเร่อพอกัน เลยติดๆ ขัดๆ ขาดหายไปบ้าง

เรื่องจำนวนตอนในแต่ละเรื่อง หน้าสารบัญนั้น เราลงเป็นไกด์ไลน์(สำหรับตัวเอง) เรื่องอาจมีมากกว่านั้นนิดหน่อยค่ะ

 

 

 

 

[DNA Fic] Just One Kiss_Part II (Misawa)

posted on 12 Jul 2016 06:45 by chaste-child

ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) หากไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ

..................................

Title: Just One Kiss (Part II)

Pairing: Miyuki x Sawamura

.................................

 

 

หลังจากฝึกซ้อมช่วงเย็นเสร็จ คุราโมจิแวะคุยกับจอมโวยวายผู้เป็นรุ่นน้องร่วมทีมครู่่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจแยกตัวกลับก่อน เพราะหมอนั่นยังมีธุระต้องซื้อของอีกนิดหน่อย

 .................

 

"หืมม??"

พอไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้อง ยังไม่ทันจะวางกระเป๋า คุราโมจิก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะพรืดใหญ่ออกมาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

มิยูกิกำลังนอนหลับสนิทบนโซฟา โดยมีหนังสือที่อ่านค้างวางคว่ำอยูบนอก เห็นดังนั้น หนุ่มผมเขียวรีบฉวยโอกาสใช้มือถือของตนเก็บภาพหายากของคนใกล้ตัว เผื่อใช้ประโยชน์ในวันหน้า

ส่วนที่หัวเราะเพราะปกติแล้ว เขาแทบไม่เคยเห็นหมอนี่มีเวลาว่างนอนอ่านหนังสือ หรืองีบหลับ ยิ่งในวันธรรมดาด้วยแล้ว ตารางของแคทเชอร์หนุ่มจะมีแต่ฝึกซ้อมแล้วก็ฝึกซ้อม เหลือเวลาเข้าเรียนกับทำงานพิเศษนิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งช่วงฤดูกาลแข่งขันล่ะก็..บางวันแทบไม่เจอหน้ากันเลยด้วยซ้ำ

จู่ๆ ได้หยุดพักหนึ่งอาทิตย์ กิจวัตรประจำวันเลยหายไปเกือบครึ่ง ทำให้มีเวลาว่างเหลือเฟือ วันแรกเจ้าตัวก็ดูดีอกดีใจกับวันหยุดยาว แต่พอเข้าวันที่สองสาม เร่ิมบ่นอุบ ด้วยความเบื่อจัด อยากจะหวดไม้ หรือรับลูกอยู่กลางสนามให้เหงื่อท่วมตัวมากกว่าอยู่ว่างคนเดียว

หนำซ้ำเมื่อสองวันก่อน เขาดันยกเลิกนัดกับหมอนั่นอย่างกะทันหัน

ก็คนมันไมู่้รู้นี่หว่า...หนุ่มผมเขียวแก้ตัวในใจ..นายไม่บอกให้มันชัดเจน เวลาพูดก็ทำเป็นทีเล่นทีจริง ถ้ารู้ฉันคงขอเลื่อนคุณเรียวเป็นวันอื่นแทน

...นายก็เป็นแบบนี้ตลอด--คาซึยะ! ใครมันจะเดาใจออก

วันนั้นตอนหมอนั่นบอกจะทำอาหารเย็นฉลองวันหยุด เขายังนึกว่าตัวเองหูฝาดเลยด้วยซ้ำ และคงไม่มีอะไรพิเศษมากกว่าที่เคยเป็นมา ดังนั้นพอได้รับโทรศัพท์จากคุณเรียว ขอให้มาช่วยเรื่องงานเลี้ยงรุ่น เขาจึงตัดสินใจรับปากเพราะเป็นเรื่องด่วนกว่า พอโทรบอกมิยูกิ ฝ่ายนั้นก็ไม่ว่าอะไร เขาเลยเบาใจ

จนกลับมาเห็นอาหารที่หมอนั่นทำและแบ่งเก็บไว้ให้ในตู้เย็น เขาถึงกับพูดไม่ออก อยากจะต่อยหมอนั่นสักเปรี้ยง ถ้าตั้งใจทำเพื่อเขาขนาดนี้ ทำไมไม่พูดให้มันชัดเจน...ก็อาหารพวกนั้น เป็นเมนูที่เขาเปรยว่าอยากลองกินสักครั้ง หลังจากเห็นในหนังเรื่องหนึ่งตอนนั่งดูด้วยกัน..หมอนั่นยังอุตส่าห์จำได้

คาซึยะ--ไอ้คนเฮงซวย!!

แม้ปากจะก่นด่าด้วยความรู้สึกผิด แต่ส่วนลึกก็อดเจ็บใจไม่ได้ โอกาศพิเศษกับคนพิเศษ เขาก็ต้องการเหมือนกันนั่นแหละ

 

หนุ่มผมเขียวทรุดลงนั่งข้างคนนอนหลับ เขย่าตัวปลุกเบาๆ

"เฮ้ย! ตื่นได้แล้ว นอนหลับตรงนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกเว้ย"

มิยูกิลืมตางัวเงียมองคนปลุก ก่อนจะขยับตัวลุกนั่ง เอนศีรษะพิงซบบ่าอีกฝ่าย พร้อมกับดึงตัวเข้ามากอดแน่น เหมือนเป็นหมอนข้างประจำตัว คนถูกกอดจุ๊ปากขัดใจ อยากจะศอกกลับสักเปรี้ยง แต่ก็...ช่างมันวะ

"กลับมาแล้วเหรอ?" เสียงงึมงำถาม

"เออ กลับมาแล้ว วันนี้โค้ชปล่อยเร็ว สงสัยแกมีธุระ แล้วไหนเมื่อเช้านายบอกจะแวะไปซ้อม ไหงมานอนหมดแรงอย่างนี้ว่ะ?"

"ฮึ!" มิยูกิเบ้ปากด้วยความเซ็ง ขยับตัวบิดขี้เกียจ "..ก็ไปมา กะจะแอบซ้อมสักหน่อย แต่โค้ชเล่นสั่งปิดหมด เพราะกำลังให้คนมาเช็คอุปกรณ์เรื่องความปลอดภัยอะไรนี่แหละ"

"แบ็ตติ้งเซนเตอร์ล่ะ?" คุราโมจิถาม นอกจากสนามฝึกซ้อมหลัก บางครั้งพวกเขาก็ไปฝึกหวดลูกกันข้างนอก

"อย่าให้พูด ฉันไปมาสองแห่ง ปิดหมด" คนตอบหน้าบึ้ง

"ฮ่า ฮ่า นายมันดวงซวยสุดๆ"

มิยูกิยิ้มเจ้าเล่ห์ เอียงหน้ากระซิบข้างหูอีกฝ่ายเบาๆ "งั้นคืนนี้ นายต้องปลอบใจฉันหน่อยแล้ว โย-อิ-จิ..."

"อะ ไอ้ทุเรศ!!" คุราโมจิหน้าแดง กระทุ้งศอกโครมใหญ่เข้าชายโครงแคทเชอร์คนเก่ง จนร้องโอ๊ยลั่น แม้หนุ่มผมเขียวจะมีบุคลิกภายนอกดูแข็งกร้าว แต่กับเรื่องแบบนี้ ยิ่งเจอแคทเชอร์ขี้แกล้งด้วยแล้ว คนเป็นช็อตสตอปถึงกับไปไม่เป็นเอาเลย

หึ หึ มิยูกิหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แลกกับการเจ็บตัวก็คุ้มล่ะ ใช่จะได้เห็นกันง่ายๆ ซะเมื่อไหร่

 

"หิวรึยัง?" มิยูกิถาม ตาเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ทุ่มกว่าแล้ว ดันเผลอหลับจนลืมทำอาหาร

"เออจริงดิ--วันนี้เจ้าซาวามูระชวนกินมื้อเย็นด้วยกัน เห็นบอกจะมีเซอร์ไพรส์" คุราโมจิโพล่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่ารุ่นน้องไหว้วานมาบอกคนร่วมห้อง

"ห๊ะ? คงไม่ใช่บะหมี่ถ้วยนะ" มิยูกิยังนึกสยองกับภาพบะหมี่ถ้วยจำนวนมากที่เจ้าตัวโกยใส่ตะกร้าตอนเจอกันวันก่อนได้ดี

"ฮ่า ฮ่า ไม่หรอกมั้ง เจ้านั่นบอกได้ของฝากมาจากฮอกไกโด เลยจะตอบแทนที่นายเลี้ยงวันก่อน"

อ๋อ..มิยูกิพยักหน้า รำพึงเบาๆ "ฟุรุยะกลับมาแล้วสิ"

 

...........................

 

ออดดดด.....ออดดดดดด...

เสียงกริ่งประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุบประตูรัวๆ คุราโมจิขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มันจะเคาะหาสวรรค์วิมานอะไรนักหนา เดี๋ยวห้องอื่นก็ด่าเอาหรอกเฟ้ย! เจ้าตัวรีบลุกไปเปิด

 

มิยูกิเม้มปากครุ่นคิดขณะมองตามหลังคุราโมจิ ในใจไพล่คิดถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน

...แค่จูบเดียวเท่านั้น..

ความจริงจะเรียกจูบหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แค่แตะริมฝีปากลงไปเบาๆ เพื่อหยอกเล่น ไม่ได้คิดเกินเลยสักนิด

ทำไม จูบนั้น ยังติดตราตรึงใจเขานักจนยากจะลบเลือนได้...

 

เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นมาตามทางเดิน ไม่ต้องหันดูก็รู้ว่าใคร ..แคทเชอร์หนุ่มสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านในหัวออก ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มยียวนให้รุ่นน้องหนึ่งในสองคนนั้นซึ่งแบกกล่องเก็บความเย็นเดินมาใกล้

"ถ้าบะหมี่ถ้วยล่ะก็ ฉันขอผ่าน"

"หนะ หนอย มิยูกิ คาซึยะ! ใช่ที่ไหนกันเล่า" เอย์จุนหน้าแดงโวยลั่น ขณะมิยูกิปิดปากหัวเราะคิกๆ

"ขอรบกวนด้วยครับ" เสียงเนิบนาบของฟุรุยะซึ่งเดินหิ้วถุงใส่วัตถุดิบประเภทผักและเครื่องปรุงตามหลังมา เอ่ยเบา

"มาดูนี่ซะก่อน แล้วนายจะต้องเสียใจถ้าขอผ่าน" เอย์จุนยักคิ้ว พร้อมกับเปิดฝากล่องเก็บความเย็นให้ทุกคนดู

ภายในกล่องนั้น เต็มด้วยอาหารทะเลนานาชนิด ทั้งกุ้งหอยปูปลาที่ยังสดใหม่ฟรีซมาเรียบร้อย แค่มองก็สัมผัสถึงความอร่อยชวนลิ้มรส จนเผลอกลืนน้ำลายกันเป็นแถว

 

"โอ้โห!!"

คุราโมจิอุทานลั่น ส่วนมิยูกิผิวปากว๊าว

"ฮ่า ฮ่า เป็นไงล่ะพวกนาย พูดไม่ออกกันเลยล่ะสิ.." เอย์จุนหัวเราะชอบใจ

คุราโมจิกรอกตาดัวยความหมั่นไส้ "เดี๋ยวโดนเตะ กล้าพูดกับรุ่นพี่อย่างนี้"

"นายเอามาจากบ้านเหรอ ฟุรุยะ" มิยูกิหันมาถามคนตัวสูงโย่ง

"ครับ"

"งั้นของฟุรุยะต่างหาก ไม่ต้องมาโม้เลย ซาวามูระ"

"ถึงงั้นก็เหอะ ฉันอุตส่าห์นึกถึงพวกนาย ยังจะพูดดี เดี๋ยวยกกลับซะเลย--" เอย์จุนค้อนควับ ทำท่าเหมือนจะยกกลับจริง

ฟุรุยะถอนหายใจ เอื้อมมือมาปิดปากจอมโวยวาย

"คุณแม่ฝากมาให้กินด้วยกันครับ บอกเห็นพวกเรามารบกวนรุ่นพี่บ่อยๆ ว่าแต่-รุ่นพี่มิยูกิทำหม้อไฟเป็นไหมครับ?" ฟุรุยะรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเข้าประเด็นหลัก จริงๆ คือ หิวแล้ว

มิยูกิขมวดคิ้ว "ก็ไม่เคยทำหรอกนะ แต่น่าจะพอได้ นายมีของครบไหมล่ะ?" ถามพลางกวาดตามองวัตถุดิบบนโต๊ะ

"ครบเฟ้ย! ฉันซื้อของที่ขาดมาเพิ่มแล้ว" เอย์จุนแทรกตอบ

"เอ้านี่ มีวิธีทำแนบมาให้ด้วย" คุราโมจิคนช่างสังเกต ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่สอดไว้ในด้านในกล่อง ส่งให้มิยูกิ ซึ่งรับไปอ่าน ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ

"โอเค ไม่ยากเท่าไร เอาล่ะ..ทุกท่าน วันนี้เราจะกินหม้อไฟฮอกไกโดกัน.."

สิ้นคำประกาศจากหัวหน้าพ่อครัวมิยูกิ บรรดาลูกมือต่างพร้อมใจกันปรบมือ ส่งเสียงเฮลั่น เตรียมตัวลิ้มรสความอร่อยชุดใหญ่ที่ส่งตรงมาจากฮอกไกโด

 

จากนั้นมิยูกิจัดการตั้งน้ำใส่หม้อเพื่อเตรียมทำน้ำซุป และเปิดอีกเตาเพื่อเอาบางส่วนมาย่างไฟ จะได้มีของกินหลากหลาย โดยให้อีกสามคนซึ่งไม่ถนัดเรื่องทำอาหารช่วยกันล้างผักและคอยเป็นผู้ช่วย

เวลาผ่านไปไม่นาน ภายในครัวก็อบอวลด้วยกลิ่นหอมของอาหารทะเลบนเตาย่าง ด้วยมิยูกิเอากุ้งมาเสียบไม้ทาเกลือ เอาหอยเชลล์ทาเนย หอยนางรมปรุงรสด้วยโชยุกับเหล้าหวาน และเอาปูตัวยักษ์ย่างไฟ จนอีกสามคนชักทนไม่ไหว ก็กลิ่นมันหอมยั่วยวนจนต้องแอบชิมคนละนิดคนละหน่อย ปล่อยให้พ่อครัวหัวหมุนทำโน่นทำนี่คนเดียว

"เฮ้ย! ยกไปวางบนโต๊ะสิเว้ย.." พ่อครัวเอกหันมาว๊าก ไอ้พวกบ้า บอกให้เอาใส่จานไปวางบนโต๊ะ ดันหยิบเข้าปากแทน..

"ฮ่า ฮ่า รู้แล้วน่า ชิมนิดหน่อยจะไปเป็นไรไป" คุราโมจิแลบลิ้นเลียปาก

"เอ่อ ใกล้เสร็จรึยังครับ" ฟุรุยะชะโงกหน้าถาม

มิยูกิกรอกตา  "อีกนิดหน่อย นายยกข้าวกับจานนั่นออกไปได้เลย"

 

"มา มา ที่เหลือฉันทำเอง"

เสียงคุ้นๆ ตะเบ็งดังข้างตัว มิยูกิรีบหันควับไปมอง เห็นเจ้ารุ่นน้องปากมากกำลังหยิบมีดมาหั่นแครอทซึ่งเหลือเป็นลำดับสุดท้าย

"นั่นนายทำอะไร?"

"ก็ช่วยนายน่ะสิ ตาบอดรึไง?"

"วางเลย ซุ่มซ่ามอย่างนาย เดี๋ยวก็โดนมีดบาดหรอก...ไปช่วยฟุรุยะ ไม่ก็คุราโมจิโน่น"

"เฮ้! ฉันไม่ใช่เด็กนะเฟ้ย--กะอีแค่หั่นผักนิดหน่อย จะเป็นไรไป นายนี่เรื่องมากชะมัด" เอย์จุนเบ้ปาก

มิยูกิถอนใจ หัวรั้นไม่เปลียนเล้ย ไอ้เด็กบ้า!

 

เมื่อมิยูกิไม่พูดอะไรต่อ เอย์จุนจัดแจงหยิบแครอทที่หั่นไว้มาแกะเป็นรูปดอกไม้ตามที่เคยเห็นแม่ทำบ่อยๆ จะได้ดูน่ากินมากขึ้น เขาลอบชำเลืองมองหนุ่มรุ่นพี่ ผู้กำลังเทน้ำซุปใสหม้อดินเผา ก่อนจะค่อยๆ จัดเรียงเครื่องต่างๆ ตามลงไป ตั้งแต่แซลมอนชิ้นหนา กุ้ง หอย และปูตัวโต เหล่านี้ล้วนมาจากฮอกไกโดทั้งสิ้น จากนั้นก็ใส่ผักต่างๆ เห็ด และเต้าหู จนกลายเป็นหม้อไฟที่หน้าตาน่ากินที่สุดในโลก

เอย์จุนมองเพลิน ยิ่งเห็นมิยูกิค่อยๆ ตักน้ำซุปขึ้นมาเพื่อชิมรสชาติ ด้วยท่าทางคล่องแคล่วประหนึ่งเชฟใหญ่มาเอง ก็อดนึกทึ่งไม่ได้ จนชักหมั่นไส้นิดๆ คนอะไรฟร่ะ! เก่งไปหมดทุกอย่าง เบสบอลก็เก่ง ทำอาหารยังเก่งอีก ซ้ำหน้าตาดี....

พอคิดถึงตรงนี้ เอย์จุนก็หน้าร้อนผ่าว เรื่องเมื่อสองวันก่อนแว่บมาในหัว

มิยูกิ คาซึยะ จูบเขา....

 

"โอ๊ย!!

เอย์จุนสะดุ้งสุดตัว ดันคิดฟุ้งซ่านจนเผลอให้ปลายมีดที่ถืออยู่ในมือสะกิดเข้ากับนิ้วตัวเอง

"อะไร?--ให้ตายสิ!!" มิยูกิอุทาน ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นเลือดหยดจากนิ้วมือรุ่นน้อง เขารีบก้าวพรวด โดยไม่ลืมคว้าผ้าสะอาดมากดแผลให้แน่นเพื่อห้ามเลือด

"เอ่อ..เอ่อ ไม่เป็นไรมากหรอก" คนซุ่มซ่ามยิ้มแหย พยายามจะหัวเราะกลบเกลื่อน แต่พอเห็นแววตาโกรธจัดของอีกฝ่ายก็หัวเราะไม่ออก ได้แต่หลบตามองพื้นแทน

"นี่นายมีสมองรึเปล่า ถึงไม่รู้ว่านิ้วสำคัญกับการเป็นพิทเชอร์ขนาดไหน?"

"นิดเดียวเอง"

"ยังจะพูดอีก"

คนถูกดุซ้ำก้มหน้างุด พยายามดึงนิ้วคืนให้หลุดจากการเกาะกุม โดนด่าน่ะไม่เท่าไร ชินแล้ว แต่การถูกอีกฝ่ายจับมือแถมยืนเสียใกล้จนลมหายใจรินรดจมูก มันทำให้เกิดอาการหนาวๆ ร้อนๆ บอกไม่ถูก แต่ดึงเท่าไรฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมปล่อย เอย์จุนแทบอยากร้องไห้ พยายามส่งสายตาอ้อนวอนให้รุ่นพี่อีกคนมาช่วย

คุราโมจิเม้มปาก นึกไม่ถึงว่ามิยูกิจะหงุดหงิดกับเรื่องแค่นี้ ถึงจะเข้าใจในความเป็นแคทเชอร์ ทำให้ต้องใส่ใจกับพิทเชอร์เป็นพิเศษ แต่เวลาเจอพิทเชอร์ไม่ดูแลตัวเอง อย่างมากหมอนี่แค่แนะนำตักเตือน ไม่เคยโมโหหรือฉุนเฉียวใส่ เหมือนเจ้าซาวามูระโดน หรือเพราะเจ้านี่มันซื่อบื้อนัก

ช่างเถอะ...คุราโมจิตัดใจเดินเข้ามาห้ามทัพ ขืนปล่อยทิ้งไว้ บรรยากาศการกินคงเสียหมด

"ไอ้งั่งเอ๊ย ทำอะไรไม่ระวัง..มานี่ เดี๋ยวฉันทำแผลให้เอง" คุราโมจิสับหัวรุ่นน้องโป๊กใหญ่ ก่อนจะล็อกคอลากตัวมาทำแผล

"งี่เง่า!" ฟุรุยะเสริมเบาๆ

"หนอย นายเองก็เคยเหมือนกันแหละ ฟุรุยะ--"

คราวนี้แคทเชอร์หนุ่มเลิกคิ้วเบนสายตามาทางพิทเชอร์ร่วมทีม ซึ่งเจ้าตัวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ตีหน้าตายเปลี่ยนเรื่องทันที "ผมยกหม้อนี้ออกไปเลยนะครับ"

มิยูกิพยักหน้าให้ฟุรุยะ ลอบถอนหายใจ พยายามปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปกติ ไม่เข้าใจเล้ย..ไหงตัวเองถึงหงุดหงิดมากมายกับเรื่องแค่นี้

.......................................

.............................

 

และแล้วมื้อเย็นกับหม้อไฟก็จบลงด้วยดี ต่างคนต่างกินจนพุงกาง พร้อมกับยกนิ้วให้มิยูกิเป็นสุดยอดเชฟ

"อร่อยชะมัด นายนี่สุดยอดจริงๆ คราวหน้าฉันจะเอาของเด็ดจากนากาโนะมาให้นายทำ.."

"มีแต่ผัก--" คนตัวสูงโย่งเอ่ยลอยๆ

"เนื้อก็มีเฟ้ย! ตอนนั้นนายอยากกินช้าเอง มันก็เลยเหลือแต่ผัก" เอย์จุนแผดเสียง พร้อมกับชี้หน้าคนพูด หนอย..เจ้าฟุรุยะมาหาว่าหม้อไฟบ้านเขามีแต่ผัก ทีหลังไม่พาไปแล้ว

มิยูกิสั่นหัว "ไม่ทำเว้ย อยากกินก็ทำเองสิ"

"ฮ่า ฮ่า ขืนให้เจ้าบ้ามูระทำ คงมีเส้นโซบะกับผัก--นายจำตอนอยู่หอไม่ได้รึไง? มิยูกิ"

"รุ่นพี่!!" เอย์จุนตะโกนลั่น หน้าแดงก่ำ ขณะทุกคนต่างหัวเราะชอบใจ

ตอนนั้นเป็นวันหยุด และเอย์จุนได้รับพัสดุจากทางบ้าน เป็นเส้นโซบะที่ปู่ทำเองกับมือเพื่อส่งมาอวยพรในการแข่งขันโคชิเอ็ง นอกจากนั้นแม่ของเอย์จุนยังส่งผักที่ปลูกเองมาด้วย เจ้าตัวเลยอาสาทำเลี้ยงเพื่อนๆ พี่ๆ แต่รสชาติออกมาไม่เอาไหน โชคดีได้มิยูกิมาช่วยปรุงน้ำซุปให้ใหม่ ทำให้โซบะต้มผักมื้อนั้นรสชาติดีขึ้นทันตา

 

จากนั้นต่างคนต่างขุดเรื่องเก่าสมัยอยู่เซย์โดมาเกทับกันไปมา โดยเฉพาะสองสมาชิกห้อง 5 เสียงดังกว่าใครเพื่อน รอบโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา จนนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มกว่า หนึ่งในนั้นเริ่มสัปหงกด้วยความง่วงนอน ศีรษะโงกเงกมาพิงไหล่คนข้างๆ

"เฮ้ย อย่าเพิ่งหลับเว้ย ฉันขี้เกียจแบกนายกลับ" เอย์จุนโวย

ฟุรุยะขยี้ตาด้วยอาการงัวเงีย พึมพำเสียงอ่อย "ก็ง่วงนอนแล้วนี่นา"

"จริงสิ นายเพิ่งกลับมา คงจะเหนื่อย วันนี้กลับไปพักเถอะ" มิยูกิพูด พลางหันมาพยักหน้ากับคุราโมจิ ซึ่งพยักหน้าตอบพร้อมกับลุกขึ้นจากโต๊ะ เพื่อเก็บจานชามไปล้าง โดยเจ้าตัวแอบบ่นทิ้งท้าย "ชิ! ว่าจะชวนเล่นเกมต่อสักหน่อย"

หนุ่มสูงโย่งทำหน้าเจื่อน รีบลุกตามเพื่อช่วยเก็บโต๊ะ "ครั้งหน้าแล้วกันครับ"

"อย่าลืมพักให้เต็มที่ล่ะ เพราะอีกสองวันพวกเราต้องเข้าค่ายฝึกซ้อมแล้ว" รุ่นพี่ร่วมทีมสำทับ

"เชอะ! ห่วงแต่พิทเชอร์ของตัวเอง" เอย์จุนเบะปากด้วยความหมั่นไส้

มิยูกิเลิกคิ้ว หันมาจ้องตาคนพูด ยกยิ้มมุมปาก "แหงล่ะ เรื่องไรฉันจะต้องห่วงพิทเชอร์ทีมอื่น.."

"หนอย เจ้าคนใจดำ"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมโว๊ย!"

"พอเว้ย!! จะกัดกันไปถึงไหน ยกก้นมาช่วยเก็บจานชามซะที ทั้งสองตัวนั่นแหละ"

คนผมเขียวตีหน้ายักษ์แผดเสียงใส่สองคู่กัด ก่อนจะเบนสายตายังรุ่นน้องอีกคนซึ่งท่าทางคงจะอยากกลับไปนอนเต็มแก่ ถึงรีบยกจานไปวางซิงค์ก่อนใครเพื่อน

"ฟุรุยะ นายไม่ต้องล้างจานหรอก วางไว้นั่นแหละ เดี๋ยวฉันทำเอง"

เอย์จุนทำตาโต หยิกแก้มตัวเอง "ห๋า? ฝันไปหรือเปล่าเนี่ยเรา?? นั่นต้องเป็นตัวปลอมแหง รุ่นพี่คุราโมจิไม่มีทาง--เหวอ!" คนพูดก้มหัวหลบวูบ เมื่อฝ่ายนั้นหยิบขวดอะไรสักอย่างขว้างมาอย่างแรง

"แกตายแน่! เจ้าซาวามูระ" คุราโมจิคำราม

"ขอโทษคร้าบบบบ" เอย์จุนร้องเสียงหลง กระโดดหนีทันควันก่อนฟรีคิกจะลอยมา

 

"โอ๊ะ!"

"เฮ้! ระวังหน่อย"

จอมโวยวายหันควับมองเจ้าของเสียง ก่อนจะตาเหลือก อ้าปากพะงาบๆ ด้วยความตกใจ หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ เขาเผลอถอยหลังกรูโดยไม่ดูทางให้ดี เลยชนเองมิยูกิซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

"ซุ่มซ่ามชะมัด"

เอย์จุนหน้าร้อนฉ่า อยากจะหายตัวในบัดดล เมื่อรู้สึกถึงแผ่นหลังของตัวเองชนกับแผ่นอกของอีกฝ่าย หนำซ้ำมือทั้งสองข้างของฝ่ายนั้นยังแตะอยู่ที่เอวของเขา ถึงจะรู้ว่าเป็นแค่การช่วยประคองไม่ให้ล้ม แต่..ใจเจ้ากรรมดันเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมา

"ช่วยไม่ได้ นายอยากยืนเกะกะเอง" คนซุ่มซ่ามเถียงแก้เขิน ชิงผละตัวออกมา โดยอาศัยหลบหลังคนตัวสูงซึ่งเดินมาหาพอดี

มิยูกิส่ายหน้าหน่ายใจ "ไม่มีมารยาทกับรุ่นพี่ซะเลย นายนี่---จะกลับแล้วสิ?" ประโยคหลังหันมาพูดกับอีกคน

"ครับ ขอบคุณมากครับ สำหรับอาหาร" ฟุรุยะก้มศีรษะลงเล็กน้อย

"ฮ่า ฮ่า พวกฉันต่างหากต้องขอบคุณนาย อ้อ ฝากขอบคุณคุณแม่นายด้วยล่ะ อร่อยมากเลย--ส่วนนาย ซาวามูระ ขอบใจนะ อุตส่าห์ยกมาให้" มิยูกิปิดปากหัวเราะคิก เมื่อโดนเจ้าของชื่อค้อนขวับ

"เชอะ ไม่ต้องมาประชดเลย มิยูกิ คาซึยะ"

ฟุรุยะถอนหายใจ ดึงคอเสื้อจอมโวยวายให้เดินกลับไปด้วยกัน โดยมีสายตาขบขันของผู้เป็นรุ่นพี่มองตาม จนเสียงประตูปิดลง

 

............................................

 

"เจ้าพวกนั้นกลับไปแล้วเหรอ?" คุราโมจิถามเจ้าของฝีเท้าที่เดินมาข้างหลังโดยไม่หันมอง เนื่องจากกำลังก้มหน้าก้มตาล้างจานให้เสร็จ

"ฮือ" มิยูกิพึมพำ คลอเคลียริมฝีปากกับต้นคอคนถาม สอดมือโอบกอดรอบเอวลูบไล้ไปมา ทำเอาคุราโมจิถึงกับสะดุ้งสุดตัว มือสั่นจนแทบจะปล่อยจานหลุดจากมือ

"ทะ ทำอะไร..ไอ้บ้า! ฉันยังล้างจานไม่เสร็จ...หยะ หยุดก่อน..คาซึยะ!!" คุราโมจิร้องลั่น แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ มือใหญ่จัดการเชยคางเล็กให้เงยขึ้นรับจุมพิตดูดดื่มอย่างหนักหน่วงและอ่อนหวาน

หนุ่มผมเขียวแทบขาดใจกับรสจูบแสนวาบหวาม สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิง ลืมหมดว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยกสองแขนขึ้นโอบรอบคออีกฝ่าย..

 

"เพล้งง!!!"

เสียงจานตกกระทบพื้นดังก้องกังวาน สองหนุ่มชะงัก ผละออกจากกันช้าๆ กระพริบตาปริบมองเศษจานที่แตกกระจายบนพื้น

คุราโมจิแยกเขี้ยว กำหมัดชกไหล่อีกฝ่ายเต็มแรง "ไอ้ทุเรศ! เล่นไม่เป็นเวล่ำเวลา"

มิยูกิหัวเราะ หึ หี "ขอโทษที เดี๋ยวฉันทำที่เหลือต่อให้เอง นายไปอาบน้ำเถอะ"

คุราโมจิถอนหายใจ จะปล่อยให้หมอนี่ทำอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า หลายวันมานี่ เขาติดค้างมิยูกิไม่รู้กี่อย่างต่อกี่อย่าง

"ชิ! ไม่ต้องเลย นายทำมาเยอะแล้ว จะไปไหนก็ไป พวกนี้เดี๋ยวฉันจัดการเอง" พูดพลางผลักอีกคนให้ออกจากครัว

มิยูกิโน้มตัวมาจูบแก้มคนพูดเบาๆ "งั้นฉันรอที่ห้อง อย่านานนักล่ะ..เกิดฉันหลับก่อน โยอิจิจะอารมณ์ค้างซะเปล่าๆ"

หนุ่มผมเขียวหน้าแดง กัดฟันกรอด "เออ..หลับไปเลย ไอ้คนเฮงซวย!"

"ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมเว้ย!"

...................................

.................................

..............................







 

"ฉันชอบนาย.."

ซาวามูระ เอย์จุน อ้าปากค้าง ช็อคสนิทกับคำพูดของคนตรงหน้า ขวดน้ำที่กำลังยกขึ้นดื่ม หล่นตุ้บจากมือกลิ้งหายไปไหนไม่รู้..

"เอ่อ.."

"แต่ไม่ยกตำแหน่งเอซให้หรอกนะ"

ประโยคแรกยังพอทำใจรับฟังได้ ประโยคถัดมานี่สิ..มันหาเรื่่องกันรึไงฟร่ะ!!

"หนะ หนอย เจ้าฟุรุยะ! ฉันมีปัญญาคว้าตำแหน่งเอซได้เองโว๊ย ไม่จำเป็นต้องขอจากนาย--" พอได้ยินคำว่าเอซ สติสตังก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว จอมโวยวายตะเบ็งเสียงดังลั่น ชูกำปั้นหราใส่หน้าคนเป็นเอซ ซึ่งยืนตีหน้าตาย ทว่าไม่เมินหน้าหนีเหมือนทุกคราว

"งั้นเป็นอันตกลง"

"เอ๋?"

"ซาโตรุ...เรียกฉัน ซาโตรุ...เอย์.."

คนพูดโน้มริมฝีปากแตะหมับกับริมฝีปากอีกฝ่ายที่่ยังอ้าค้างด้วยความงุนงงเป็นรอบสอง ก่อนจะผละออกด้วยรอยยิ้มสว่างไสว ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

 

.......................

 

ภายในห้องนอนสองพิทเชอร์

 

"เอย์?"

เจ้าของชื่อสะดุ้งพรวดเกือบตกเตียง ด้วยมัวแต่คิดอะไรเพลินอยู่คนเดียว  "อ่า นายอาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ?"

ฟุรุยะพยักหน้า ทรุดลงนั่งบนเตียง มือใหญ่เอื้อมแตะหน้าผากอีกฝ่าย "นายไม่สบายรึเปล่า?"

"ปะ เปล่า สักหน่อย ฉันไม่ได้อ่อนแอเหมือนนายนะเฟ้ย" คนเผลอตัวเหม่อลอยรีบเอ่ยปากแก้ตัว

..จู่ๆ ดันนึกถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของตนเองกับคนข้างๆ เท่านั้นเอง

คนฟังเหมือนไม่ใส่คำพูดดังกล่าว กลับดึงมืออีกฝ่ายมากุม พลางลูบไล้ปลายนิ้วข้างที่มีรอยแผลอย่างแผ่วเบา "เจ็บไหม?"

"เอ๋? เ่อ้อ..ไม่เป็นไรสักนิด ไม่รู้สึกเลยด้วย เจ้าบ้ามิยู--" เอย์จุนพูดยังไม่ทันจบประโยค ฟุรุยะก็ขัดจังหวะโดยการโน้มริมฝีปากมาทาบปิดไว้

"ไม่อยากให้นายพูดชื่อคนอื่นตอนนี้" แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ในฐานะคนรัก เอย์จุนรู้ดีว่าคนพูดเริ่มจะไม่สบอารมณ์

ตอนแรกเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ ว่าหมอนี่เป็นบ้าอะไร เวลาอยู่ในห้องนอนด้วยกัน ถ้าเขาพูดคุยถึงเรื่องคนอื่น ฟุรุยะจะทำท่าเหมือนไม่อยากฟัง และขอไม่ให้พูด อย่าว่าแต่ชื่อมิยูกิ เลย จะเป็นรุ่นพี่คุราโมจิ รุ่นพี่คริส หรือคาเนมารุ หมอนี่จะหงุดหงิดไปหมด มีเพียงชื่อฮารุจจิคนเดียว ที่ยอมให้พูดถึงได้นิดหน่อย

มันใช่เรื่องไหมเนี่ย?? จะคุยเรื่องคนอื่นต้องคุยนอกห้องนอน

โดยเจ้าตัวให้เหตุผลอันแสนประหลาดว่า เวลาอยู่ในห้องนอน ควรจะเป็นเวลาส่วนตัวของพวกเขาสองคน ไม่อยากให้มีคนอื่นมายุ่ง

...แค่ชื่อนี่นะ? เอย์จุนเคยถาม ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจัง..ชื่อก็ไม่ได้...เขาล่ะอยากจะบ้าตาย

แต่กระนั้นมีหรือคนพูดมากอย่างเอย์จุน จะไม่เผลอ และวีธีเดียวที่แก้ไขสถานการณ์ได้ดีที่สุด..

 

"ซาโตรุ.."

เอย์จุนเอ่ยเบาอย่างตะกุกตะกัก หน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเขินอาย แม้จะคบหาเป็นคนรักมาสามปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินเสียทีกับการเรียกชื่อแบบนี้ ในใจนึกแช่งชักหักกระดูกเจ้าคนบ้าตรงหน้า จะอารมณ์ดีอะไรนักหนา เวลาเขาเรียกชื่อ

 

"เอย์.."

เสียงทุ้มของเจ้าคนบ้ากระซิบข้างหู ทำให้หัวใจคนฟังเต้นรัวและแรงขึ้น ยิ่งมองสบตาลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิท เห็นความปรารถนาฉายชัดเจน เอย์จุนก็แทบหมดแรง ยอมให้อีกฝ่ายรั้งตัวเข้าไปกอดแน่น แล้วริมฝีปากร้อนผ่าวก็ประทับลงมา....

..................................................

..............................................

จบ Part II

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[KHR Fic] Our Love_04 (D18)

posted on 23 Jun 2016 10:50 by chaste-child

ฟิคนี้เป็นฟิค Y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้ค่ะ

..........................

 

Title: Our Love ตอน 4

Pairing: D182

Notes: ผู้ใหญ่ยังคงสร้างเรื่องให้เด็กปวดหัว

.............................

 

ภายในถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งบนภูเขาด้านหลังเมืองนามิโมริ ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่มีวันหาเจอ วันนี้มีหลายคนมารวมตัวกันเพื่อภารกิจสำคัญ คือ การส่งบอสคาบัคโรเน่ไปโลกอนาคต

 

"บอสต้องกลับมาให้ได้นะครับ"

(...โรมาริโอ้ นายจะร้องไห้ทำไมน่ะ?)

 

"นี่เป็นพิกัดเวลาของทางนี้ครับ พกติดตัวไว้เผื่อมีอะไรผิดพลาด"

(...ผิดพลาด???)

 

"ถ้าไม่มียารักษา อย่างน้อย..แกต้องทำให้ฮิบาริคนทางนั้นยอมเล่าเรื่องทั้งหมด มันจะช่วยให้โอกาสรักษาหายมีเปอร์เซนต์สูงขึ้น"

(เอ่อ--ขนาดเคียวยะคนทางนี้ ฉันยังทำให้พูดไม่ได้ นายคิดว่าเคียวยะพาวเวอร์อัพเพิ่ม 10 ปี จะยอมพูดง่ายเรอะ!!)

 

"คุณดีโน่ ขอให้สำเร็จนะครับ"

(ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกันแหละ สึนะ)

 

"จำไว้ นายมีเวลา 5 ชั่วโมง หากนายกลับมายังจุดเดิมไม่ทัน ก็เป็นอันเซย์กู๊ดบาย"

(..งั้นนายช่วยส่งฉันลงตรงหน้าเคียวยะเลยแล้วกัน..เวลเด้)

 

บอสหนุ่มพยายามฝืนยิ้มรับคำ(สั่งเสีย?) ของทุกคน แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่ออาการของเคียวยะแย่ลงทุกขณะ และนี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยเคียวยะได้ แววตาและสีหน้าวิตกกังวลของคนรอบข้าง ทำให้ดีโน่ตื้นตันใจจนพูดอะไรแทบไม่ออกเหมือนกัน

 

"ดีโน่ แกต้องทำได้" ผู้เป็นอาจารย์ตบบ่าลูกศิษย์เป็นกำลังใจ

"แน่นอน" น้ำเสียงหนักแน่นรับคำ

 

จากนั้นบอสหนุ่มก็บอกลากับทุกคน และพาตัวเข้าไปในไทม์แมชชีนหน้าตาประหลาดซึ่งสร้างโดยอัลโกบาเรโน่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เวลเด้ เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้รูปร่างคล้ายยานอวกาศแต่ขนาดเล็กมาก สามารถบรรจุคนได้เพียงคนเดียว

 

ดีโน่สูดลมหายใจลึก ส่งยิ้มให้ทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย แอบสยองเล็กน้อยเมื่อเหลือบเห็นรอยยิ้มพิลึกพิลั่นของคนสร้าง แต่รีบอร์นรีบบอกว่าไม่เป็นไร เวลเด้แค่ดีใจที่มีเหยื่อ..เอ๊ย มีคนมาทดลองเครื่องมือนี้

 

ต่อให้ไม่ไว้ใจหรือเสี่ยงเกินไป ก็ช่างเถอะ เขาทนดูเคียวยะต้องทุกข์ทรมานต่อไปไม่ไหวแล้ว จะให้ทดลองเปลี่ยนการรักษาไปเรื่อย ก็เสี่ยงเหมือนกัน สู้ตามหาต้นตอของสาเหตุ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจเป็นอย่างยิ่ง คือลางสังหรณ์ว่าตนเองอาจเป็นต้นเหตุแห่งอาการป่วยของเคียวยะ

 

จากการประมวลเรื่องราว ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับเคียวยะในโลกอนาคตคงมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น และเคียวยะคนปัจจุบันอาจรับรู้ ถึงขั้นรับไม่ได้จนล้มป่วยลง

 

บอสหนุ่มกำหมัดแน่น ปฏิญาณในใจ ไม่ว่าโลกอนาคตจะย่ำแย่แค่ไหน เขาจะสู้ ไม่ยอมให้ทุกอย่างจบลงแบบนี้

และ..ฉันจะต้องช่วยนายให้ได้ เคียวยะ..

 

..................

 

"ให้ตายสิ!"

บอสหนุ่มสบถ ยังไม่ทันไรเขาก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก เหมือนอากาศรอบตัวหายไปดื้อๆ เสียงหวืดดังคล้ายเครื่องยนต์กลไกบางอย่างดังจนแสบแก้วหู ร่างกายทุกส่วนเหมือนถูกบีบรัดจนแทบแหละสลาย และจู่ๆ รอบด้านก็มืดสนิทมองอะไรไม่เห็น บอสหนุ่มทรุดฮวบลงกับพื้น สติค่อยๆ เลือนรางลงทุกที

 

 

โครม!!!

เปรี้ยง!!!

 

เสียงเหมือนวัตถุขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับบางอย่างจนดังสนั่นหวั่นไหว เรียกสติดีโน่ให้คืนกลับมา เขารู้สึกเหมือนร่างกำลังตกจากที่สูงดิ่งลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว.. ไอ้เครื่องบ้านี่ต้องชนอะไรสักอย่างแหง

 

ซะ ซวยแล้ว..!!!! ดีโน่ร้องลั่นในใจเตรียมรับการกระแทกครั้งใหญ่..เละเป็นวุ้นแน่เรา!!

 

ฉับพลันทุกอย่างรอบตัวก็นิ่งสนิทซะงั้น ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลแผ่ปกคลุมรอบด้าน สัญชาตญาณเตือนให้บอสหนุ่มระวังตัว และในความเงียบสงัดนั่นเอง เสียงบางอย่างที่แสนจะคุ้นเคยก็ดังขึ้นรอบทิศ..

 

ดีโน่ลืมตาพรึ่บพร้อมกระชากแส้คู่ใจตั้งรับเต็มที่ ไม่ผิดจากคาดการณ์ ตรงหน้าเขาเป็นชายฉกรรจ์ในชุดดำนับสิบคน ถือปืนโดยเล็งปากกระบอกจ่อมายังเขาเป็นจุดเดียว จ้องเขม็งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร โชคยังดีภาษาที่พวกนั้นใช้สื่อสารระหว่างกันเป็นภาษาอิตาเลี่ยน ทำให้เขาเข้าใจทุกคำพูด

 

"ฉันไม่ใช่ศัตรู" บอสหนุ่มรีบบอก ก่อนพวกนั้นจะตัดสินใจลงมือ

"คุณเป็นใคร? และมาที่นี่ทำไม?" หนึ่งในนั้นคงเป็นหัวหน้าเอ่ยถาม โดยยังจ่อปืนเช่นเดิม

 

ยังไม่ทันตอบหรืออธิบาย ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้าผ่านคนกลุ่มนั้นมา แววตาเคร่งเครียดจ้องมองเขา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประหลาดใจแทน

 

"คุณดีโน่? แต่เอ๊ะ?"

"อ่า ฉันเองแหละ สึนะ--ดีโน่ คาบัคโรเน่ คนเมื่อสิบปีก่อน" เจ้าตัวรีบบอกเมื่อเห็นสายตาฝ่ายนั้นมองอย่างไม่ไว้ใจ "ฉันมีเรื่องด่วนจำเป็นต้องมาที่นี่.."

 

บอสวองโกเล่รุ่นที่ 10 แห่งโลกอนาคต พยักหน้าให้ลูกน้องทั้งหมดออกไป จนเหลือพวกเขาเพียงสองคน

 

ดีโน่นึกทึ่งในใจ ศิษย์น้องของเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เอามากๆ บุคลิกท่วงท่าสงบนิ่งเยือกเย็น แผ่รัศมีน่าเกรงขาม จนแทบเป็นคนละคนกับเมื่อสิบปีก่อน

 

บอสหนุ่มเหลียวมองรอบด้าน แอบสงสัยเจ้าเครื่องมือของเวลเด้พาเขามา ณ ที่แห่งนี้ได้อย่างไร ดูจากลักษณะห้องคงอยู่ใต้ดินเพราะผนังทึบทุกด้าน ซ้ำมีทางออกทางเดียว หากศัตรูบุกรุกคงถูกจัดการโดยง่ายดาย

"ที่นี่คงเป็นฐานลับของพวกนายสินะ" ผู้เดินทางมาไกลเอ่ยปากถามตามประสาคนคุ้นเคย

คนฟังยิ้มมุมปาก ไม่ตอบ

ดีโน่เริ่มสัมผัสถึงบรรยากาศแปลกรอบตัว จะว่ามิตรก็ไม่ใช่ ศัตรูก็ไม่เชิง ท่าทีเฉยเมยของอีกฝ่ายสร้างความอึดอัดให้กับบอสคาบัคโรเน่พอสมควร

เอาเถอะ..ดีโน่พอเข้าใจ ระยะเวลาล่วงมาเป็นสิบปี คงมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น ยิ่งสถานการณ์สู้รบเพิ่งจบลง แล้วจู่ๆ เขาบุกรุกเข้ามา คงยากจะไว้ใจ

 

"ต้องขอโทษด้วยที่บุกรุกเข้ามา แต่ฉันมีเรื่องด่วนมาก เกี่ยวกับเคียวยะ.."

ชื่อบุคคลที่สามเหมือนจะเรียกความสนใจจากอีกฝ่ายได้ชะงัด เจ้าตัวพยักหน้าเป็นสัญญาณให้บอสรุ่นพี่ตามมา ก่อนจะพาไปยังอีกห้องซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ เหมาะจะพูดคุยกันมากกว่า

 

"เชิญคุณดีโน่นั่งก่อนครับ"

โดยไม่รอช้า ดีโน่รีบเล่าอาการของเคียวยะหลังจากกลับไปให้ฝ่ายนั้นฟังโดยละเอียด รวมถึงคำแนะนำของชามาล และการเดินทางมาที่นี่ด้วยอุปกรณ์ของเวลเด้

ซาวาดะ สึนะโยชิ วัย 24 ปี ถอนหายใจด้วยความหนักใจ  "..คงหลุดไปตอนช่วงเปลี่ยนถ่ายความทรงจำ.."

"อิริเอะ โชอิจิ ก็คิดอย่างนั้น นายพอจะบอก--?"

 

"งั้นคุณดีโน่รอสักครู่ ผมจะไปเอายามาให้"

ดีโน่อ้าปากเหวอ เมื่อพูดยังไม่ทันจบประโยค อีกฝ่ายก็ตัดบทเอาดื้อๆ บอกจะไปเอายา แล้วก็ลุกไปเฉยเลย คนมาไกลนั่งอึ้งตาค้าง มองแผ่นหลังคนพูดเดินออกประตูไปอย่างงุนงงเกินบรรยาย

ไหงมันง่ายอย่างนี้ล่ะ? แค่มาถึง รับยา แล้วก็กลับ...จบ!

เฮ้ย!!!! เฮ้ย!! เดี๋ยวก่อน!! นี่เขาเดินทางมาโลกอนาคต ใช้เครื่องไทม์แมชชีน เดินทางข้ามเวลามาตั้งสิบปี กะว่าต้องมีการผจญภัย ต่อสู้ หรือยากลำบากในการตามหาฐานทัพของวองโกเล่ ต้องปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องยา พบเจอกับเคียวยะ โดนฝ่ายนั้นซ้อมจนหนำใจก่อนจะบอกวิธีรักษา แล้วต้องรีบเร่งกลับมายังจุดหมายให้ทันเวลาอันจำกัด เหมือนในหนังผจญภัยประมาณนั้น

ตะ แต่ นี่มันอะไรกันฟร่ะ???? ง่ายดายยิ่งกว่าโทรสั่งพิซซาให้มาส่งเสียอีก

 

ไม่ถึงยี่สิบนาที บอสวองโกเล่ก็เดินกลับเข้ามาพร้อมยาในมือตามที่พูดไว้ บอสหนุ่มผุ้ดั้นด้นเดินทางข้ามเวลา ยื่นมือรับขวดยาอย่างงงๆ ฟังคำอธิบายจนเข้าใจ ฝ่ายนั้นขอร้องให้เขาอยู่รอสัญญาณรับตัวกลับ แต่ภายในห้องนี้ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นฐานลับของวองโกเล่ ไม่ควรให้คนนอกเดินเข้าออก และอีกสักครู่จะมีคนนำของว่างมาให้ รวมถึงจะส่งอิริเอะ โชอิจิ มาช่วยในการเดินทางกลับ

 

"เอ่อ..นายเป็นตัวจริงหรือรึเปล่า สึนะ?" คนขี้สงสัยเอ่ยปากถามดื้อๆ

อีกฝ่ายเลิกคิ้วหัวเราะเบาๆ "ก็ตัวจริงสิครับ หรือต้องให้ผมพิสูจน์อะไรอีก"

"อ่า ขอโทษด้วยที่ฉันระแวงมากไป เพียงแต่ฉันไม่คิดว่ามันจะง่ายแบบนี้"

บอสวองโกเล่เหยียดยิ้ม "คุณดีโน่ต้องการยา ผมก็ให้แล้วไง คุณเองมีเวลาไม่มาก รีบกลับไปดูแลคุณฮิบาริทางโน้นจะดีกว่า"

ยิ่งฟังคำตอบยิ่งสงสัย เหมือนมีลับลมคมนัยชอบกล คล้ายผู้เป็นศิษย์น้องกำลังพยายามกีดกันให้เขากลับไปโดยเร็วที่สุด ความจริงมันก็ดีหรอก เขาเองอยากรีบกลับด้วยเป็นห่วงเคียวยะ แต่มีบางอย่างตะหงิดในใจ จึงตัดสินใจถามออกไปตามตรง

 

"ช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างแฟมิลี่ของพวกเราคงไม่ค่อยดีใช่ไหม? ฉันอาจจะคิดไปเอง แต่เหมือนนายรังเกียจ ไม่อยากให้ฉันอยู่นานเกินไป"

"..."

"หรือตัวฉันมีส่วนทำให้เคียวยะเป็นแบบนี้?"

คนฟังเลิกคิ้วคล้ายแปลกใจในคำถาม ความจริงเขาอยากหัวเราะด้วยซ้ำ คุณดีโน่คนเมื่อสิบปีก่อนยังฉลาดล้ำลึก และดูใจเย็นกว่าคนในยุคเขา

รอยยิ้มแกมเยาะของบอสรุ่นน้องกับการนิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม เหมือนเป็นการเฉลยปริศนาคาใจดีโน่ บอสหนุ่มชาวาบ เจ็บแปลบ ยิ่งกว่าถูกกระสุนยิงเข้าอย่างจัง ภาพเคียวยะคลุ้มคลั่งไม่สติจนต้องถูกล่ามโซ่ ไหลย้อนเข้ามาในความคิด

เกิดจากตัวเขาเองงั้นเหรอ?

ชายหนุ่มกลืนก้อนแข็งในคอลงอย่างยากเย็น เขาก้มมองขวดยาในมือตนเองด้วยความเจ็บปวด..นี่เขาทำร้ายเคียวยะได้อย่างไร..

 

ดีโน่เงยหน้าสบตาอีกฝ่าย แววละอายฉายวูบ เมื่อเห็นร่องรอยความเกลียดชังและเคียดแค้นแฝงเร้นในดวงตาของบอสวองโกเล่ จนเขาพูดอะไรไม่ออกเป็นพักใหญ่

 

"นายคงเกลียดฉันมาก แต่ช่วยตอบหน่อยเถอะ มีอย่างเดียวที่ฉันอยากรู้--" น้ำเสียงแหบแห้งเปล่งถาม

คนฟังนิ่งมองใบหน้าขมขื่นของอีกฝ่ายโดยไม่ตอบความใด

"..จนถึงตอนนี้ เคียวยะ--ยังไม่หายดีใช่ไหม?"

 

"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ?" เสียงราบเรียบถามกลับ

"เพราะยานี่ไง!" บอสหนุ่มกำขวดยาในมือแน่น ตะโกนเสียงสั่น "นายบอกเองว่ายานี่ทำมาเพื่อรักษาเคียวยะโดยเฉพาะ ถ้าเคียวยะหายแล้ว ยานี่จะมาอยู่ในมือฉันได้ไง..หรือนายไม่ได้ให้เขา"

 

บอสวองโกเล่แค่นยิ้ม เอ่ยช้าด้วยน้ำเสียงขมขื่นไม่ต่างกัน "ก็มันไม่มีประโยชน์กับคุณฮิบาริทางนี้.."

ใบหน้าคมเข้มหมองลง ่ก่อนจะกล่าวต่อ "คุณฮิบาริเองก็ทราบว่าถึงกินยาเข้าไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา"

"งั้นฉันเอาไป จะไม่ประโยชน์เหรอ?"

เสียงทดท้อทำให้คนฟังอ่อนลง เขามองสีหน้าผิดหวังของอีกฝ่าย ตอบ "ขอผมถามบ้าง ถ้าคุณดีโน่นำยาไปให้คุณฮิบาริทาน คุณดีโน่จะอยู่ดูแลคุณฮิบาริจนหายดีใช่ไหมครับ?"

"แหงล่ะ ฉันจะไม่ไปไหนจนกว่าเคียวยะจะหายเป็นปกติ" เสียงตอบหนักแน่นมั่นคง

"ก็นั่นแหละครับ คำตอบ..ของยา"

บอสวองโกเล่ขยายความต่อเมื่อเห็นสีหน้าฉงนของคนฟัง "ยานี้เหมือนเป็นการพบกันคนละครึ่งทางระหว่างความฝันกับความจริง ตัวยาจะช่วยละลายความทรงจำที่บิดเบี้ยวจากความเจ็บปวดในใจทีละนิด เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับความทรงจำหลัก แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เห็นว่าความทรงจำส่วนที่เจ็บปวดนั้นเป็นเพียงความฝัน ยิ่งมีคุณอยู่ด้วยตลอด คุณฮิบาริก็จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง"

"กะ ก็ แล้วทำไม ตัวฉัน--" ดีโน่ชะงัก

...ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ นอกจากตัวเขาจะเป็นคนทำร้ายเคียวยะ ยังทอดทิ้งให้เคียวยะเจ็บป่วยโดยไม่เหลียวแล

บ้าน่า ตัวเขาต้องเป็นบ้าไปแล้ว....

 

บอสหนุ่มพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง พูดไม่ออกสักคำ

 

ซาวะดะ สึนะโยชิ วองโกเล่รุ่นที่ 10 เพ่งมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบๆ จริงอยู่ เขาเกลียดชังและเคียดแค้น ดีโน่ คาบัคโรเน่ ผู้บังอาจทำร้ายผู้พิทักษ์เมฆาของเขาอย่างไม่สามารถให้อภัยได้ แต่ดีโน่ คนที่อยู่ต่อหน้าเขาตรงนี้ เป็นคนที่กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อหาทางช่วยคุณฮิบาริ ชายคนนี้กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสกับสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ แต่ก็เหมือนเป็นผู้ลงมือกระทำ เขาคงไม่สามารถเอาโทษทั้งหมดโยนใส่คนๆ นี้ได้

 

"ผมคงบอกคุณได้เพียงแค่..หลังจากถูกคุณดีโน่ทำร้าย คุณฮิบาริก็ล้มป่วย เพ้อคลั่งอย่างหนัก อาการคงประมาณเดียวกับที่คุณฮิบาริทางโน้นกำลังเป็นอยู่ แต่เชื่อเถอะครับ..หนักกว่าหลายสิบเท่า เราพยายามให้ยาหลายอย่างแต่ก็ไม่สำเร็จ ทดลองอยู่นานจนยานี้ถูกคิดค้นขึ้นมา แต่สุดท้ายมันก็สายเกินไป.."

"ฉันทำเรื่องเลวร้ายกับเคียวยะได้อย่างไร? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?" บอสหนุ่มพึมพำ

"ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเขาสองคน คุณฮิบาริเองไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย แม้กับผม.."

"แล้วตัวฉันล่ะ?" ดีโน่หลุดปากถาม หวังใจสักนิดว่าตัวเองในโลกอนาคตน่าจะพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้

ผู้เป็นศิษย์น้องตวัดสายตาเย็นชามองเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ทำให้ความหวังของดีโน่มอดดับ

"ช่วงนั้นสงครามระหว่างมาเฟียเริ่มรุนแรงขึ้น แต่ละแฟมิลี่ไม่มีเวลามานั่งคุยเล่นหรือปรับความเข้าใจกันหรอกครับ และที่สำคัญ ทางคาบัคโรเน่เอง ได้เลือกเส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบกับคุณฮิบาริอีก"

"นายหมายความว่าไง?"

 

คนถูกถามส่ายหน้าเพราะพูดไปก็เปล่าประโยชน์ ก่อนจะขยับตัวลุก ดีโน่คอตก หากฝ่ายนั้นตัดสินใจไม่พูด เขาคงไม่สามารถทำอะไรได้

"เดี๋ยวผมให้คนจัดอาหารว่างมาให้ พอถึงเวลา โชอิจิจะมาช่วยส่งคุณกลับเอง"

 

"เดี๋ยว สีนะ!"

เจ้าของชื่อหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

 

"ขอฉันพบเคียวยะได้ไหม?"

ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดพักใหญ่

 

"ได้โปรด.."

บอสวองโกเล่สบตานิ่งกับบอสรุ่นพี่ผู้มาจากโลกเมื่อสิบปีก่อน พลางถอนหายใจยาวออกมา "ถ้าผมบอกไม่ได้ คุณก็คงหาทางไปจนได้อยู่ดีใช่ไหมครับ"

บอสหนุ่มพยักหน้ารับ "ฉันเป็นห่วงเคียวยะ อยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง ฉันสัญญา จะไม่สร้างปัญหา จะไม่ถามอะไรทั้งสิ้น และหากเขาต้องการแก้แค้น ฉันยินดีรับโทษทุกอย่าง"

 

บอสวองโกเล่ถอนใจเป็นคำรบสอง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับบอสรุ่นพี่ด้วยสีหน้าจริงจัง

"สาบานกับผม..ว่าคุณจะไม่ทำให้คุณฮิบาริอาการแย่ลง"

ดีโน่พยักหน้าแน่วแน่ รู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก เมื่อสัมผัสถึงความรู้สึกแรงกล้าในการปกป้องพวกพ้องของสึนะ นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญ ถึงทำให้เคียวยะและผู้พิทักษ์ทุกคนยอมทุ่มเทให้กับวองโกเล่ แม้ในยามเจ็บป่วยไม่ได้สติ เคียวยะก็ยังยอมไว้ใจสึนะ

บอสหนุ่มส่งแส้ประจำตัวและกล่องอาวุธยื่นให้อีกฝ่ายโดยไม่ลังเล "ฉันสาบาน! ต่อให้ต้องถูกฆ่าตาย ฉันจะไม่โต้ตอบเลย นายเก็บอาวุธฉันไว้ก็ได้"

ผู้เป็นศิษย์รุ่นน้องหัวเราะ หึ "ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกครับ ผมเชื่อใจคุณดีโน่คนเมื่อสิบปีก่อน เพราะถ้าไม่ห่วงคุณฮิบาริมากแล้วล่ะก็ คงไม่กล้าบ้าบิ่นมาถึงนี่ และที่สำคัญ คุณเก็บอาวุธพวกนี้ไว้ป้องกันตัวเองดีกว่า"

"เคียวยะน่ากลัวมากเลยเหรอ?" ดีโน่ชักสยอง ในใจแอบคำนวณค่าพลังของเคียวยะเวอร์ชั่นเพิ่มสิบปี

"ไม่รู้สิครับ เอาเป็นว่าถ้าเริ่มลงมือต่อสู้ อย่าคิดออมมือเป็นอันขาด"

"สิบปีมานี่ พวกนายคงจะสนิทกันมากนะ" ดีโน่เผลอหลุดปากพูดสิ่งที่คิดในใจ อีกฝ่ายยิ้มแกมรู้ทัน

"ไม่ต้องระแวงผมหรอกครับ เดือนหน้าผมจะแต่งงานกับเคียวโกะจังแล้ว"

"ห๊า?"

 

ทั้งคู่สนทนากันอีกเล็กน้อย ก่อนผู้เป็นบอสวองโกเล่จะเดินนำบอสคาบัคโรเน่ไปตามทางลับซึ่งคดเคี้ยวมืดมิด จนถึงประตูบานหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็กลายเป็นห้องโถงยาว มีแสงไฟสลัวพอมองเห็นทางเดิน

 

"คุณดีโ่น่ รอสักครู่นะครับ ผมจะไปบอกคุณคุซาคาเบะว่าผมมาคุยเรื่องงานกับคุณฮิบาริ จะได้ไม่มีใครมารบกวน"

คนพูดเดินจากไป ดีโน่เหลียวมองรอบด้าน บริเวณนี้คงเป็นส่วนของผู้พิทักษ์เมฆา เพราะสังเกตจากลักษณะการตกแต่งเป็นแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม บอสหนุ่มใจเต้นรัว นึกขอบคุณศิษย์น้องผู้เข้าใจและยอมให้โอกาสเขา ส่วนเรื่องจะพูดอะไรกับเคียวยะนั้น เขายังนึกไม่ออก หวังเพียงอย่างเดียวอยากจะช่วยเคียวยะทั้งสองให้พ้นจากความทุกข์ทรมานในใจ อันเกิดจากตัวเขาเอง ให้ได้

 

..............................................

โปรดติดตามตอนต่อไป

**หายไปนานมาก แหะ แหะ เหลืออีกตอนก็จบแล้ววว