[KHR AuFic] รักนั้น...ตอน 3 (D18)

posted on 13 May 2012 16:57 by chaste-child
 
คำเตือน ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิควาย มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ควรพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจอ่าน
             หากไม่ชอบใจ กรุณาปิดทันที อย่าอ่านต่อให้ระคายเคืองใจเลยค่ะ
........................
 
Title:  รักนั้น..ตอน 3
Pairing:  D18
 
......................
 
 
"ช่วยจัดการที ลูกศิษย์นายทั้งคู่"
 
นักฆ่าอันดับหนึ่งเลิกคิ้วแปลกใจมองหน้าคนพูด ชายชราท่าทางใจดี ยิ้มน้อยๆ
 
"ไอ้ฉันก็วางมือแล้ว จะเข้าไปยุ่งกับเรื่องของเด็กๆ คงไม่สมควร ลูกหลานคนกันเองทั้งนั้น..นายคงเข้าใจนะ ระหว่างพันธมิตรมีปัญหาไม่ได้เด็ดขาด จัดการต้นตอซะ รีบอร์น"
 
น้ำเสียงเย็นยะเยือกยามเอ่ยประโยคสุดท้าย ชวนให้หนาวเหมือนกันแฮ่ะ..หนุ่มนักฆ่าคิดพลางเหยียดยิ้ม ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่หูตารอบตัวจริง ปากบอกวางมือหันไปดูแลไร่องุ่น แสร้งทำเป็นชวนมาชิมไวน์ ดันหลอกมาใช้งานซะนี่.. สมแล้วที่เคยเป็นบอสมาก่อน ถึงจะถอนตัวไป กลับไม่วายรับรู้ข่าวลับจากวงใน จะเรื่องอะไรเสียอีก..จู่ๆ สองแฟมิลี่ใหญ่อย่างวองโกเล่กับคาบัคโรเน่ เกิดเคลื่อนไหวผิดปกติพร้อมกัน โดยฝ่ายคาบัคโรเน่สั่งคุมเข้มทั่วอาณาเขต ห้ามคนนอกเข้าออกเด็ดขาด ส่วนวองโกเล่แม้จะเพิ่งเสร็จศึกกับเจสโซ ก็กลับเงียบกริบจนน่ากลัว หนำซ้ำบรรดาผู้พิัทักษ์ทุกคนต่างแยกย้ายกันทำภารกิจ ไม่มีใครรู้หรือพบเห็นเลย
 
ยังไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ เสียงฝีเท้าเร่งรีบ พร้อมร่างคนสนิทผลุนผลันกระหืดกระหอบเ้ข้ามารายงาน
 
"ท่านรุ่นที่เก้า ตอนนี้วองโกเล่รุ่นที่ 10 กำลังเดินทางไปคาบัคโรเน่ครับ"
 
ชายชรากับนักฆ่าอันดับหนึ่งหันมาสบตากันชั่วครู่ ก่อนฝ่ายหลังจะแตะหมวกลง ก้มศีรษะอำลา หันหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
 
...........................
 
 
 
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง มีเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วต้อนรับแสงแดดอบอุ่น บรรดาต้นไม้ใหญ่น้อยโบกกิ่งก้านพริ้วไหวร่าเริง น่าเพลินตาเพลินใจ อา..โลกนี้ช่างน่าอยู่จริง
 
อนิจจา..ณ ห้องนอนใหญ่เจ้าของคฤหาสน์คาบัคโรเน่ บรรยากาศดูท่าจะไม่ค่อยสดชื่นเอาเสียเลยราวกับเมฆครึ้ม นับตั้งแต่ฮิบาริลืมตาตื่น เห็นเจ้าบอสหัวทองนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟสบายอารมณ์ แถมหันมายิ้มให้เขาเหมือนไม่มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจต่อกัน ความโกรธก็แล่นขึ้นเป็นริ้ว ฮึดฮัดพยายามขยับตัว แต่ฤทธิ์ยาในร่างกายยังไม่หมดดี จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดังใจ
 
ดีโน่มองอาการฉุนเฉียวและสายตาไม่ไว้วางใจของคนบนเตียงอย่างนึกขัน เขาลุกขึ้นหยิบทอนฟาจากที่ซ่อนไว้มาวางยังโต๊ะข้างเตียง
 
"อาวุธของนาย ฉันคืนให้ ไว้หายดีเมื่อไร ฉันยินดีเป็นคู่มือให้..แต่ถ้านายไม่ไหวจริงๆ.."
 
นัยน์ตาสีดำวาวโรจน์เพราะประโยคสุดท้ายแท้ๆ ร่างเพรียวฝืนยันกายขึ้นอย่างรวดเร็ว หากต้องทรุดฮวบลง ด้วยเรี่ยวแรงเหมือนจะไม่มีเหลือสักนิด คนตัวใหญ่รีบรุดประคอง
 
"ปล่อยฉัน!"
 
"เคียวยะ นายยังไม่หายดี อย่าเพิ่งขยับดีกว่า"
 
เจ้าของชื่อตวัดสายตาวาบ "ใครอนุญาตให้นายเรียกชื่อฉัน"
 
ดีโน่กลั้นยิ้ม แมวป่าตัวนี้ดุจริง "หือมม..ก็นายเองไม่ใช่หรือ ที่อนุญาตให้ฉันเรียกชื่อ แล้วยังให้..อุ้บ!" คนพูดชะงักทันควันเมื่อหมอนใบใหญ่ปลิวเข้าหน้าเต็มแรง คนปาหมอนเบือนหน้าหนี ร้อนผ่าวทั่วหน้าด้วยพอจะเดาออกว่าประโยคต่อไปคืออะไร
 
"พักรักษาตัวที่นี่เถอะ ไว้แผลหายดี ฉันจะส่งนายกลับเอง"
 
"ไม่ใช่ธุระของแก" เมฆาตวาดแหว
 
คนใจดีหน้าตึง เริ่มหงุดหงิด เอาใจสารพัดยังจะงอแงเป็นเด็กอยู่ได้ เดี๋ยวจับขังลืมเสียหนิ..ดูวี่แววเกิดยาหมดฤทธิ์เมื่อไร คงอาละวาดอีกรอบแน่ ครั้นจะใช้ยาบ่อย ก็กระไรอยู่ร่างกายจะแย่เอา เพราะฉะนั้นในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล..
 
"ธุระน่ะมีแน่" อะไรบางอย่างในน้ำเสียงทำให้ผู้พิทักษ์เมฆาชักหนาวๆ ร้อนๆ จ้องคนพูดตาเขม็ง
 
"ฉันอุตส่าห์ช่วยชีวิตนายไว้ ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณเลยหรือไง? ผู้พิทักษ์ของวองโกเล่นี่ช่างไม่รู้จักมารยาทเสียจริงๆ" บอสหนุ่มสั่นหัวราวอเนจอนาถใจ ในความอ่อนหัดของอีกฝ่าย
 
"อะไรน๊ะ?" คนฟังอุทานเสียงสูง อ้าปากค้างมองหน้าคนพูดอย่างคาดไม่ถึง ช่วยชีวิตไว้ก็จริงหรอก แต่กลับไม่ยอมแจ้งทางวองโกเล่ หนำซ้ำยังเก็บตัวเขาไว้ หลอกลวงสารพัด ขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาทวงบุญคุณ..ไอ้หมอนี่มันช่าง..ฮิบาริขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากจะฆ่าคนตรงหน้าให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้ ลุกได้เมื่อไรจะขย้ำใ้ห้ไม่เหลือซาก คอยดู!!
 
ข้างอีกฝ่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ยักไหล่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบสีอำพันจ้องตอบอย่างท้าทาย ในใจนึกขัน มีหรือบอสหนุ่มจะไม่รู้ คนตรงหน้านิสัยอย่างไร
 
"งั้นตามใจนาย เชิญกลับไปได้ หรือจะต้องให้ฉันไปส่งอีก"
 
ผู้พิทักษ์เมฆานิ่งอึ้ง กัดฟันกรอด เกลี่ยดที่สุดก็ไอ้การติดค้างบุญคุณกับใครนี่ล่ะ ครั้นจะด่าหรือเอาเรื่องกับสิ่งที่เจ้าผมทองหลอก ก็เกรงจะเป็นการรื้อฟื้นเรื่องเก่าให้เข้าเนื้อเสียเปล่า ยิ่งอยากลืมอยู่ด้วย ก่นด่าสมองตัวเอง ทีเรื่องงี่เง่าพรรณนั้นทำไมไม่ลืม แถมยังจำได้ทุกรายละเอียดทุกตอน เจ็บใจจริง!!!
 
"..ก็ได้.." คนพูดแค่นเสียง ดีโน่เม้มปากกลั้นหัวเราะ ยื่นโทรศัพท์ส่งให้
 
ฮิบาริขมวดคิ้วมองอุปกรณ์สื่อสารในมืออย่างไม่เข้าใจ
 
"โทรไปบอกซาวะดะ สึนะโยชิ บอสของนายว่านายจะอยู่กับฉันที่นี่อีก 1 เดือน"
 
"มันจะเกินไปแล้วนะ นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน" ใบหน้าบึ้งตึงฉุนปรี๊ด เจ้าหมอนี่ชักจะเอาใหญ่ ได้คืบจะเอาศอก
 
 
ยังไม่ทันต่อล้อต่อเถียงกันต่อ เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น โรมาริโอ้ก้าวเข้ามา
 
"ขอโทษครับบอส คุณซาวะดะ สึนะโยชิ วองโกเล่รุ่นที่ 10 มารอพบครับ"
 
 
 สิ้นเสียงบรรยากาศสบายๆ ในห้องกลายเป็นอึมครึมทันที ฮิบาริกายเย็นเฉียบ สัญชาตญาณรับรู้จับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบอสคาบัคโรเน่ ยิ่งเห็นใบหน้าคมเข้มขึงเครียด พาให้หวั่นใจบอกไม่ถูก จึงรีบขยับตัวจะลุกให้ได้ ทว่ามือใหญ่กอดไหล่แน่น ดันให้เอนตัวลงนอน เสียงกร้าวเอ่ยชัด
 
"นายไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นถ้าฉันไม่อนุญาต รออยู่นี่แหละ ฉันจะลงไปต้อนรับเอง บอสของนายจะได้เห็นว่าฉันดูแลนายดีแค่ไหน"
 
แววตาคนพูดมีอะไรบางอย่างชวนให้ฮิบาริสังหรณ์ใจไม่ได้
 
...............................
 
 
 
ภายในห้องรับแขกใหญ่
 
หลังเจ้าของคฤหาสน์คาบัคโรเน่และผู้มาเยือนทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมเรียบร้อย ก็เข้าสู่วัตถุประสงค์แท้จริงของการมาเยือน
 
"ผมต้องขอบคุณคุณดีโน่มาก ที่ให้การช่วยเหลือ 'คนของผม' เป็นอย่างดีอยู่เสียนาน" ซาวะดะ สึนะโยชิ บอสวองโกเล่ทอดเสียงยาวราวประชดประชัน เล่นเก็บผู้พิทักษ์ของเขาไว้เป็นอาทิตย์ นี่ถ้าไม่สืบรู้เอง จะมีวันได้คืนไหมเนี่ย?
 
"ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น ไหนๆ เราก็คนกันเอง แถมยังมีอาจารย์คนเดียวกันอีกด้วย" บอสคาบัคโรเน่โบกมือ หัวเราะเบาๆ พาให้อีกฝ่ายยิ้มตอบ
 
"นั่นสิครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอพาตัวคุณฮิบาริกลับเลยแล้วกัน จะได้ไม่เป็นการรบกวนคุณดีโน่มากเกินไป" พูดจบพยักหน้าให้มือขวาคนสนิทรับรู้ พร้อมขยับตัวเป็นเชิงลากลับ
 
หากเจ้าของคฤหาสน์ยังคงนั่งเฉย ยกน้ำชาหอมกรุ่นขึ้นละเลียดจิบอย่างใจเย็น ก่อนจะวางลงบนโต๊ะช้าๆ ใบหน้าคมเข้มคลี่ยิ้มดุจเดิม เอ่ยช้าแต่ชัดเจน
 
"คงไม่ได้หรอก"
 
"หมายความว่าัยังไงครับ" บอสวองโกเล่ถามเสียงกระด้าง
 
 
 "ก็เคียวยะบอกกับฉันว่าจะอยู่ต่ออีกหนึ่งเดือน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ฉันอุตส่าห์ช่วยชีวิตไว้น่ะสิ"
 
วองโกเล่หนุ่มนิ่งอึ้งชั่วครู่ คล้ายไม่เชื่อหู ไหนจะสรรพนามที่อีกฝ่ายเรียกขานผู้พิทักษ์ของตน พอตั้งตัวได้รีบปรับสีหน้าเหมือนเดิม
 
"เรื่องนั้นคงไม่จำเป็น เพราะผมรับรองว่าทางวองโกเล่ยินดีตอบแทนคุณดีโน่ทุกอย่างแน่นอน"
 
คนเป็นศิษย์รุ่นพี่รีบโบกมือ หัวเราะขบขัน "ไม่ต้องขนาดนั้น จะให้ฉันรบกวนทั้งแฟมิลี่นายได้ไง แค่เจ้าตัวคนเดียวก็พอ อีกอย่างตอนนี้ผู้พิทักษ์ของนายเพิ่งฟื้นตัว เคลื่อนไหวมากๆ เกรงอาการจะแย่ลงได้"
 
"คุณดีโน่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมเตรียมรถพร้อมหมอมาเรียบร้อยแล้ว" น้ำเสียงหงุดหงิดของรุ่นน้องผสานกับรอยขุ่นมัวในดวงตา ชวนให้บอสหนุ่มนึกฉุนแกมหมั่นไส้
 
"ไม่ห่วงได้ไง ขืนปล่อยให้ไปเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะกลายเป็นความผิดฉันที่ไ่ม่ดูแลให้ดี เฮ้อ..ไอ้ฉันก็รับปากรุ่นที่ 9 ไว้จะช่วยเหลือนาย อย่าให้ฉันต้องผิดคำพูดเลย" คนพูดถอนหายใจคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ
 
ซาวะดะ สึนะโยชิ ยกยิ้มมุมปาก สาธยายแม่น้ำทั้งห้ามาบ่ายเบี่ยงสิท่า แววตาคมกล้าตวัดมองนิ่ง เอ่ยเสียงเย็นชา
 
"ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น หากรุ่นที่ 9 ทราบว่า ผมปล่อยปละละเลยให้ 'คนนอกอย่างคุณดีโน่' มาดูแลผู้พิทักษ์ของตนเอง คงจะยิ่งผิดหวังมากกว่า"
 
อายุเท่านี้วาจาคมคายไม่ใช่เล่น..เชอะ เจ้าเด็กเมื่อวานซืน บอสหนุ่มเจ้าของคฤหาสน์แค่นหัวเราะในลำคอ
 
"ถ้านายไม่เชื่อ จะลองไปดูอาการก่อนก็ได้ ที่ 'ห้องฉัน'"
 
สิ้นเสียงเหมือนเวลาหยุดเดิน ทุกส่ิงหยุดเคลื่อนไหว นัยน์ตาแข็งกร้าวสองคู่ปะทะกันนิ่ง สักพักบอสรุ่นน้องเหยียดยิ้ม แววตาสีส้มจัดลุกวาว 
 
"ไม่นึกเลยนะครับ คุณดีโน่จะเป็นสุภาพบุรุษอย่างที่ร่ำลือกันจริง หรือนี่จะเป็นธรรมเนียมของคาบัคโรเน่" น้ำเสียงเย้ยหยัน เล่นเอบอสรุ่นพี่หน้าชาวาบ สวนกลับแบบนิ่มๆ
 
"ก็ไม่ต่างจากวองโกเล่ันัก เพียงแต่ฉัน..โอ๊ย!!" / "โอ๊ยยย!!..."
 
สองบอสหนุ่มร้องลั่นพร้อมกัน เมื่อด้ามปืนซึ่งโผล่มาจากไหนไม่ทราบ ฟาดโครมลงบนศีรษะของทั้งสองคนแทบจะในเวลาเดียวกันด้วยความเร็วและแรงไม่ธรรมดา
 
บอสหนุ่มใหญ่ บอสหนุ่มน้อย เด้งตัวหันควับตวัดอาวุธจ่อหัวคนกล้าบังอาจกระทำการอุกอาจ..ก่อนจะอ้าปากค้าง อาวุธในมือลดลงโดยอัตโนมัติ เมื่อเห็นอาจารย์นักฆ่ายืนเท้้าเอวจ่อปืนมาตรงหน้า
 
"เรื่องอะไรน่ะ รีบอร์น" ศิษย์คนแรกบ่นอุบ ตีหน้าเหยเก
 
ฝ่ายศิษย์คนที่สองได้แต่คลำหัวป้อย งึมงำ "เจ็บชะมัด นายนี่"
 
 
"พวกแกจะเถียงกันเป็นเด็กๆ หาสวรรค์วิมานอะไรไม่ทราบ ไม่อายลูกน้องบ้างหรือไง"
 
รีบอร์นสั่นหัวเบื่อหน่าย โตจนเป็นบอสกันทั้งคู่ยังต้องให้มาตามสั่งสอน บอสรุ่นพี่รุ่นน้องต่างยืนกอดอกนิ่ง หน้าตึงไม่พูดไม่จา ใช่จะเชื่อฟังอาจารย์หรอกนะ หากไม่อยากเจ็บตัว ก็ฝีมืออาจารย์ขนาดไหน คนเป็นลูกศิษย์ย่อมรู้ดีที่สุด..
 
ครูพิเศษนักฆ่ากวาดตามองลูกศิษย์ทีละคนอย่างเซ็ง ทิ้งตัวนั่งลงโซฟา หน้าตาจริงจัง
 
"พวกแกมีสมองอยู่หรือเปล่า? เคยคิดบ้างไหมหากพันธมิตรมีปัญหากันเองจะเกิดอะไรขึ้น หรือพวกแกอยากให้ใครบางคนต้องหายสาบสูญตลอดกาล"
 
สองบอสมองหน้ากันเคร่งเครียด ความหมายในประโยคบอกชัดเจน เรื่องส่วนรวมต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว การที่รีบอร์นมาเอง แสดงว่าต้องมีข่าวเล็ดลอดถึงเหล่าที่ปรึกษาระดับสูง ไม่ดีแน่..ขืนปล่อยให้บานปลายต้องเกิดเรื่องใหญ่ตามมาแน่
 
นักฆ่าอันดับหนึ่งมองอาการครุ่นคิดของลูกศิษย์ ลอบถอนหายใจ พอจะเดาเรื่องออก ด้วยรู้จักลูกศิษย์ของตนดี เรื่องเจ้าสึนะกับผู้พิทักษ์เมฆา ใครๆ ก็รู้ แต่ไม่นึกจริงๆ ว่าเจ้าดีโน่จะจริงจังขนาดนี้ อย่างไรก็ตามลึกๆ แล้วเรื่องนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ คนผ่านโลกมามากอย่างเขาพอจะดูออก เพียงแต่ยังหาคำตอบไ่ม่ได้..แต่เรื่องนั้นคงต้องช่างมันก่อน เรื่องสำคัญตอนนี้คือพันธมิตรจะแตกคอกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะเป็นจุดอ่อนให้ศัตรูเล่นงานได้..คิดแล้วอยากจะเอาลูกปืนกรอกปากเจ้าลูกศิษย์งี่เง่าทั้งสองคนจริงๆ ให้ตายสิ! อาจารย์จอมโหดเข่นเขี้ยว รู้ทั้งรู้อะไรควรไม่ควร ยังกล้าทำ...
 
"ดีโน่..ยังไงเสียฮิบาริก็เป็นผู้พิทักษ์ของวองโกเล่ การที่เจ้าสึนะจะเอาคนของมันกลับไปก็ถูกต้อง แล้วเจ้าสึนะ หากฮิบาริอยากจะตอบแทนบุญคุณที่เจ้าดีโน่มันช่วยไว้ ก็สมควรอยู่หรอก ยังไงลองดูอาการหมอนั่นก่อน แล้วถามเจ้าตัวเองจะดีกว่า แทนที่พวกแกจะมาเถียงกันเป็นเด็กสามขวบอยู่ได้"
 
บอสหนุ่มแห่งคาบัคโรเน่นิ่งคิด ก่อนจะหันหน้ามาพูดสั้นๆ "เชิญ.." แล้วเดินนำออกจากห้อง
 
บอสวองโกเล่นิ่วหน้า ยืนนิ่งไม่ขยับตาม ราวกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ สุดท้าย..
 
"ไม่จำเป็นหรอกครับ เอาเป็นว่าผมเชื่อใจคุณดีโน่ และเชื่อใจผู้พิทักษ์ของผม" น้ำเสียงราบเรียบตอบ
 
ดีโน่ขมวดคิ้วมองคนพูด ใบหน้าบอสรุ่นน้องสงบนิ่ง อ่านไม่ออกว่าคิดการใดในใจ ซาวะดะ สึนะโยชิก้มศีรษะเล็กน้อย
 
"ผมฝากคุณฮิบาริด้วยครับ" พูดจบหันหลังเดินจากไปทันที
 
......................................
 
 
 
ดีโน่เอนหลังพิงหน้าต่าง ชำเลืองมองร่างบางนอนหลับสนิทบนเตียงใหญ่ ในมือหมุนขวดยาไปมาอย่างเหม่อลอย ถ้อยคำของคนเป็นหมอก้องในหัว
 
"แกเลือกเอาเองแล้วกันว่าอยากได้ คน หรือ ตุ๊กตา"
 
.................................
 
 
ปัง!!
 
โครม!!
 
หมอมือหนึ่งเลิกคิ้วมองการกระทำของคนตรงหน้างงๆ มันเป็นบ้าอะไรฟร่ะ? ถึงได้เดินกระแทกส้นเท้าปึงปังเข้ามา ไม่พูดไม่จา โยนถุงยาที่เคยให้ไปลงบนโต๊ะดังโครม..
 
เจ้าของยารีบตะครุบ ก่นด่าในใจ ไอ้บ้านี่เดี๋ยวของก็เสียหมด เอ๊ะ..หรือมันจะใช้หมดแล้ว? คิดพลางเปิดถุงสำรวจอีกรอบ กลับต้องแปลกใจเมื่อพบว่าทุกอย่างในนั้นยังอยู่ครบ เจ้าม้าพยศไม่เอาสักอย่าง หรือมันจะโง่จนไม่รู้จักหว่า?
 
"เฮ้ย นี่ของดีสูตรเด็ดทั้งนั้นนะเว้ย ฉันผสมเองกับมือ" หมอคนเก่งคุยโว ไม่กลัว อย.แจ้งจับสักนิด หยิบยาแต่ละชนิดมาบรรยายสรรพคุณต่อ "ดูอันนี้ซะก่อน สีม่วงเม็ดเดียวเคลิ้มสนิท แบบผสมน้ำก็มี เจือจางสุดฤทธิ์ ไร้สีไร้กล่ิน หยดเดียวนะแก รับรองหมดฤทธิ์ อย่าว่าแต่ทอนฟาเล้ย นิ้วยังกระดิกไม่ขึ้น..อ๊ะ อ๊ะ เม็ดสีเหลืองนี่สำหรับกิจกรรมยาวนานต่อเนื่องทั้งคืนไม่มีหยุด หรือแกจะ.."
 
"ไม่เอาโว้ยยย.." บอสหนุ่มตะโกนลั่น ทิ้งหลังพิงพนักเก้าอี้หมดแรง ใบหน้าบึ้งตึ้งฉายชัด สองมือขยี้ผมบนหัวจนยุ่งไปหมด
 
"โว๊ยย ปวดกะบาลเฟ้ย คนอะไรดื้อชะมัด.."
 
หมอคนเก่งลอบยิ้ม มีวันนี้กับเขาจนได้ ไอ้ม้าเอ๊ย..
 
"แกมันข้ามขั้นตอนเกินไป ถ้าแกชอบเขา ก็ควรจีบให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เอาตัวมากินก่อนอย่างนี้" ผู้มากประสบการณ์สั่งสอน
 
ม้าหนุ่มตวัดสายตามองคนพูดคล้ายไม่เข้าใจ "ข้ามขั้นยังไง ฉันชอบเขา อยากมีอะไรด้วย แปลกตรงไหน ไม่ได้บังคับข่มขู่สักหน่อย กับใครก็ไ่ม่เห็นต้องมากเรื่อง" คนพูดบ่นพึมพำ
 
คนเป็นหมอเกาหัวแกรก พูดกับไอ้พวกรูปหล่อช่างน่าเบื่อจริง แต่ก็ถูกของมัน หน้าตาบวกคุณสมบัติอย่างมันแทบไม่ต้องจีบใคร มีแต่คนเข้ามาอยากให้มันกินทั้งนั้น ประเภทออกแรงไล่ตามคงมีเขากระมัง
 
"แล้วแกเคยบอกเขาหรือเปล่าว่าแกชอบเขา"
 
ดีโน่นิ่วหน้า เบ้ปาก "ไม่เห็นต้องบอกก็น่าจะรู้ มีอย่างหรือ ถ้าไม่ชอบคงส่งคืนไปนานแล้ว ไม่เอาตัวมาดูแลเองอย่างดีหรอก แกก็รู้ฉันเคยพาใครไปถึงห้องบ้าง..อยากได้อะไรฉันก็สรรหามาให้ แล้วไอ้ที่เผลอโกหกไปนิดๆ หน่อยๆ นั่น เพราะไม่อยากให้เขาคิดมากเดี๋ยวอาการกำเริบต่างหาก" ประโยคท้ายแก้ตัวน้ำขุ่น
 
"แต่มันไม่เหมือนกันเว้ย ในเมื่อเขาไม่ได้ชอบแก หรือรู้จักแกมาก่อน" คนฟังตะโกนลั่น ก่อนตรรกะจะเพี้ยนไปมากกว่านี้ หนึ่งชั่วโมงต่อมาหมอรักษาคนก็เปลี่ยนอาชีพเป็นที่ปรึกษาด้านความรัก ร่ายยาวตำราจีบสาว(หนุ่ม)
 
 
..........................................
 
(ดีโน่ คาบัคโรเน่ -----ข้อแรก เดทแรกสุดประทับใจ)
 
 
ฮิบาริเหลือบมองคนข้างตัวด้วยความรู้สึกแปลกๆ เขาตัดสินใจอยู่ต่อเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ จะได้จบๆ เรื่องเสียที ดังนั้นจะให้ทำอะไรก็จะ(ทน)ทำ แต่อดรู้สึกทะแม่งๆ ไม่ได้...
 
วันนี้หมอนั่นบอกจะพาไปข้างนอก แล้วก็ขับรถวนไปวนมารอบเมือง ชี้ชวนให้ดูทิวทัศน์ ถนนหนทาง อาคารสถาปัตยกรรม และแสงสียามค่ำคืน..หรือจะเป็นการสำรวจเส้นทางเพื่อเตรียมการบางอย่าง
 
จู่ๆ ก็จอดรถหน้าร้านอาหารหรูหราแห่งหนึ่ง..คงจะนัดพบคู่ค้าหรือติดต่อธุรกิจมั้ง?..แต่เอ๊ะ ทานอาหารจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งร้านก็ยังมีแค่เขากับหมอนั่นสองคน อ้อ..มีนักดนตรีบรรเลงเพลง(น่ารำคาญ) อีกคน สงสัยร้านนี้อาหารไม่อร่อยคนเลยไม่มี..
 
และสุดท้ายหมอนี่ก็ขับรถมาริมทะเล จอดรถชวนเดินเล่น ชมจันทร์กับฟังเสียงคลื่นสาดซํด..
 
แฟมิลี่นี้ว่างงานนักหรือไง? ฮิบาริคิดในใจ เสียเวลาชะมัด อุตส่าห์ดีใจ นึกว่าจะได้ออกแลกหมัดซัดอาวุธกับใคร ที่ไหนได้...
 
บอสหนุ่มสุดหล่อแห่งคาบัคโรเน่หันมาโปรยยิ้มเสน่ห์ที่ชวนให้ใครต่อใครลุ่มหลงมานักต่อนัก เอ่ยถามคนข้างตัวด้วยน้ำเสียงสุดทุ้มนุ่มนวล
 
"นายชอบไหมที่เราออกมาเที่ยวกันอย่างนี้"
 
"ไม่ชอบ ฉันง่วงนอน จะกลับได้หรือยัง" ฮิบาริตอบทันควัน
 
ยิ้มกว้างหุบลงอย่างกระทันหัน ใบหน้าคมเข้มบูดบึ้งทันที
 
 
......................................
 
 
 
(ข้อสอง -----หากิจกรรมทำร่วมกัน ควรเลือกที่อีกฝ่ายชอบมากเป็นพิเศษ)
 
 
ดีโน่นั่งแผ่หมดแรง ตีหน้าเหยเก หันข้างให้โรมาริโอ้ทำแผล
 
"ไหงพลาดท่าได้ขนาดนี้ล่ะ บอส" คนสนิทอดสงสัยไม่ได้ บอสฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว แถมหน้ายังช้ำเป็นแถบ ดีนะกรามไม่หัก..โรมาริโอ้ส่ายหัวอ่อนใจ นี่ขนาดฝ่ายโน้นยังอัพพลังได้ไม่เต็มร้อย ขืนเต็มร้อยเมื่อไรเขาคงได้หาบอสใหม่แน่
 
"ฮึ ฉันเผลอไปหน่อย หมอนั่นโหดชะมัด เอาจริงไม่ยั้งมือเลย" ดีโน่บ่นอุบ
 
การต่อสู้คงเป็นสิ่งเดียวที่เรียกรอยยิ้มจากฝ่ายโน้นได้ ยิ่งเอาจริงเท่าไรหมอนั่นยิ่งชอบ ไอ้เขาก็ดันเผลอชะล่าใจ สู้กันไปมาสักพัก เขาพลาดท่าโดนหมอนั่นเตะจนเสียหลักล้มลง ไม่ทันลุกขึ้น หมอนั่นตวัดขาคร่อมอยู่บนตัว เงื้อเจ้าทอนฟาสุดมือ การจะพลิกหลบหรือซัดกลับให้คนด้านบนหงายหลังไม่ยากนักหรอก แต่ในหัวตอนนั้นน่ะซิ..ดันไพล่ไปคิดถึงตอนทำเรื่องอย่างว่ากัน เลยไม่อยากขัดขืน อยากให้หมอนั่นอยู่บนตัวนาน หมอนั่นคงรู้ตัว เห็นหน้าแดงก่ำ แต่เพียงแว่บเดียวเท่านั้นแหละ เจ้าอาวุธมหาประลัยก็ฟาดใส่หน้าเขาเต็มรัก ยังดีโดนแค่เฉียด จากนั้นหมอนั่นก็สะบัดหน้าลุกหนี ไม่ลุกเปล่ากระทืบซ้ำอีกต่างหาก..ซวยจริง
 
 
"ฉันก็ทำตามเจ้าชามาลบอกสารพัดวิธีแล้ว ไม่เห็นได้ผลสักนิด" คนรูปหล่อบ่นงึำมงำ ควงสาวมานัก ไม่เคยต้องยุ่งยากอะไรขนาดนี้ โรมาริโอ้มองขำ บอสนะบอส ของง่ายๆ กลับมองข้าม
 
"อยากได้หัวใจเขาก็ต้องเอาหัวใจเราแลกมาสิครับ บอส กฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม" คนสนิทแนะนำ ด้วยประโยคเด็ดจากอนิเมะดังที่เพิ่งดูมา
 
............................................
 
 
(ข้อสาม -----แสดงความจริงใจ ให้เกียรติและยกย่องอีกฝ่าย)
 
 
วันนี้มีงานเลี้ยงสำคัญ ของบรรดาบอสมาเฟียและผู้นำระดับสูง บอสหนุ่มถือโอกาสนี้พาเคียวยะไปเป็นคู่(เปิดตัวว่างั้นเถอะ) ถึงจะรู้อีกฝ่ายไม่ชอบออกงาน หรือไปยังที่ที่มีคนพลุกพล่าน แต่งานนี้แหละเคียวยะจะได้เข้าใจเสียทีว่าตัวเขายกย่องให้เคียวยะเป็นคนพิเศษ ดีโน่นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
 
เพียงไม่นานคนชอบอยู่คนเดียวก็ขอตัวออกไปสูดอากาสบริเวณระเบียงด้านนอก ทิ้งให้บอสหนุ่มทักทายคนอื่นตามลำพัง ยังไม่ทันไรอารมณ์ชื่นบานของบอสคาบัคโรเน่ก็มีอันจบลง เมื่อสายตาเหลือบเห็นบอสวองโกเล่ผละจากคู่ควงที่มาด้วย เดินตรงรี่ไปหาผู้พิทักษ์เมฆายังด้านนอกระเบียง ภาพนั้นจุดประกายโทสะอย่างแรง
 
"สบายดีหรือเปล่าครับ คุณฮิบาริ"
 
อีกฝ่ายพยักหน้ารับแกนๆ หากคนกำลังหึงหูตามัวเห็นเป็นการหยอกล้อกัน ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดีโน่รีบขอตัวจากคู่สนทนา
 
"คุณดูซีดเซียวลง เขาใช้งานคุณมากหรือครับ" สีหน้าเป็นห่วงของบอสวองโกเล่ ยามพิศหน้าผู้พิทักษ์เมฆา ยื่นมือจะแตะแก้มนวล หากเงาสูงใหญ่วูบมาจากด้านหลังกระชากร่างบางให้พ้นมือนั้น ฉุดดึงมาอยู่ชิดข้างตัวโดยไม่สนใจสายตาโกรธจัดของคนถูกดึง
 
"อย่ามาแตะต้องของๆ ฉัน" เสียงเย็นชาเอ่ยชัด
 
ซาวะดะ สึนะโยชิ เลิกคิ้ว จุดยิ้มมุมปาก เอ่ยทวนคำพูดนั้นช้าๆ "ของคุณ? เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ...เวลาของคุณมีถึงแค่วันนี้เท่านั้น พรุ่งนี้พบกันนะครับ คุณฮิบาริ" คนพูดผงกศีรษะอำลา ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งรอยยิ้มหยันและเสียงหัวเราะเย้ยให้เสียดแทงใจดำบอสหนุ่มจนอยากจะซัดหน้าเจ้าบอสรุ่นน้องให้คว่ำอยู่ตรงนั้น
 
 "ปล่อย" คนตัวเล็กเค้นเสียง พยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ามือใหญ่กลับยิ่งจับแน่น คำเย้ยหยันก้องเต็มสองหู ตอกย้ำชัดเจน วันนี้แล้วสิ..วันสุดท้ายของกำหนดหนึ่งเดือน ดีโน่ขบกรามแน่น กระชากแขนผู้พิทักษ์เมฆาพาออกจากงาน ไม่สนใจสายตารอบข้างที่มองอย่างแปลกใจ เค้นเสียง "กลับเดี๋ยวนี้"
 
 
โรมาริโอ้เหลือบมองกระจกหลังหนักใจ บรรยากาศในรถมาคุจนแทบไม่กล้าหายใจ ทั้งสองคนนั่งนิ่งไม่พูดจา สีหน้าแต่ละคนเปี่ยมด้วยโทสะคุกรุ่น คืนนี้ คฤหาสน์จะพังกี่แถบกัน โรมาริโอ้คิดในใจ
 
 
 
ทันทีที่รถจอดเทียบหน้าตึกใหญ่ บอสหนุ่มก็ผลักประตูรถโคม ก้าวลงโดยไม่รอให้ใครมาเปิด พร้อมกระชากข้อมืออีกคนให้ตามลงมา ฉุดลากพาขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว บรรดาลูกน้องยืนเรียงรายต่างก้มหน้านิ่ง ไม่รู้ไม่เห็นใดๆ ทั้งสิ้น
 
 
ร่างเล็กเซถลาตามแรงกระชาก ปลิวล้มลงบนเตียงใหญ่ ดีโน่โถมตัวทับ เขาจะไม่อดทนอีกต่อไป จะให้ค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างไร ในเมื่อพรุ่งนี้เคียวยะก็จะจากเขาไปแล้ว
 
มือใหญ่รวบข้อมือเล็กสองข้างกดลงบนเตียงไม่ให้ดิ้นหลุด ริมฝีปากร้อนซุกไซ้ซอกคอ ไล่ขบเม้มผิวเนื้อเนียนนุ่มจนปรากฏรอยแดงช้ำ อีกมือหนึ่งฉีกทึ้งเสื้อผ้าคนด้านล่างอย่างรุนแรง ความปรารถนาที่ซ่อนไว้ผสานกับความโกรธเกรี้ยวกลายเป็นความบ้าคลั่งร้อนแรง อยากจะหยุดแต่ก็หยุดไม่ได้....ฉันต้องการนายเหลือเกิน เคียวยะ..
 
อาการนิ่งเงียบ ไม่ขัดขืนของร่างเล็ก กระตุ้นเตือนให้บอสหนุ่มฉุกคิดถึงความผิดปกติ เขายันกายเงยหน้ามองเห็นใบหน้าเล็กแม้จะซีดเผือดแต่เชิดขึ้นไม่ยอมแพ้ เส้นผมสีดำยุ่งเหยิง เจ้าตัวปิดตาแน่น ขบริมฝีปากอย่างแรงจนเลือดซึมไม่ยอมให้มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมา..ดีโน่ใจหายวาบ ชะงักการกระทำทุกอย่าง
 
"โธ่เ้ว้ย..ให้ตายสิ" บอสหนุ่มผละตัวออกจากร่างเล็กที่นอนแน่นิ่งเป็นหุ่นพร้อมตะโกนลั่นเจ็บใจ กำหมัดแน่นต่อยโครมกับที่นอนระบายความโมโห เขาต้องเป็นบ้าแน่ ถึงจะต้องการมากแค่ไหน แต่ไม่อยากเห็นคนๆ นี้เจ็บช้ำและเกลียดชังตนเองมากไปกว่านี้
 
เปลือกตาบางลืมขึ้นช้าๆ เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักที่ทาบทับบนตัวหายไป มือใหญ่ช่วยพยุงให้ลุกนั่ง พลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ปัดเส้นผมยุ่งเหยิงให้เข้ารูป ลูบไล้แก้มบางอย่างทะนุถนอม แววตาเสียใจฉายชัด พึมพำเบาๆ "ขอโทษนะ เคียวยะ" ก่อนจะลุกขึ้นยืน ถอนหายใจยาว สาวเท้าพาตัวก้าวเดินยังประตูห้อง
 
ฮิบาริมองการกระทำของอีกฝ่ายเงียบๆ
 
"นายต้องการอะไรกันแน่ ถึงเอาตัวฉันไว้" ฮิบาริตัดสินใจถาม ไม่เข้าเลยสักนิด บอสคาบัคโรเน่ต้องการสิ่งใด ทางวองโกเล่ได้เสนอค่าตอบแทนจำนวนมาก หรือหากต้องการเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจก็ได้ แต่ฝ่ายนี้กลับปฏิเสธ เพียรรั้งเขาไว้ให้อยู่ด้วยราวกับเป็นของเล่นส่วนตัว ฮิบาริถอนหายใจยาว เขาเกลียดการเล่นเกมบ้าๆ บอๆ เช่นนี้
 
"ฉันไม่ต้องการเป็นของเล่นของใคร หากต้องต้องการอะไรบอกมาตรงๆ ดีกว่า"
 
ดีโน่พรูลมหายใจ จะต้องทำหรืออธิบายอีกสักเท่าใด คนตรงหน้าจึงจะเข้าใจ ตลอดเวลาเขาพยายามมาแล้วทุกวิถีทาง แต่คนตรงหน้าไม่เข้าใจสักนิด
 
ใจแลกใจ..
 
 
 แกไม่บอกแล้วเขาจะรู้ได้ไง...
 
 
ถ้อยคำของคนสนิทและเพื่อนรักลอยแว่บในหัว...
 
 
"ฉันต้องการนาย"
 
คิ้วเรียวเลิกขึ้น ประโยคนั้นหมายความว่าอะไร แค่ต้องการมีความสัมพันธ์ทางร่างกายกับเขางั้นเหรอ? บอสหนุ่มเห็นสีหน้าคนฟังแล้วลอบถอนหายใจหนักกว่าเดิม จะร้องไห้หรือหัวเราะดี? พูดขนาดนี้ เมฆายังไม่เข้าใจอีก..เป็นไงเป็นกัน (ว่ะ)
 
"สิ่งเดียวที่ฉันต้องการคือ..หัวใจของฮิบาริ เคียวยะ"
 
"อ่ะ อะ..อะไรนะ?" เจ้าของชื่อตาเบิกกว้าง หลุดเสียงอุทาน คล้ายได้ยินเรื่องเหลือเชื่อ ทั้งงุนงง สับสน กว่าจะตั้งสติได้ ร่างสูงใหญ่่ของคนพูดประโยคนั้นก็ก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้า ดวงหน้าคมเข้มจริงจัง ทอดมองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างขมขื่น
 
"ทุกอย่างที่ฉันทำ ก็เพราะฉันรักนาย..นายอาจคิดว่าฉันโกหกหรือหลอกลวง จริงอยู่เราไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน นั่นเพราะนายไม่เคยสนใจฉันเลย.." น้ำเสียงอ้างว้าง กระทบใจคนฟังให้ปวดแปลบในอก
 
"ถึงกระนั้นฉันก็หลงรักนาย ตั้งแต่แรกเห็น วันที่นายเข้าพิธีรับตำแหน่งผู้พิทักษ์เมฆาของวองโกเล่ แต่ไม่ว่าฉันจะเพียรเข้าใกล้นายเท่าไร นายกลับไม่เคยมองหรือเห็นฉันในสายตาสักนิด จนวันที่ได้ช่วยนายไว้..นายอาจไม่เข้าใจ เพราะการกระทำของฉันคงทำให้นายโกรธ และเกลียดฉัน.." น้ำเสียงแหบแห้งราวทดท้อ มือใหญ่สั่นไหวลูบไล้แก้มนวลแผ่วเบา
 
"ได้โปรด บอกฉันเถิด ..ต้องทำอย่างไร นายถึงจะรักฉันบ้าง" ดวงตาคนพูดมีรอยเศร้า
 
ฮิบาริยืนนิ่ง หัวใจเต้นระรัวอย่างประหลาด พูดอะไรไม่ออก แม้จะคิดสมองยังมึนงงไปหมด ถ้อยคำที่คนตรงหน้าพร่างพรู ราวกับเข็มนับพันๆ เล่มแทงทะลุเกราะกำบังในหัวใจ จากเคยเข้มแข็งกลับอ่อนระรวยและสั่นไหวรุนแรง ริมฝีปากร้อนผ่าวแนบกระซิบข้างหู
 
 
"ฉันยินดีทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้หัวใจนายมาครอง เพราะฉันรักนายเหลือเกิน..เคียวยะ"
 
หัวใจคนฟังวาบหวิว น้ำเสียงมั่นคงหนักแน่นที่กลั่นมาจากหัวใจคนพูด ช่างอ่อนหวานหาใดเปรียบ ความอบอุ่นประหลาดแล่นเข้าจับใจอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน สายตาคมกล้าสีอำพันคู่นั้น ตรึงเขาให้หยุดนิ่ง ไม่กล้าขยับเขยื้อนกาย แม้ยามดวงหน้าคมเข้มโน้มต่ำลงมา..อ้อมกอดรั้งกายให้แนบชิดกัน ฮิบาริหลับตาลง เผยอเรียวปากต้อนรับจุมพิตร้อนที่อีกฝ่ายส่งให้ ความหวานดูดดื่มชักชวนให้ลุ่มหลงจนยากถอนตัว สองแขนยกโอบรอบไหล่กว้างอย่างลังเล โดยมีมือแกร่งประคองแผ่นหลังให้แตะผืนเตียงช้าๆ ความร้อนเร่าแผ่ซ่านครอบงำความเย็นชา แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นค่อยๆ หลอมละลายหัวใจสองดวงให้กลายเป็นดวงเดียวกัน...
 
 
.............................................
 
 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป//ขอบคุณที่อ่านค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 13 May 2012 19:58:46 by chaste-child

[KHR AuFic] Blue moon in Dark sky_6 จบ(D18)

posted on 08 May 2012 22:37 by chaste-child

 คำเตือน:  ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิควาย มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ควรพิจารณาให้ดี ก่อนตัดสินใจอ่าน

                 หากไม่ชอบใจ กรุณาปิดทันที อย่าอ่านต่อให้ระคายเคืองใจดีกว่าค่ะ

 

ขอบคุณจากใจจริงสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ สารภาพว่าแอบเกร็งแต่ซึ้งใจสุดๆ จะฮึดสู้เขียนให้รู้เรื่องกว่านี้^^"

...................................

 

Title:  Blue moon in Dark sky ตอน 6 (จบ)

Pairing:  D18 (Dtylx18)

 ....................................

 

 

ฮิบาริสูดลมหายใจยาว รับอากาศแสนบริสุทธิ์ยามเช้าเข้าปอดเต็มๆ ด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านเสียที หากไม่มีหมอนั่นเสียคน คนอย่างเขาไม่มีวันยอมนอนเฉยๆ เป็นคนไร้ประโยชน์อยู่โรงพยาบาล 3-4 วันอย่างนี้หรอก นัยน์ตาสีดำสนิทตวัดมองนาฬิกา จวนได้เวลาแล้วสิ..ตัดใจถอนสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คนสนิทเตรียมไว้ให้ ก่อนใครบางคนจะมา ใบหน้าเล็กแดงเรื่อ คิดถึงตอนมีหมอนั่นคอยดูแล ทำเหมือนเขาเป็นเด็กอย่างนั้นแหละ ทั้งป้อนข้าว ป้อนน้ำ จะลุกเดินไปไหนก็ตามประคอง แถมยังจะเช็ดตัวให้อีก..แผลผ่าตัดเล็กนิดเดียว ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตนักเลย เด็กหนุ่มค่อนขอดในใจ

 

แต่เอ๊ะ? แล้วทำไมฉันถึงต้องทำตามหมอนั่น?

 

ทำไมกัน?

 

ใจดวงน้อยวูบไหว เหมือนจะรู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ จะเพราะอะไรเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ เจ้านัยน์ตาสีอำพันแสนเศร้าคู่นั้นของหมอนั่น

 

ทุกครั้งที่สบตากันคล้ายโดนมนต์สะกดให้พูดไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้

 

ยามใดเห็นใบหน้าคมเข้มแย้มยิ้มเปล่งประกายราวกับมีความสุขนักหนา ถ้อยคำเอ่ยไล่ก็ถูกกลืนกลับลงคอร่ำไป

 

แถมชายหนุ่มมักชอบเล่าเรื่องราวสารพัดเกี่ยวกับพี่ชายและดีโน่ให้ฟัง ในแง่มุมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน

 

ทำให้เผลอตั้งใจฟัง จนแทบกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เฝ้ารอ สร้างความเคยชินและใกล้ชิดอย่างไม่รู้ตัว

 

สุดท้ายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อดีโน่คนที่เคยเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ เอ่ยปาก

 

"ไปอิตาลีด้วยกันไหม..เคียวยะ"

 

พอเห็นเขาทำหน้าสงสัยระคนแปลกใจ เจ้าตัวคนถามก็หัวเราะ "ฉันไม่เอาเธอไปขายหรอกน่า"

 

และตามด้วยอีกหลายประโยคถัดมา ล้วนจูงใจเขาทั้งสิ้น

 

"เธอไม่อยากไปเยี่ยมน้องชายฉันสักครั้งเหรอ?" หรือ "ไม่อยากรู้หรือว่าพี่เธออยู่ยังไง"

 

"หมอบอกหลังจากนี้เธอควรพักผ่อนให้มากๆ หยุดพักงานสักระยะ จะได้ไม่เครียดหรือคิดมาก ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน.."

 

"อย่างน้อยก็ไปจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ทางโน้นที่เกี่ยวกับเธอให้เรียบร้อย"

 

.........................

 

หมอนั่นตั้งใจชวนจริงหรือชวนเล่นกันนะ  ใจหนึ่งอยากตอบตกลง แต่อีกใจก็อดระแวงไม่ได้ ทว่าลึกๆ แล้ว ความอยากไปมีมากกว่าโข ยิ่งได้ยินจากปากคนชวน

 

"น้องชายฉันคงดีใจมาก หากเธอไป..ตอนมีชีวิตอยู่เจ้านั่นพูดเสมอว่าอยากพาเธอมาอิตาลีสักครั้ง.." 

 

เด็กหนุ่มกำมือแน่น ทอดถอนใจ..ทำไมจะไม่อยากไปกันเล่า..

 

หลังดีโน่เสียชีวิต หมอนั่นไม่ยอมให้เขาร่วมพิธี แม้จะขอวางดอกไม้สักช่อ..ก็ไม่ยอม

แล้วก็นำร่างดีโน่กลับอิตาลีทันที

 

เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลา..

 

ไม่มีโอกาสพูดในสิ่งที่อยากพูด..

 

ไม่มีโอกาสขอโทษในสิ่งที่แล้วมา..

 

เขาอยากจะได้โอกาสนั้น..อีกสักครั้ง

 

เพียงแต่..เจ้าความกังวลลึกๆ ภายในใจ มันคืออะไรนะ..

 

..........................

 

" ขอโทษนะ สัญญาไว้แท้ๆ ว่าจะมาแต่เช้า พอดีมีปัญหานิดหน่อย" ดีโน่อธิบายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เจ้าตัวมาถึงโรงพยาบาลเกือบบ่ายสอง งานทางอิตาลีเกิดปัญหา ทำให้ต้องเร่งจัดการ กว่าจะเสร็จก็ปาไปครึ่งวัน ยังดีที่ฮิบาริไม่ออกโรงพยาบาลไปก่อน

 

"ช่างเถอะ ผมไปได้หรือยัง" ฮิบาริถาม พอเขาพยักหน้า เด็กหนุ่มก็เดินออกจากห้อง

 

 ตลอดทางในรถ ไม่มีใครชวนใครสนทนา ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง

 

ดี โน่เหลือบมองคนข้างตัวอย่างไตร่ตรอง เขาไม่อยากทิ้งเด็กหนุ่มไว้ตามลำพัง แต่งานทางโน้นก็ดันเกิดปัญหา และรอเขาไปจัดการ คงต้องกลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ เขาเอ่ยปากชวนเด็กหนุ่มไปด้วยกันหลายครั้ง แต่เจ้าตัวไม่ยอมตอบอะไร หรือแสดงท่าทางสนใจแต่อย่างใด..จะทำยังไงดี?

 

ฮิบาริทอดสายมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ แต่ในหัวกลับครุ่นคิดสงสัยตัวเอง ทำไมเขาต้องรอคนๆ นี้..

 

กะอีแค่ออกจากโรงพยาบาล ทุกครั้งจะเข้าหรือออก อาการหนักกว่านี้ก็เคย ไม่เห็นต้องรอใครมาส่งมารับ โรงพยาบาลนี้อยู่ในเครือยามาโมโตะกรุ๊ป เจ้าหน้าที่ หมอรู้จักเขาดี ข้าวของต่างๆ พวกลูกน้องก็จัดการให้ รถโรงพยาบาลก็มี หรือถ้าบอกยามาโมโตะๆ ก็คงรีบมา..แต่เขากลับ ทนรอจนหมอนั่นมา..นี่มันบ้าชัดๆ

 

เมื่อมาถึงบ้าน ดีโน่เดินตามเด็กหนุ่มเจ้าของบ้านมาติดๆ 

 

" บ้านหลังนั้นฉันให้ช่างซ่อม คงอีกหลายเดือนกว่าจะเสร็จ เธออยู่ตรงนี้คงไม่สะดวก ไหนจะเสียงดัง ไหนจะคนงาน.. ไปอยู่กับฉันก่อนไหม?" บอสหนุ่มตะล่อม บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมอยากให้อีกฝ่ายอยู่ด้วยเหลือเกิน คงเป็นเพราะตัวเองเคยทำแต่เรื่องเลวร้ายเลยอยากแก้ตัว อยากชดเชยให้เด็กคนนั้นกระมั้ง?..ดีโน่บอกตัวเอง

 

ฮิบารินิ่งชั่วครู่ ตอบเบา "คุณไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นก็ได้ แล้วถ้าผมต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ทางยามาโมโตะมีบ้านพักสำรองให้อยู่แล้ว"

 

ดีโน่หน้าตึง กำลังอารมณ์ดีอยู่เชียว ได้ยินชื่อนี้แล้วฉุนติดหมัด สวัสดิการครอบจักรวาลจริงนะเฟ้ย!

 

"จริงอยู่ ฉันอยากแก้ตัวเรื่องเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ แต่แค่ซ่อมบ้านหรือต่อให้สร้างใหม่ทั้งหลัง ก็คงไม่สามารถชดเชยความเลวที่ฉันไว้กับเธอได้หรอก.." น้ำเสียงเหนื่อยล้าคล้ายคนพูดหมดกำลังใจ พาให้คนฟังหน้าเสีย

 

"เอ่อ..ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ" ฮิบาริลนลานแก้คำพูด เขาไม่อยากเห็นใบหน้านี้เศร้าหมอง

 

"งั้นเธอยินดีให้โอกาสฉันแก้ตัวสินะ.."

 

คนถูกถามพยักหน้าทันทีโดยไม่คิดอะไร

 

บอสหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง ตวัดสองแขนโอบรั้งร่างเล็กสู่อ้อมกอดแข็งแรงโดยไม่ให้ตั้งตัว ฮิบาริตัวแข็งทื่อยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกในอ้อมกอดนั้น

 

"ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ เคียวยะ" เสียงอ่อนโยนพึมพำซ้ำไปมาให้ได้ยินข้างหู

 

 .....................

 

เด็กหนุ่มจำไม่ได้ คนตัวสูงใหญ่กลับไปตั้งแต่เมื่อไร หรือพูดคุยอะไรกันบ้าง แม้แต่อาหารเย็นที่รับประทานร่วมกัน เขาก็นึกไม่ออกเสียงั้นว่าตนเองได้ทานอะไร..ทุกอย่างในความทรงจำ ราวกับจะหยุดนิ่งแค่เพียงคำพูดสุดท้ายที่อีกฝ่ายกระซิบข้างหูตอนอยู่ในอัอ มกอดแสนอบอุ่นนั้น....

 

...........................

 

 

ถึงจะไม่ชอบหน้าแค่ไหนก็ตาม แต่ยามาโมโตะ ทาเคชิ ก็ต้องขอบคุณบอสหนุ่มแห่งคาบัคโรเน่ในใจ ที่ทำให้ฮิบาริยอมอยู่บ้านเฉยๆ ได้ เพราะลำพังเขาหรือคุซาคาเบะคงบอกให้ฮิบาริหยุดงานไม่ได้แน่ ก่อนหน้านั้นคุณหมอที่รักษาฮิบาริได้เตือนเขาให้ดูแลฮิบาริให้ดี เพราะจากภาพสแกน บ่งบอกแผลในกระเพาะนั้นสะสมมานาน ไม่น่าเชื่อจะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้ หากไม่ระวัง แผลนั้นอาจบานปลายและกลายเป็นเนื้อร้ายได้

 

ทายาทหนุ่มนักธุรกิจฟังคำบอกเล่าจากคนสนิท ของเพื่อนด้วยความแปลกใจ คุซาคาเบะบอก คุณเคียวไม่ค่อยต่อต้านคุณดีโน่เหมือนเดิมแล้ว คุณดีโน่เองก็คอยดูแลคุณเคียว โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน บางทีก็พาออกไปข้างนอก ดูเหมือนต่างคนจะไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ให้หมางใจกัน

 

ถึงกระนั้น ยามาโมโตะซึ่งรู้นิสัยเพื่อนดี อดเป็นห่วงไม่ได้..เขาพอจะรู้จักคุณดีโน่คนน้องว่าเป็นคนสำคัญของฮิบาริ แต่คนนั้นตายไปแล้ว คนที่อยู่ต่อหน้าตอนนี้เป็นคนละคนกัน เขาไม่อยากเห็นเพื่อนหลอกตัวเอง ไม่อยากเห็นเพื่อนผิดหวัง หรือเจ็บปวดเหมือนคราวก่อน บอกตามตรง เขาไม่เคยไว้ใจเจ้าบอสหัวทองคนนี้เลยสักนิด

 

 

"นายว่าอะไรน๊ะ" ยามาโมโตะตะโกนลั่น ฮิบาริขมวดคิ้ว อยู่กันสองคนจะตะโกนเสียงดังทำไม

 

"นายคิดยังไง ถ้าฉันจะไปอิตาลี ฉันอยากไปเยี่ยมสุสานของดีโน่สักครั้ง.." น้ำเสียงลังเลไม่แน่ใจ

 

"กับหมอนั่นเหรอ?" เพื่อนสนิทถาม พลางจ้องหน้ารอคำตอบ ฮิบาริพยักหน้าช้าๆ

 

ยามาโมโตะมองคนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด เขาควรจะตอบอะไรดี..น้อยครั้งที่ฮิบาริจะถามขอความเห็นจากเขา

 

เรื่อง เยี่ยมสุสานคุณดีโน่ เขารู้ดีว่าฮิบาริอยากไปมากแค่ไหน ตอนเกิดเรื่อง ครอบครัวคาบัคโรเน่จัดพิธีศพอย่างเร่งด่วนพอเป็นพิธีที่ญี่ปุ่น และนำร่างคุณดีโน่กลับอิตาลีอีกวันถัดไปทันที ฮิบาริไม่มีโอกาสได้ร่วมงาน เจ้าตัวเสียใจมากแทบขาดใจ หลังจากนั้น เขาพยายามเพียรหาทางช่วยเพื่อน โดยลองสอบถามกับบอสวองโกเล่ที่รู้จักมักคุ้นกัน ทางนั้นตอบเพียง คาบัคโรเน่เป็นตระกูลใหญ่ มีสุสานประจำตระกูล ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปได้ง่ายๆ เลิกฝันเรื่องแอบเข้าไปได้เลย เพราะมีคนเฝ้าตลอดเวลา ซ้ำร้ายเวลานี้บอสคาบัคโรเน่อารมณ์ร้ายสุดๆ อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า บอสหนุ่มแห่งวองโกเล่เตือนราวกับรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร

 

"นายตัดสินใจเองเถอะ ฮิบาริ..ฉันคงช่วยคิดแทนนายไม่ได้ แต่อย่าลืมซะล่ะว่านายคือ ฮิบาริ เคียวยะคนน้อง และหมอนั่นก็ไม่ใช่คุณดีโน่ของนาย ก่อนจะตัดสินใจ ถามตัวเองและตอบให้ได้ก่อน นายต้องการจะไปเพื่ออะไรกันแน่?.." น้ำเสียงจริงจังของยามาโมโตะ ชัดเจนทุกถ้อยคำ ฮิบาริหลุบตาลง

 

"ขอบใจ" พึมพำเบา

 

ยามาโมโตะหัวเราะเสียงแปร่ง "เอาน่า..ยังไงฉันก็เป็นเพื่อนนายเสมอ"

 

คนพูดฝืนส่งยิ้มให้เพื่อน เสียงหัวเราะแผ่วจางลง มือใหญ่ยกถ้วยน้ำชาซึ่งบัดนี้เย็นชืดจรดริมฝีปาก ปล่อยให้น้ำสีเขียวเข้มไหลรินลงสู่ลำคอ แปลกจังแฮ่ะ วันนี้ชาเขียวชั้นดีกลับไม่มีรสชาติอะไรเลย ต่อมรับรู้รสคงเสีย ไม่ก็ความรู้สึกของเขาด้านชาแล้วกระมั้ง? ยามาโมโตะบอกตัวเอง

 

..........................

 

 

วันถัดมา ดีโน่นั่งมองเด็กหนุ่มเงียบๆ เขาเอาแบบแปลนซ่อมแซมบ้านมาให้ดู เผื่อต้องการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข แต่ทว่าเจ้าของบ้านดูจะไม่สนใจเลย ชำเลืองมองแบบแปลนเพียงผ่านตาแล้วบอกตามใจเขา

 

"บ้านหลังนี้เป็นบ้านของแม่เธอไม่ใช่หรือ เธอควรจะใส่ใจมัน..เคียวยะเองก็พยายามอย่างมากเพื่อจะรักษามันไว้ให้เธอ" ดีโน่พูด ตามที่ได้ยินมา หลายวันมานี่คุซาคาเบะยอมเล่าเรื่องของเจ้านายให้ฟังทีละนิด ทีละหน่อย บอสหนุ่มนึกเข่นเขี้ยวในใจ มีโอกาสเมื่อไรจะลากคอเจ้าคนผมทรงนักเลงนี่ไปให้อิวานจัดการ จะได้รู้เรื่องทั้งหมดในคราเดียว.. 

 

ฮิบาริมองเหม่อยังสวนดอกไม้เล็กๆ ด้านนอก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

"พี่กับผมเคยสัญญากันไว้ ถ้าได้บ้านหลังนั้นกลับมา เราจะอยู่้ด้วยกัน..ตอนนี้ ไ่ม่มีพี่แล้ว บ้านหลังนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม"

 

ดีโน่กลืนความรู้สึกต่างๆ ลงคออย่างยากเย็น เหลือบมองเสี้ยวหน้าขาวบาง ตัวแค่นี้ต้องแบกรับอะไรต่ออะไรมามากขนาดไหนกัน..หยดน้ำหยดเล็กรินไหลลงมา เป็นสายจากปลายหางตา เขาเอื้อมมือแตะเช็ดให้อย่างเบามือ นัยน์ตาสีดำสนิทเงยมองสบตา ช่างเหมือนกับวันแรกที่เขาพบกับเคียวยะ......โดยไม่รู้ตัวดีโน่โน้มริมฝีปาก เข้าใกล้แตะหยดน้ำตานั้นบางเบา

 

เด็กหนุ่มเบิกตากว้างรีบก้มหน้างุดคล้าย ตกใจ มือใหญ่เชยคางเรียวเล็กขึ้น เคลื่อนริมฝีปากไปตามเปลือกตา พวงแก้ม ฮิบาริหลับตาแน่น หน้าแดงก่ำ เจ้าตัวพยายามเอามือยันแผ่นอกเขาไว้

 

"..ผม..ไม่ใช่..พี่.." เสียงสั่นเครือกระซิบ

 

ดีโน่นิ่งอึ้ง ผละริมฝีปากออกมา สูดลมหายใจยาว พรูออกช้าๆ นัยน์ตาสีอำพันฉายแววเสียใจ

 

"ขอโทษที่ทำให้เธอต้องร้องไห้"

 

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะไปมาเชิงไม่เป็นไร ดีโน่ลุกขึ้นยืน

 

"เธอพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะมาเยี่ยมใหม่"

 

ฮิบาริมองตามแผ่นหลังใหญ่เดินจากไป ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ร่างกายร้อนผ่าวราวจับไข้ ทว่าในใจอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

...................................

 

 

เสียงหัวเราะครื้นเครงจากด้านใน พาให้บอสหนุ่มคิ้วขมวด เร่งสาวเท้าก้าวตามเสียง อารมณ์หงุดหงิดก่อตัว ทันทีที่เปิดประตูเห็นเด็กน้อยของตนทอดยิ้มจาง ใกล้ๆ มีหนุ่มผมดำนั่งหัวเราะอารมณ์ดี

 

"ท่าทางจะหายดีแล้วสินะ" ทักเสียงห้วน ฮิบาริหันมองแปลกใจ โมโหอะไรมาอีกล่ะ?

 

ยามาโมโตะ ทาเคชิ เงยหน้ามองคนมาใหม่ รอยยิ้มเป็นมิตรส่งออก แววตาขบขันส่องประกายระยิบระยับ

 

"ฮ่า ฮ่า คุณดีโน่นี่เอง มาทานซูชิด้วยกันสิครับ พ่อผมทำสุดฝีมือเลยน๊ะ นานปีทีหนพ่อจะมีเวลา"

 

"ไม่ล่ะ เชิญพวกนายตามสบาย"

 

หนุ่มใหญ่ยืนฮึดฮัดสักพัก รู้สึกราวกับตัวเองเป็นส่วนเกิน แต่ครั้นจะปล่อยให้สองคนนี้อยู่ตามลำพัง ก็ไม่ไว้ใจ นึกหมั่นไส้เจ้าของห้อง เวลาเขามาเยี่ยมแต่ละที ทำท่าเหมือนไม่อยากพูดอยากจา แต่พอเจ้าหัวดำมา กลับลุกขึ้นนั่งต้อนรับเป็นดิบดี บอสหนุ่ม(ใหญ่) จำใจทิ้งตัวนั่งริมระเบียงอย่างขัดใจ นิ่งฟังการสนทนาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

 

"น่าเสียดายจังครับ ที่คุณดีโน่ไม่ขายบ้านหลังนั้นแล้ว ผมอุตส่าห์ตั้งใจจะซื้อแท้ๆ"

 

ดีโน่สะกดกลั้นความโมโห จะตอกย้ำอะไรหนักหนาฟร่ะ ลอบมองเคียวยะ ค่อยโล่งใจเมื่ออีกฝ่ายไม่แสดงอาการใดนอกจากนิ่งเฉย

 

"ฉันบอกนายแล้ว ฉันกำลังให้ช่างซ่อมแซมอยู่ เสร็จเมื่อไรก็จะคืนให้กับเคียวยะ"

 

"นายจะเอาบ้านหลังนั้นไปทำอะไร?" ฮิบาริถามเพื่อนอย่างสงสัย บ้านของยามาโมโตะเองก็เป็นเรือนญี่ปุ่น ซ้ำยังใหญ่พอๆ กัน

 

"ก็แหม..เสียดายน่ะ หากบ้านญี่ปุ่นแท้ของเราต้องตกอยู่ในมือพวกคนต่างชาติที่ไม่รู้คุณค่าของ ศิลปะ หรือโดนเอาไปปู้ยี้ปู้ยำแล้วทิ้งขว้าง..อีกอย่างฉันก็คิดอยากเอามาทำโรงฝึก ดาบ เผื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ คอยดูแลนายไง"

 

หนอยไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม..ดีโน่ อยากจะลุกขึ้นซัดหน้าเจ้าหนุ่มญี่ปุ่น รักชาติจ๋านั่นเสียเหลือเกิน แต่ขืนทำคงกลายเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก

 

"หึ หึ ยามาโมโตะกรุ๊ปของนายก็ออกจะกว้างขวาง หากตั้งใจหาสถานที่ทำโรงฝึกจริง คงไม่ยากเกินไป ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องมาเอาบ้านที่เจ้าของยังอยู่"

 

นัยน์ตาสองคู่สบกันอย่างมีนัย ยามาโมโตะหัวเราะลั่น

 

"นั่นสิครับ..แต่สถานที่บางแห่งก็มีอะไร ดึงดูดใจจนไม่อยากหาที่อื่นแทน แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่เปลี่ยนใจง่ายด้วย หรือคุณดีโน่เป็นคนเปลี่ยนใจง่าย พร้อมจะหาของใหม่มาแทนของเก่าได้ตลอดเวลา.." 

 

"นายเข้าใจผิดแล้ว สำหรับฉัน ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มีคุณค่าเหมือนกัน" น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยชัดเจน

 

ยามาโมโตะเหยียดยิ้ม ไม่ทันเอ่ยปากต่อคำ บานประตูห้องก็ถูกเลืื่อนเปิดออกอย่างแรง

 

"เฮ้ย..ได้เวลาแล้ว แกมีประชุมตอนบ่ายนะเว้ย" เสียงห้วนดังลั่น ไม่เกรงใจใคร

 

ร่างเด็กหนุ่มผมสีเงินยืนหน้าบูดบึ้ง จ้องยามาโมโตะด้วยแววตาไม่สบอารมณ์

 

คนถูกตามตัวส่งยิ้มให้คนหน้าบูด ก่อนจะหันมายิ้มอ่อยๆ ให้เจ้าของห้อง

 

"ว้า เสียดายจัง งั้นวันนี้ฉันคงต้องกลับก่อน.." เ้จ้าตัวยันกายลุกขึ้น โน้มตัวกระซิบข้างหูคนป่วย

 

"อย่าเพิ่งรีบหายล่ะ ฉันอยากมาเยี่ยมนายทุกวัน"

 

ฮิบาริเอื้อมหยิบทอนฟา "งั้นนายมาป่วยเองแล้วกัน"

 

ยามาโมโตะสปริงตัวหลบว่องไว หัวเราะร่าประสาคนอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตสีหน้าอยากฆ่าคนและท่าทางหงุดหงิดของอีกสองคนในห้องที่จ้อง เขม็งอยู่

 

"พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่น๊ะ บ๊าย บาย" มือใหญ่โบกร่าเริง

 

"แกไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะเฟ้ย.." เสียงงึมงำจากคนเดินตามหลังมา

 

"เอาน่า เอาน่า โกคุเดระก็..จัดเวลาให้ฉันแว่บมาสักนิดนะ ไม่งั้นฮิบาริเหงาแย่" คนพูดๆ พลางยกมือโอบไหล่ผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเลขาฯ ส่วนตัว พาเดินคู่กันออกจากห้อง หนุ่มผมเงินก้มหน้างุด ซ่อนหน้าแดงเรื่อของตน ขมุบขมิบปากก่นด่าคนข้างตัวในใจ

 

"ฮึ  ไอ้งั่งเอ๊ย..แกตาบอดหรือไง ถึงไม่เห็นไอ้หัวทองนั่นมันมาเฝ้าทุกวี่ทุกวัน แล้วยังงี้ไอ้บ้านั่นมันจะเหงาได้ไง"

 .........................

 

บรรยากาศ ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ เมื่อเหลือกันเพียงสองคน ดีโน่จับตามองเด็กหนุ่มเจ้าของห้องนั่งทานซูชิเงียบๆ ราวกับอยู่คนเดียว อย่างขัดใจ ไม่เห็นหรือไงว่าเขานั่งหัวโด่อยู่เนี่ย จะทักทายหรือคุยกัน มันลำบากใจนักหรือ ทีเมื่อกี้ล่ะยิ้มแป้นคุยจ้อกับเจ้าผมดำ พอเหลือแต่เขากลับทำไม่สนใจเอาแต่นั่งจ้องเจ้าซูชิถาดยักษ์อยู่ได้..คนตัวโต เริ่มคิดมาก ที่ผ่านมานึกว่าเข้าใจกันดีแล้วเสียอีก..ที่ไหนได้ คงรังเกียจเขามากสินะ..หนุ่มใหญ่พาลน้อยใจ ไหนจะอารมณ์ค้างจากเรื่องตำตาตำใจเมื่อกี้ ความขุ่นมัวในใจทำให้เผลอหลุดปาก

 

"อีกสองวัน ฉันจะกลับอิตาลี ถ้าเธออยากไปด้วยก็ไป ถ้าไม่อยากไปก็ตามใจ"

 

ฮิบาริเงยหน้าตกใจ พูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินปึงปังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

ใจดวงน้อยสั่นระริก โดนโกรธด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสักนิด หรือจะเป็นเรื่องวันก่อน ใบหน้าเล็กร้อนผ่าว นึกถึงสัมผัสนุ่มนวลอ่อนโยนครานั้น..

 

คุณคงรังเกียจผม เพราะผมไม่ใช่พี่..

 

นัยน์ตาสีดำสลดวูบ

 

ทำไมหัวใจถึงไ้ด้เจ็บอย่างนี้...

 

 

................

 

 

 

ณ สนามบินนามิโมริ

 

ดีโน่เหลือบมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ถอนหายใจฮึดฮัด..นี่จะไม่ไปด้วยกันหรือไง เจ้าเด็กบ้านั่น! จ้างให้ฉันก็ไม่ง้อเด็ดขาด คอยดูเถอะ ถึงเวลาเมื่อไร ฉันจะเดินขึ้นเครื่องไม่เหลียวกลับมาอีกแน่

 

"เอ่อ..คุณเคียวยะไม่ไปด้วยเหรอครับ บอส" เสียงคนสนิทถาม เล่นเอาบอสหนุ่่มหน้าตึง

 

 "ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า ชวนก็ชวนแล้ว ตั๋วก็เตรียมให้พร้อม รายละเอียดก็บอกเสร็จสรรพ จะต้องให้ฉันไปอุ้มมาด้วยหรือไง.." น้ำเสียงหงุดหงิดแกมประชดประชันของบอส ทำให้โรมาริโอ้กลั้นยิ้ม

 

"แล้วบอสชวนยังไงล่ะครับ"

 

คนอารมณ์ไม่ดีตวัดสายตามองคนถาม ตอบเสียงห้วน  "ก็แค่..อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ตามใจ"

 

โรมาริโอ้อ้าปากค้าง อยากเอาหัวโขกกำแพงเหลือเกิน นั่นน่ะหรือที่บอสเรียกว่า ชวน ขืนบอสไม่พูดอะไรให้ชัดเจน คุณเคียวยะไม่มีทางมาเด็ดขาด

 

"หนอย..ให้ตายสิ เจ้าเด็กบ้า" บอสหนุ่มคำรามลั่น เมื่อได้ยินเสียงเรียกประกาศให้ขึ้นเครื่องได้ เจ้าตัวหันกลับย้อนไปทางประตูทางออกอีกด้าน

 

คนสนิทหัวเราะก๊าก รีบกดโทรศัพท์เรียกคนรถให้เอารถมารับบอส นึกแล้วไม่ผิด คราวนี้บอสไม่ยอมกลับไปมือเปล่าแน่..

 

......................

 

 

ฮิบาริมองตั๋วเครื่องบินในมืออย่างชั่งใจ แน่นอนเขาอยากไปอิตาลี อยากไปเยี่ยมสุสานดีโน่สักครั้ง ดอกเดซี่สีเหลืองที่เพียรปลูก เฝ้าทะนุถนอมมานานหลายปี สีเหลืองอร่ามของมันชวนให้ระลึกถึงเจ้าของใบหน้าสดใส ผู้มีเส้นผมสีทองอร่าม และรอยยิ้มสดใสที่คอยเป็นกำลังใจให้เขามาตลอด..

 

เขาจะเอาดอกไม้นี้ไปฝาก..ให้ดีโน่เห็นและรู้ว่า เขายังรักษาสัญญาเสมอ--สัญญาจะรักษาดอกไม้เหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป

 

" เวลาฉันกลับอิตาลี เคียวยะช่วยดูแลเจ้าดอกไม้พวกนี้นะ สีเหลืองสดใสของมันจะได้เตือนเคียวยะให้คิดถึงฉันไง เหมือนฉันยังอยู่กับเคียวยะตลอดเวลา...."

 

แม้เขาจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็แอบดูแลดอกไม้พวกนี้ไม่เคยห่าง ถึงรุ่นหนึ่งจะเหี่ยวแห้งไป เขาก็จะหารุ่นใหม่มาปลูกทดแทน ให้สีเหลืองสดใสของมันคงอยู่ในสวน ไม่มีวันโรยรา...

 

ฮิบาริหลับตาลง คิดถึงภาพวันเก่าๆ ที่เคยมีดีโน่อยู่เคียงข้าง ไม่ทันไร ใบหน้าของคนผมทองอีกคนกลับโผล่ซ้อนมาในความคิด สัมผัสอบอุ่นที่ได้รับยังคงตราตรึง เจ้าตัวลืมตาพรวด รู้สึกถึงหัวใจเต้นแรงผิดปกติ

 

ใบหน้าเล็กสลดลง ความสับสนในใจตีกันวุ่นวาย  เช่นนี้แล้วเขาจะไปอิตาลีกับคนนั้นได้อย่างไร

 

คนๆ นั้น มองเห็นเขาเป็นใคร..ฮิบาริ เคียวยะ หรือ เป็นตัวแทนของพี่กันแน่..

แล้วตัวเขาเอง มองเห็นคนนั้นเป็นใคร?...

 

 .............................................

 

 

...............................

 

 

"จะไปไหน"

 

" เอ่๋? คุณ? ทำไม?" เด็กหนุ่มชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากบ้าน เงาสูงของคนยืนรออยู่หน้าบ้าน เดินเข้ามาใกล้ ดีโน่มองเด็กหนุ่มอย่างเพ่งพินิจ

 

"เครื่องบินออกไปแล้ว ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า เครื่องออกสองทุ่ม" เสียงราบเรียบไม่บ่งอารมณ์ชัดเจน

 

"แล้วทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่"

 

"ฉันมารับเธอ" 

 

 ฮิบาริมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่ผมนะ..ไม่ใช่พี่"

 

ดีโน่เลิกคิ้วมองคนพูด เหยียดยิ้ม "เธอคือ ฮิบาริ เคียวยะ น้องชายของ ฮิบาริ เคียวยะ คนรักของฉันที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน ถึงชื่อและหน้าตาจะเหมือนกันแค่ไหน..แต่ฉันแยกออกเสมอ..ว่าแต่เธอเถอะ.."

 

คนตัวสูงก้มตัวลงยื่นหน้ามาจนปลายจมูกแทบชนกัน ทำให้คนตัวเล็กถึงกับผงะถอยหลัง

 

"..แยกออกหรือเปล่า ระหว่างฉันกับน้องชายฉัน"

 

ใบหน้าเรียวเล็กขึ้นสีเรื่อ จ้องตาคนตรงข้ามอย่างโกรธๆ "ผมจำได้เสมอ เพราะคุณไม่เหมือนเขาเลยสักนิด เขาไม่ขี้โมโห ไม่เอาแต่ใจ และไม่อวด...อื้อ.." คนพูดอ้าปากค้าง เมื่ออีกฝ่ายส่งริมฝีปากร้อนมาประกบแนบแน่น พร้อมโอบรั้งร่างเล็กแนบชิดแผ่นอก หลังดื่มชิมความหวานจากปากบางจนพอใจ ค่อยผละออกช้าๆ ดีโน่ยิ้มกริ่ม เมื่อเห็นคนตัวเล็กหน้าแดงก่ำ ก้มหน้างุด

 

"ถึงฉันจะดีใจที่เธอชมหมอนั่น แต่ฉันไม่ชอบให้เธอพูดถึงผู้ชายคนอื่นเวลาอยู่กับฉัน.."

 

บอสหนุ่มคาบัคโรเน่ ก้มมองร่างเล็กในอ้อมแขนตนเองด้วยแววตาอ่อนโยน

 

"ไปอยู่อิตาลีกับฉันเถอะ ฉันอยากอยู่กับเธอ ไม่่ใช่เพราะเธอหน้าตาเหมือนเคียวยะ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนรักของน้องชาย และก็ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ต้องดูแลเธอแทนสองคนนั้น แต่เพราะฉันต้องการเธอ..อย่าเพิ่งค้าน.." ดีโน่เอื้อมมือบีบปากเล็กเืืมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับจะพูด "..ฟังฉันพูดให้จบก่อน แล้วเธอจะตัดสินใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่เธอ" ฮิบาริพยักหน้ารับ

 

ดีโน่ถอนหายใจยาว กระชับคนตัวเล็กในอ้อมกอดแน่น รั้งให้นั่งลงบนตัก นัยน์ตาสีอำพันทอดมองท้องฟ้ามืดสนิทด้านนอก

 

"ฉันรักพี่เธอ รักมาก ถึงวันนี้ก็ยังรักอยู่ การสูญเสียเขาไป เหมือนชีวิตของฉันหายไปครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรมันดูว่างเปล่าไปหมด..เธอเองคงเข้าใจความรุ้สึกเช่นนั้นดี.. เราต่างสูญเสียคนที่เรารักสุดหัวใจ ต้องทนเดินอยู่บนความปวดร้าว มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น..มันช่างขมขื่นเหลือเกิน.." น้ำเสียงคนพูดเศร้าสร้อยทอดยาว ฮิบาริสะอื้นในอก เขาเข้าใจดีทุกอย่าง ความรู้สึกพวกนั้น มันช่างทรมานเกินจะหาทางเยียวยาได้

 

"...ฉันไม่อยากจมอยู่กับมันอีก และไม่อยากเห็นเธอต้องทนเหมือนกัน ฉันเชื่อว่าทั้งเคียวยะและน้องฉัน ก็คงไม่อยากเห็นเราต้องเจ็บปวดอย่างนี้ต่อไป..

 

ดีโน่เชยคางเล็กให้สายตาสองคู่ประสานกัน

 

"..แต่ลำพังฉันคนเดียวทำไม่ได้ ฉันอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยพยุงเวลาฉันล้มหรือเวลาฉันอ่อนแอ ให้ฉันได้มีชีวิตที่เข้มแข็ง..เธอจะเป็นคนนั้นให้ฉันได้ไหม เคียวยะ..และให้ฉันเป็นคนนั้นของเธอ เราจะเดินไปด้วยกัน มีปัจจุบัน และอนาคตร่วมกัน.."

 

"เริ่มต้นกันใหม่เถิดนะ ยกชีวิตเธอให้ฉัน แล้วฉันจะยกชีวิตของฉันให้เธอดูแล.."

 

 น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลอ่อนหวานเหลือเกิน สำหรับคนฟัง ใบหน้าเล็กยังคงก้มงุดไม่ยอมเงย ไม่ยอมตอบใดๆ ทั้งสิ้น ดีโน่มองพลางอมยิ้ม แก้มใสนั้นแดงก่ำยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก เขากระชับอ้อมกอดแน่น แนบใบหน้าชิดใกล้

 

"ไม่ตอบ แสดงว่าตกลงสินะ"

 

 

"หนะ นี่คุณ จะำทำอะไรน่ะ" ฮิบาริโวยวาย เมื่อรู้สึกตัวลอยจากพื้น อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกระชับแน่น

 

"ก็..ลงโทษเธอ โทษฐานทำให้ฉันตกเครื่องบินไง"

 

.......... 

 

 

ทันทีที่เสียงประตูห้องเลื่อนปิด โรมาริโอ้ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุ้นเสียใจหายใจคว่าำหมด...หนุ่มใหญ่(สุด) ยิ้มกว้าง เมื่อผู้ร่วมลุ้นอีกคนถือถาดมีสาเกพร้อมกับแกล้ม เดินตรงมา

 "ถึงอิตาลีเมื่อไร ตาฉันเลี้ยงแล้วกัน" โรมาริโอ้บอก

สองคนสนิทหัวเราะให้ักัน พลางยกจอกขึ้นดื่ม อวยพรให้เจ้านายของตน

 

 

...........................................

 

 เช้าตรู่..

 

ดีโ่น่ขยับพลิกตัวพลางขยี้ตา ข้างกายเขาว่างเปล่า ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ประตูระเบียงเปิดออกเห็นร่างเล็กกำลังง่วนอยู่ตรงแปลงดอกไม้ ดอกเดซี่สีขาวเล็กๆ ถูกนำมามัดรวมกัน

 

"จะไปสุสานเหรอ.."

 

ฮิบาริเงยหน้า มองคนทัก ที่ใส่เพียงกางเกงขายาวตัวเดียว ท่อนบนโชว์แผ่นอกกำยำ เด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าหนี ใบหน้าแดงซ่าน พยักหน้าเบาๆ ดีโน่อดหัวเราะไม่ได้ เคียวยะนี่ขี้อายจริงๆ ชายหนุ่มก้าวลงจากระเบียง

 

มือใหญ่โอบรอบเอวบาง หอมแก้มแดงฟอดใหญ่ "ให้ฉันไปด้วยคนนะ"

 ...............................

 

 คนสองคนจูงมือกัน เดินลัดเลาะตามเส้นทางปูด้วยแผ่นอิฐ น่าแปลก..ทุกครั้งทางเส้นนี้จะเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยว ทว่าวันนี้ฮิบาริกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทิวทัศน์แห้งแล้ง เคยหม่นหมองกลับดูมีสีสัน ราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ

 

ครั้น ถึงบริเวณสุสานเห็นแผ่นหินใหญ่สลักชื่อผู้เป็นที่รัก ทั้งคู่ต่างบรรจงวางช่อดอกไม้แสนสวยร่วมกัน ฮิบาริขยับตัวถอยห่างเพื่อให้ดีโ่น่ได้อยู่ตามลำพัง ทว่าชายหนุ่มส่ายหน้า มือใหญ่โอบไหล่บางหลวมๆ ส่งยิ้มเป็นกำลังใจ ด้วยเข้าใจดีว่าคนตัวเล็กคิดอะไรอยู่

 

ร่างสูงคุกเข่าลง เอื้อมมือแตะสัมผัสชื่อบนแผ่นหินเบาๆ อย่างทะนุถนอมเช่นเคย

 

"..เคียวยะ ฉันสัญญา..จะดูแลน้องนายเป็นอย่างดี....อวยพรเราสองคนด้วยนะ.............

...................................................................................................................."

 

ประโยค ตอนท้ายคนพูดแปรเปลี่ยนเป็นภาษาอิตาลีที่คนฟังไม่อาจเข้าใจได้...ฮิบาริ เหลือบมอง นัยน์ตาสีดำสั่นไหว อดปวดใจแทนไม่ได้ ยามเห็นหยดน้ำซึมรื้นจากนัยน์ตาสีอำพันคู่นั้น มือเล็กยื่นผ้าเช็ดหน้าแตะซับให้อย่างเบามือที่สุด อาการกลัวๆ กล้าๆ กับสีหน้าหมองหม่นของเด็กหนุ่ม ทำให้ดีโน่ต้องยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะดึงร่างเล็กมากอดแน่น

"ขอบคุณ เคียวยะ..ขอบคุณมาก"

 

...........................

 

..ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ

จนกว่า..คุณจะไม่ต้องการผม...

 

............................................

 

จบ (ภาค 1)

โปรดติดตามต่อใน ภาค 2 การเติบโตของความรัก

ขอบคุณมากค่ะที่อ่าน ขออภัยล่วงหน้าหากอ่านแล้วงง

..........................................

หมายเหตุ:

1. อย่าว่ากันนะค่ะที่มีภาค 1 ภาค 2 เนื่องจากต้องมีซัมติง(?) ถึงจะเกิดซัมติง(?) ไม่กล้าพูดมากกลัวความลับของคุณเคียวจะเผยออกมา

2. อย่าถามนะค่ะว่าพี่โน่พูดอะไรตอนท้าย ฟังภาษาอิตาลี(เลี่ยน) ไม่ออกเหมือนกัน

3. ก่อนเริ่ม ภาค 2 ขออนุญาตแว่บไปปิด รักนั้น..ก่อนค่ะ นานมากแล้ว    

 

ปล. ไม่เกี่ยว แต่อ่านคุณกิน 398 แล้วอยากร้องไห้ เหมือนความเศร้ามันทะลุหัวใจเข้าไป อยากเขียนให้คนอ่านรู้สึกแบบนี้มั่งจัง (เอ๊ะ..หรือจริงๆ หัวใจเรามีรูอยู่แล้ว 55+) 

[KHR AuFic] Blue Moon in Dark Sky_5 (D18)

posted on 30 Apr 2012 12:58 by chaste-child
 
คำเตือน:  ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิควาย มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ควรพิจารณาให้ดี ก่อนตัดสินใจอ่าน
หากไม่ชอบใจ กรุณาปิดทันที อย่าอ่านต่อให้ระคายเคืองใจดีกว่าค่ะ
 
...................................
 
Title:  Blue moon in Dark sky ตอน 5
Pairing:  D18 (Dtylx18)
 
..............................
 
 
"หมายความว่ายังไง"
 
ทั้งสีหน้าและ้น้ำเสียงฉุนเฉียวของบอสคาบัคโรเน่ ทำเอาคุซาคาเบะหน้าถอดสี อึกอักพูดไม่ออก คุณดีโน่คนนี้ เจ้าอารมณ์ชะมัด เดี๋่ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่เห็นเหมือนคนน้องสักนิด ก่อนหน้านี้พูดจาเสียดิบดี พอไม่ได้ดังใจหน่อย ก็โมโหใส่ สงสัยจะเข้าวัยทองซะล่ะมั้ง? อายุจวนสี่สิบแล้วนี่นา เผลอคิดเรื่อยเปื่อย พลันต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อคนรอคำตอบตวาดถามซ้ำ
 
"ว่ายังไงเล่า? ทำไมฉันถึงเป็นคนจัดการเื่รื่องค่ารักษาของเจ้านายนายไม่ได้ อย่าลืมสิ เคียวยะพี่ชายคนเดียวของหมอนั่น มอบหมายให้ฉันเป็นคนดูแลทุกอย่าง ..นายไม่ต้องมาโกหก ฉันรู้ดีว่าหมอนั่นไม่มีญาติที่ไหนเหลืออีก แล้วจะมีใครหน้าไหนมาจ่ายให้"
 
ดีโน่ชักหงุดหงิด เขาอุตส่าห์สั่งให้โรมาริโอ้ไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน แต่เจ้าคุซาคาเบะดันบอกไม่ต้อง มีคนอื่นดูแลอยู่แล้ว มันจะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไร ในเมื่อตลอดเวลา เคียวยะเป็นคนส่งเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เด็กคนนั้น และสามปีที่ผ่านมา ทั้งเงินในบัญชีและทรัพย์สินต่างๆ ของเคียวยะก็ยังอยู่ครบถ้วน ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือโยกย้ายไปไหนทั้งสิ้น
 
โรมาริโอ้ก้มหน้ากลั้นยิ้ม ไอ้ที่คุณเคียวยะสั่งไว้ มันตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว เพิ่งจะนึกได้ก็ตอนนี้หรือไง..บอส! แอบเห็นใจคนโดนตวาด คงไม่คุ้นเคยกับนิสัยแบบนี้ของบอส ซึ่งผิดกับคุณดีโน่คนน้องลิบลับ ขานั้นทั้งใจดี ทั้งอ่อนโยน ไม่เคยพูดจากรรโชกโฮกฮากกันใคร
 
"บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นฉันจะถามเจ้านาย นายเอง!" ดีโน่ตวัดสายตาเอาเรื่องมองคนป่วยที่นอนหลับสนิทบนเตียงด้านในของห้อง
 
คุซาคาเบะแอบปาดเหงื่อ ตะกุกตะกักตอบ "เอ่อ..คือ..ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมค่ารักษาพยาบาลของคุณเคียว ทางยามาโมโตะกรุ๊ปเป็นคนจัดการทั้งหมดครับ" เผลอหลุดปากจนได้ คนตอบอยากจะตายเสียเดี๋ยวนั้น หากคุณเคียวรู้ว่าเขาพูดมากขนาดนี้ ต้องตายแบบไม่เหลือซากแน่
 
"อะไรน๊ะ!" คิ้วเข้มขมวดแทบชนกัน "ทำไมทางนั้นถึงต้องเป็นคนดูแล"
 
คุซาคาเบะอ้ำอึ้ง "ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง คงบอกไม่ได้ครับ"
 
คนขี้โมโหกัดฟันกรอด ทั้งเจ้านาย ลูกน้อง ปากหนักเหมือนกันหมด แต่ชื่อ ยามาโมโตะกรุ๊ป นี่มันหนึ่งในสี่กลุ่มทุนใหญ่ของญี่ปุ่นนี่นา เด็กนั่นเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับกลุ่มนี้กันนะ? หรือจะเป็นงานพิเศษ?..เหมือนเคยได้ยินเคียวยะพูดถึง--บอสหนุ่มพยายามทบทวนความทรงจำที่คนรักเคยพูดเกี่ยวกับน้องชายให้ฟัง
 
 
"โรมาริโอ้ ใครในกลุ่มนี้ที่ติดต่อขอซื้อบ้านจากเรา" ดีโน่หันมาถามคนสนิท
 
"คุณยามาโมโตะ ทาเคชิ ลูกชายคนเดียวของประธานกรุ๊ป แล้วเหมือนจะเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกับคุณเคียวยะคนน้องครับ"
 
ดีโน่นิ่วหน้าครุ่นคิด ตวัดสายตาคาดคั้นมองอีกคนที่น่าจะรู้เรื่องดี ทว่าคราวนี้คุซาคาเบะรู้แกว ก้มหน้านิ่ง ปิดปากเงียบ ขยับตัวเดินเลี่ยงออกจากห้อง เล่นเอาบอสหนุ่มฉุนกึก อยากกระชากคอมาถามเสียให้หมดเปลือก แต่ครั้นจะทำเสียงดังเกินไป เดี๋ยวคนป่วยตื่นกันพอดี เมื่อกี้แค่ขู่เฉยๆ ใครจะกล้าถาม ยิ่งหมอบอกอย่าให้คนป่วยคิดมาก ไม่งั้นอาการอาจกำเริบได้
 
 
ตั้งแต่เมื่อวานบอสคาบัคโรเน่อยู่เฝ้าจนแน่ใจว่าคนป่วยไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แทรกซ้อน ถึงได้ยอมกลับ เพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและย้อนกลับมาใหม่อีกครั้งในตอนเช้า รอดูกระทั่งคนป่วยลืมตา ใบหน้าจากเคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาด แม้เจ้าตัวขยับหรือเคลื่อนไหวไม่ถนัด เพราะยังเจ็บแผล ก็ทำให้เบาใจเปราะหนึ่ง ช่วงบ่ายหมอให้ยาผ่านทางสายน้ำเกลืออีกครั้ง เลยหลับสนิทถึงตอนนี้
 
....................................
 
 
ไม่ทันคุซาคาเบะจะออกพ้นประตู หนุ่มร่างสูงคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาหน้าตาเคร่งเครียด
 
"อ้าว..คุณคุซาคาเบะ ฮิบาริเป็นไงมั่ง ได้ยินว่าผ่าตัดเมื่อคืน" น้ำเสียงร้อนรนถามโดยไม่รอคำตอบ ร่างนั้นก็ตรงรี่หาคนป่วยที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียง บอสหนุ่มมองตามคนมาใหม่อย่างไม่พอใจ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายโน้มตัวลงจนหน้าแทบชิดคนป่วย ยิ่งโมโหนัก หงุดหงิดบอกไม่ถูก หมอนี่เป็นใครกัน? สนิทสนมขนาดนี้เชียวหรือ
 
ลูกน้องคนป่วยสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุ จากสีหน้าบอสหนุ่มใหญ่ชาวอิตาลี จึงรีบตอบให้คนมาใหม่รู้เป็นกลายๆ ว่ายังมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย
 
"เอ่อ ดีขึ้นแล้วครับ พอดีคุณหมอเพิ่งให้ยาตอนบ่าย แต่อีกสักพักคงตื่น โชคดีได้คุณดีโน่มาช่วยดูแล.."
 
 
ดูเหมือนชื่อที่เอ่ยนั้นจะมีผลให้ผู้มาใหม่ถึงกับชะงัก เหลียวมามองพร้อมหัวเราะเบาๆ แก้เขิน
 
"อ้าว..มีคนอื่นด้วยแฮ่ะ ไม่ทันเห็น ต้องขอโทษด้วยครับ ผมยามาโมโตะ ทาเคชิ เพื่อนของฮิบาริ คุณคงเป็นคุณดีโน่..ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแลฮิบาริ"
 
ดีโ่น่ยิ้มตอบอย่างเสียไม่ได้ นึกหมั่นไส้เจ้าหนุ่มผมดำติดหมัด มีอย่างรึจะมองไม่เห็น พวกเขาสองคนตัวไม่ใช่เล็กๆ แล้วไอ้คำพูดประเภทนั้นมันอะไรกัน ราวกับตัวเองเป็นเจ้าของคนไข้ไม่ปาน
 
"ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก เพราะเป็นเรื่องที่ฉันต้องทำอยู่แล้ว พี่ชายเขามอบหมายให้ฉันดูแล"
 
 
"เอ๋? ฮิบาิริไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนนี่นา แถม--พี่ชายเขาก็เสียไปตั้งสามปีแล้ว..เอ๊ะ หรือผมจำผิด.." ยามาโมโตะทำหน้างุนงง
 
ดีโน่หน้าชาวาบ ฉุนกึกทันที ขยับปากจะโต้ตอบ ทว่าเสียงคนสนิทแทรกขึ้นเสียก่อน
 
 
"คุณเคียวยะคงจะตื่นแล้วครับ.."
 
 
 ประโยคนั้นพาให้ทุกคนในห้องหันไปมองยังจุดเดียวกัน
 
 
"ไง ฮิบาริ" ยามาโมโตะยิ้มทัก ขยับตัวใกล้ ครั้นพอเห็นอีกฝ่ายพยายามจะลุกขึ้นนั่งจึงช่วยปรับเตียงขึ้นเป็นแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน
 
ฮิบาริเหลือบมองบอสหนุ่มที่ยืนจ้องเขม็งไม่วางตา ก่อนจะหันมาคุยกับเพื่อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
 
"นายต้องมาถึงพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ? แล้วงานทางโน้นล่ะ"
 
คนถูกถามยิ้มเครียด "ช่างมันเถอะเรื่องนั้น ฉันเป็นห่วงนายมากกว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้"
 
คนป่วยเม้มปากแน่น ไม่ตอบ ยามาโมโตะถอนหายใจ พอจะเดาออกลางๆ เป็นเพื่อนกันมานาน รู้ซึ้งถึงปัญหาต่างๆ ดี เมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการพูด จึงไม่อยากเซ้าซี้มากความ
 
"หมอบอกถ้านายดีขึ้น อีกสองวันก็กลับบ้านได้ อดทนหน่อยนะ แล้วออกวันไหนฉันจะมารับ.."
 
 
"ไม่จำเป็น" ดีโน่ขัด "ฉันบอกแล้วว่าฉันจะดูแลเองทุกอย่าง"
 
 
 ยามาโมโตะยืดตัวตรง ตวัดสายตาเรียบเฉยมองคนพูด ทว่าฮิบาริเอื้อมมือแตะแขนชายหนุ่มเบาๆ พลางสั่นหัวเป็นเชิงอย่าพูดอะไรทั้งสิ้น
 
เห็นคนป่วยขอร้องทั้งที ทายาทกลุ่มทุนใหญ่จึงจำยอมไม่ต่อคำ พยักหน้าช้า
 
"ถ้านายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว งั้นฉันขอตัวกลับก่อน เฮ้ออ..ต้องโดนพ่อด่าุชุดใหญ่แน่" ยามาโมโตะยิ้มเจื่อน ความจริงวันนี้ตามตารางงานเขายังต้องประชุมอยู่ที่ฮ่องกง แต่เมื่อคืนพอทราบเรื่องจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลโทรแจ้งเรื่องฮิบาริต้องผ่าตัดด่วน ด้วยความเป็นห่วง จึงกลับมาก่อน แม้จะมีหลายคนทัดทาน
 
 
บอสคาบัคโรเน่เห็นทายาทหนุ่มเตรียมตัวกลับ ก็เอ่ยขึ้น
 
"ฉันขอคุยกับนายหน่อย ข้างนอก.."
 
พูดจบก็เดินออกจากห้องไปรอด้านนอก ยามาโมโตะหัวเราะเบาๆ เดินตามโดยไม่เร่งรีบ ทิ้งให้ฮิบาริมองไล่หลังด้วยสังหรณ์ใจไม่ได้ ไม่รู้สองคนนั้นจะคุยกันเรื่องอะไร แต่ที่แน่ๆ ต้องเกี่ยวกับตนเอง
 
 
......................................
 
 
"ขอพูดตรงไปตรงมาแล้วกัน เรื่องบ้านหลังนั้นฉันไม่ขายแล้ว เพราะฉันให้ช่างมาซ่อมและตั้งใจคืนบ้านหลังนั้นให้กับเคียวยะ" ดีโน่ขมวดคิ้ว เมื่อเห็นคนฟังมีสีหน้าประหลาดใจวูบหนึ่ง
 
 
"ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายรวมถึงค่ารักษาพยาบาล ฉันจะขอคืนให้ทั้งหมด.."
 
"ไม่จำเป็นครับ นั่นเป็นสวัสดิการที่เราให้กับคนทำงานทุกคนอยู่แล้ว" คนตอบ ตอบยิ้มๆ แบบสบายอารมณ์เหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ พาลให้คนฟังนึกเขม่น น่าเชื่อตายล่ะ..สวัสดิการคนทำงาน? เคียวยะได้ห้องพักที่ดีที่สุดในโรงพยาบาล ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ทุกอย่างครบครัน แทบไม่ต้องเอาอะไรมา มีหมอ พยาบาลคอยเฝ้าและตรวจอาการตลอด 24 ชั่วโมง หนำซ้ำผู้อำนวยการ ยังต้องคอยแวะเวียนมาดูเอง แถมจัดห้องข้างๆ ให้บรรดาลูกน้องได้อยู่เฝ้าอีกต่างหาก
 
ฮึ..ขืนพนักงานทุกคนได้สวัสดิการอย่างนี้เหมือนกันหมด บริษัทมิเจ๊งกันพอดี
 
"เคียวยะเพิ่งอายุ 18 พอจะบอกได้ไหมว่าเขาทำงานอะไรให้บริษัทนาย?" เจ้าของนัยน์ตาสีอำพันถามหยั่งเชิง
 
"ฮ่า ฮ่า คุณดีโน่ขี้สงสัยจังนะครับ ก็แค่งานดูแลคนของเราให้อยู่ในกฏระเบียบเท่านั้นแหละครับ แล้วที่สำคัญ.."
 
แววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา "คุณดีโน่ไม่ทราบหรือครับว่า ฮิบาริต้องทำงานส่งเสียตัวเองแถมยังต้องดูแลลูกน้องอีกหลายคน มาตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ตอนพี่เขาเสียไป ตอนนั้นเขายังเป็นเด็กอายุ 15 เองด้วยซ้ำ ไม่มีใครสนใจมาดูแลเลยสักคน" น้ำเสียงเจ็บแค้นแกมเย้ยหยันของคนพูดบาดลึกในใจดีโน่ ตอกย้ำความเลวร้ายของตน จนนิ่งอึ้งพูดไม่ออกพักใหญ่
 
"....."
 
 
ทายาทหนุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นมองใบหน้าคมเข้มบิดเบี้ยวด้วยความสำนึกผิดของคนตรงหน้าอย่างสาแก่ใจ ปกติแล้วยามาโมโตะ ทาเคชิเป็นคนใจเย็น แทบไม่เคยโกรธใครเลยด้วยซ้ำ แต่การที่ต้องเห็นเพื่อนสนิทอย่างฮิบาริเจ็บช้ำน้ำใจ ถูกกลั่นแกล้ง เหยียดหยามสารพัด เป็นเรื่องที่เขาอดทนนิ่งเฉยไม่ได้จริงๆ
 
เจ้าอิตาเลี่ยนบ้าคนนี้เป็นใคร กล้าดียังไง มารังแกเพื่อนเขา ทำให้ฮิบาริต้องสูญเสียคนสำคัญในชีวิต.. แล้วยังต้องแบกรับความผิดที่ไม่ได้ก่อ เพื่อนเขาเป็นคนไม่พูด ไม่เคยให้ร้ายใคร มักเก็บปัญหาทุกอย่างไว้กับตัวเองคนเดียว จนร่างกายแทบจะทนไม่ไหว ถึงไ้ด้แสดงออกมาทางอาการป่วย เพราะรู้ดีอย่างนี้ จะไม่ให้ยามาโมโตะโกรธได้อย่างไร
 
ยิ่งตอนหลังเขาบังเอิญทราบจากคุณสึนะบอสใหญ่วองโกเล่ผู้มีเชื้อสายและธุรกิจในญี่ปุ่นเหมือนกัน ว่าก่อนเสียชีวิตคุณฮิบาริคนพี่ได้ใช้หนี้ค่าบ้านที่จำนองไว้กับวองโกเล่หมดสิ้นแล้ว และทำพินัยกรรมมอบให้แก่น้องชาย ทั้งที่มีพยานรู้เห็นขนาดนี้ เจ้าบอสหัวทองนั่นกลับไม่ยอมดำเนินการใดๆ เพื่อส่งมอบบ้านหรือทรัพย์สินต่างๆ ของคนเป็นพี่คืนให้กับน้องชายที่เหลือตัวคนเีดียว กลับทิ้งให้ฮิบาริต้องเผชิญชีวิตตามลำพังด้วยโดยไม่มีอะไรเลย ด้วยอายุเพียง 15 ปี
 
กระนั้นแล้ว เจ้าบ้านั่นยังกล้าคิดจะขายบ้านของฮิบาริเสียด้วยซ้ำ เขาถึงต้องรีบติดต่อขอซื้อก่อน
 
 
แล้วจู่ๆ หมอนี่เกิดเสียสติขึ้นมาหรือไง? ถึงคิดกลับตัวกลับใจ อยากจะเป็นคนดี โดยการหันมารับผิดชอบทุกอย่าง
 
....มันต้องมีวัตถุประสงค์อะไรสักอย่างแน่..
 
 
ฉันไม่ยอมให้นายทำให้เพื่อนฉันต้องเสียใจอีกเด็ดขาด..
 
 
 
"งั้นผมขอถามคุณดีโน่บ้าง คุณคิดจะมารับผิดชอบดูแลเอาป่านนี้ ไม่สายไปหรือครับ จริงๆ แล้วคุณต้องการอะไรกันแน่...ไถ่บาป? หรือจะเอาฮิบาริไปเป็นตัวแทนพี่เขา" ยามาโมโตะยิ้มเยาะ จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างดูถูกดูแคลนโดยไม่เกรงกลัว
 
 
"หนะ นาย.." บอสหนุ่มตะลึงกับคำถาม ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามเช่นนี้ เรื่องตัวแทนอะไรนั่น! คนอย่างเขาไม่มีวันทำเรื่องบ้าๆ แบบนั้นเด็ดขาด
 
และที่สำคัญ..
 
ไม่ว่าใคร..ก็ไม่สามารถแทนที่เคียวยะได้!!
 
 
.......................................
 
 
 
 
ฮิบาริลอบมองชายหนุ่มเงียบๆ หลังจากดีโน่กลับเข้ามาในห้อง ก็ไม่พูดจาอะไร ก้มหน้าทำงานเหมือนเช่นเคย นานๆ เหลือบมองเขาที แต่พอสบตากันก็ต่างหลบวูบ เด็กหนุ่มอึดอัดใจอยากรู้เหลือเกินว่าสองคนนั้นคุยกับเรื่องใด และเกี่ยวกับเขาหรือไม่
 
"คุณคุยอะไรกับยามาโมโตะ"
 
ดีโน่นิ่ง คล้ายนึกลำัดับเรื่องราวชั่วครู่ ถอนหายใจเสียงดัง ขยับตัวลุกจากโซฟา ดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งข้างเตียงคนป่วย คงต้องคุยกันยาวล่ะมั้ง
 
"ฉันบอกเขาว่าฉันไม่ขายบ้านหลังนั้นแล้ว และก็จะเป็นคนดูแลเธอเอง"น้ำเสียงราบเรียบไม่บอกอารมณ์ คนฟังคิ้วขมวดทันที
 
"ผมบอกแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับผม" มือเล็กกำผ้าห่มแน่นสั่่นนิดๆ
 
ดีโน่มองอากัปกิริยาอีกฝ่ายอย่างปวดใจ ต้องทำอย่างไรจึงจะลบรอยแผลที่เขาสร้างไว้กับเด็กคนนี้
 
"เคียวยะ..ฉันรู้ดี ที่ผ่านมาฉันทำเรื่องเลวร้ายกับเธอไว้มาก แค่ขอโทษคงไม่พอ และถึงเธอจะไม่ยกโทษหรือให้อภัยฉัน ฉันก็ไม่ว่าอะไร..แต่เรื่องนั้นขอเราเก็บไว้ก่อนได้ไหม? ตอนนี้ฉันอยากเห็นเธอหายดีเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้นจะโกรธจะเกลียดฉันยังไงก็ตามใจเธอ.."
 
 
บอสหนุ่มมองอาการลังเลของคนฟัง ค่อยใจชื้นบ้าง จึงพูดต่อ
 
"ตอนเคียวยะยังมีชีวิตอยู่ ฉันเคยถามเขาว่าใครคือคนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา..ตอนนั้นฉันนึกในใจ เขาคงตอบว่าเป็นฉัน แต่เปล่าเลย เขาตอบอย่างไม่ลังเลสักนิดว่า 'คนสำคัญที่สุดของผมคือน้องชายของผม' และไม่ว่าฉันจะถามเขาสักกี่ครั้ง คำตอบของเขาก็ยังคงเป็นเธอเสมอ เคียวยะ"
 
 
ร่างเล็กบนเตียงกลั้นสะอื้นสุดกำลัง ทำไมจะไม่รู้..พี่ต้องเสียใจมากแน่ หากรู้ว่าน้องอยากตายแค่ไหน เขาอยากเข้มแข็งเหมือนพี่ แต่ภายในอกมันปวดร้าวไปหมด ความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นซุกซ่อนอยู่ทั่วร่างกาย จะยามหลับหรือยามตื่นก็ทรมานไม่ต่างกัน กินหรือไม่กินก็ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร...
 
มือใหญ่แตะคางน้อยให้เงยขึ้น บรรจงใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ซับน้ำตาคนตัวเล็กเบาๆ อย่างทะนุถนอม พลางพึมพำกับตัวเอง
 
"ถ้าพี่เธอรู้ว่าฉันทำเธอร้องไห้ขนาดนี้ล่ะก็..ฉันโดนขย้ำเละแน่"
 
ฮิบาิริเบือนหน้าหนี สูดจมูกฟืดฟาด รีบใช้หลังมือปาดน้ำตา ดีโน่ยิ้มขัน
 
"อยู่นิ่งๆ อย่าดื้อสิ ใช้มือเช็ดมันสะอาดที่ไหนกันเล่า เธอนี่เหมือนเจ้าดีโน่น้องชายฉันจริงๆ" คนตัวโตบ่น ลอบยิ้มเมื่อเห็นคนตัวเล็กชะงักช้อนตามองสงสัย ยอมหยุดนิ่งให้เขาเช็ดโดยดี
 
"ตอนเด็กๆ เจ้านั่นมักจะหกล้มเสมอ เดี๋ยวสะดุดนั่นสะดุดนี่ จนเลอะเทอะไปหมด ฉันก็กลัวน้องจะโดนดุ เลยต้องคอยพกผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่พิเศษไว้ติดตัว คอยเช็ดให้ประจำ จนกลายเป็นความเคยชินซะแล้วล่ะ..เคียวยะก็คงเหมือนกันสิท่า เขาเองก็เคยดูแลเธอตอนเด็กนี่นา.."
 
ฮิบารินิ่งคิดเรื่องตอนเยาว์วัย รอยยิ้มจางผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดีโน่เผลอมองตาไม่กระพริบ เด็กคนนี้ยิ้มเป็นด้วยเหรอ?
 
"ก็..เคย.." ตอบไม่เต็มเสียง น้อยครั้งที่จะเอ่ยปากเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง
 
"เธอคงซนล่ะสิ" หนุ่มใหญ่ดักคอ
 
คนไม่เต็มใจเล่าตวัดสายตาค้อนส่ง "ใครบอกคุณ..ตอนนั้นผมอายุห้าขวบ พี่เริ่มสอนผมให้หัดใช้ทอนฟา แล้วก็คอยส่งผมไปซ้อมมือจัดการพวกเด็กเกเรแถวบ้าน เวลาเลือดพวกนั้นกระเซ็นมาโดน พี่ก็คอยเช็ดให้ คนที่บ้านจะได้ไม่มีใครเห็นต่างหาก.."
 
 
ห๊ะ ห๋า...ดีโน่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก พี่น้องคู่นี้..ช่างน่ากลัวจริง!
 
"ตอนพี่เช็ดเลือดให้ผม พี่ก็จะคอยสอนไปด้วย บางทีก็ดุเอา บอกคนแค่ไม่กี่คน เสียเวลาเล่นอยู่ได้.." น้ำเสียงคนเล่าเจื้อยแจ้วสดชื่นขึ้นทีละนิด ภาพความทรงจำครั้งยังมีความสุขประสาพี่น้องผุดขึ้นเรียกรอยยิ้มแทบไม่รู้ตัว จนคนฟังๆ เพลินต้องยิ้มตามไปด้วย
 
"พอถึงวันเกิดผม พี่ก็สั่งทำทอนฟาเหมือนของพี่ให้ผมเป็นของขวัญวันเกิด" พูดจบฮิบาริก็รู้สึกตัว เห็นใบหน้าอมยิ้มของอีกฝ่าย นึกขึ้นได้ว่าเผลอเล่าอะไรต่ออะไรไปเยอะแยะ แก้มขาวแดงเรื่อ รีบหุบยิ้ม ปั้นหน้าบึ้งกลับเหมือนเดิม ทิ้งให้ดีโน่หัวเราะขันในท่าทางดังกล่าว
 
.....................................
 
 
 
เย็นวันนั้น คุซาคาเบะถึงกับต้องจดไว้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ หลังจากคุณหมอให้ถอดสายน้ำเกลือ คุณเคียวทานอาหารหมดเป็นครั้งแรก..
 
...................................
 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป//ขอบคุณที่อ่านค่ะ