[KHR AuFic] รักนั้น...ตอน 3 (D18)
posted on 13 May 2012 16:57 by chaste-childedit @ 13 May 2012 19:58:46 by chaste-child
edit @ 13 May 2012 19:58:46 by chaste-child
คำเตือน: ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิควาย มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย ควรพิจารณาให้ดี ก่อนตัดสินใจอ่าน
หากไม่ชอบใจ กรุณาปิดทันที อย่าอ่านต่อให้ระคายเคืองใจดีกว่าค่ะ
ขอบคุณจากใจจริงสำหรับทุกคอมเม้นต์ค่ะ สารภาพว่าแอบเกร็งแต่ซึ้งใจสุดๆ จะฮึดสู้เขียนให้รู้เรื่องกว่านี้^^"
...................................
Title: Blue moon in Dark sky ตอน 6 (จบ)
Pairing: D18 (Dtylx18)
....................................
ฮิบาริสูดลมหายใจยาว รับอากาศแสนบริสุทธิ์ยามเช้าเข้าปอดเต็มๆ ด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านเสียที หากไม่มีหมอนั่นเสียคน คนอย่างเขาไม่มีวันยอมนอนเฉยๆ เป็นคนไร้ประโยชน์อยู่โรงพยาบาล 3-4 วันอย่างนี้หรอก นัยน์ตาสีดำสนิทตวัดมองนาฬิกา จวนได้เวลาแล้วสิ..ตัดใจถอนสายตาจากทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คนสนิทเตรียมไว้ให้ ก่อนใครบางคนจะมา ใบหน้าเล็กแดงเรื่อ คิดถึงตอนมีหมอนั่นคอยดูแล ทำเหมือนเขาเป็นเด็กอย่างนั้นแหละ ทั้งป้อนข้าว ป้อนน้ำ จะลุกเดินไปไหนก็ตามประคอง แถมยังจะเช็ดตัวให้อีก..แผลผ่าตัดเล็กนิดเดียว ไม่เห็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตนักเลย เด็กหนุ่มค่อนขอดในใจ
แต่เอ๊ะ? แล้วทำไมฉันถึงต้องทำตามหมอนั่น?
ทำไมกัน?
ใจดวงน้อยวูบไหว เหมือนจะรู้คำตอบดีอยู่แก่ใจ จะเพราะอะไรเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ เจ้านัยน์ตาสีอำพันแสนเศร้าคู่นั้นของหมอนั่น
ทุกครั้งที่สบตากันคล้ายโดนมนต์สะกดให้พูดไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้
ยามใดเห็นใบหน้าคมเข้มแย้มยิ้มเปล่งประกายราวกับมีความสุขนักหนา ถ้อยคำเอ่ยไล่ก็ถูกกลืนกลับลงคอร่ำไป
แถมชายหนุ่มมักชอบเล่าเรื่องราวสารพัดเกี่ยวกับพี่ชายและดีโน่ให้ฟัง ในแง่มุมที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
ทำให้เผลอตั้งใจฟัง จนแทบกลายเป็นกิจวัตรประจำวันที่เฝ้ารอ สร้างความเคยชินและใกล้ชิดอย่างไม่รู้ตัว
สุดท้ายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อดีโน่คนที่เคยเกลียดชังเขาเข้ากระดูกดำ เอ่ยปาก
"ไปอิตาลีด้วยกันไหม..เคียวยะ"
พอเห็นเขาทำหน้าสงสัยระคนแปลกใจ เจ้าตัวคนถามก็หัวเราะ "ฉันไม่เอาเธอไปขายหรอกน่า"
และตามด้วยอีกหลายประโยคถัดมา ล้วนจูงใจเขาทั้งสิ้น
"เธอไม่อยากไปเยี่ยมน้องชายฉันสักครั้งเหรอ?" หรือ "ไม่อยากรู้หรือว่าพี่เธออยู่ยังไง"
"หมอบอกหลังจากนี้เธอควรพักผ่อนให้มากๆ หยุดพักงานสักระยะ จะได้ไม่เครียดหรือคิดมาก ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน.."
"อย่างน้อยก็ไปจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ทางโน้นที่เกี่ยวกับเธอให้เรียบร้อย"
.........................
หมอนั่นตั้งใจชวนจริงหรือชวนเล่นกันนะ ใจหนึ่งอยากตอบตกลง แต่อีกใจก็อดระแวงไม่ได้ ทว่าลึกๆ แล้ว ความอยากไปมีมากกว่าโข ยิ่งได้ยินจากปากคนชวน
"น้องชายฉันคงดีใจมาก หากเธอไป..ตอนมีชีวิตอยู่เจ้านั่นพูดเสมอว่าอยากพาเธอมาอิตาลีสักครั้ง.."
เด็กหนุ่มกำมือแน่น ทอดถอนใจ..ทำไมจะไม่อยากไปกันเล่า..
หลังดีโน่เสียชีวิต หมอนั่นไม่ยอมให้เขาร่วมพิธี แม้จะขอวางดอกไม้สักช่อ..ก็ไม่ยอม
แล้วก็นำร่างดีโน่กลับอิตาลีทันที
เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลา..
ไม่มีโอกาสพูดในสิ่งที่อยากพูด..
ไม่มีโอกาสขอโทษในสิ่งที่แล้วมา..
เขาอยากจะได้โอกาสนั้น..อีกสักครั้ง
เพียงแต่..เจ้าความกังวลลึกๆ ภายในใจ มันคืออะไรนะ..
..........................
" ขอโทษนะ สัญญาไว้แท้ๆ ว่าจะมาแต่เช้า พอดีมีปัญหานิดหน่อย" ดีโน่อธิบายด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เจ้าตัวมาถึงโรงพยาบาลเกือบบ่ายสอง งานทางอิตาลีเกิดปัญหา ทำให้ต้องเร่งจัดการ กว่าจะเสร็จก็ปาไปครึ่งวัน ยังดีที่ฮิบาริไม่ออกโรงพยาบาลไปก่อน
"ช่างเถอะ ผมไปได้หรือยัง" ฮิบาริถาม พอเขาพยักหน้า เด็กหนุ่มก็เดินออกจากห้อง
ตลอดทางในรถ ไม่มีใครชวนใครสนทนา ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตนเอง
ดี โน่เหลือบมองคนข้างตัวอย่างไตร่ตรอง เขาไม่อยากทิ้งเด็กหนุ่มไว้ตามลำพัง แต่งานทางโน้นก็ดันเกิดปัญหา และรอเขาไปจัดการ คงต้องกลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ เขาเอ่ยปากชวนเด็กหนุ่มไปด้วยกันหลายครั้ง แต่เจ้าตัวไม่ยอมตอบอะไร หรือแสดงท่าทางสนใจแต่อย่างใด..จะทำยังไงดี?
ฮิบาริทอดสายมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ แต่ในหัวกลับครุ่นคิดสงสัยตัวเอง ทำไมเขาต้องรอคนๆ นี้..
กะอีแค่ออกจากโรงพยาบาล ทุกครั้งจะเข้าหรือออก อาการหนักกว่านี้ก็เคย ไม่เห็นต้องรอใครมาส่งมารับ โรงพยาบาลนี้อยู่ในเครือยามาโมโตะกรุ๊ป เจ้าหน้าที่ หมอรู้จักเขาดี ข้าวของต่างๆ พวกลูกน้องก็จัดการให้ รถโรงพยาบาลก็มี หรือถ้าบอกยามาโมโตะๆ ก็คงรีบมา..แต่เขากลับ ทนรอจนหมอนั่นมา..นี่มันบ้าชัดๆ
เมื่อมาถึงบ้าน ดีโน่เดินตามเด็กหนุ่มเจ้าของบ้านมาติดๆ
" บ้านหลังนั้นฉันให้ช่างซ่อม คงอีกหลายเดือนกว่าจะเสร็จ เธออยู่ตรงนี้คงไม่สะดวก ไหนจะเสียงดัง ไหนจะคนงาน.. ไปอยู่กับฉันก่อนไหม?" บอสหนุ่มตะล่อม บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมอยากให้อีกฝ่ายอยู่ด้วยเหลือเกิน คงเป็นเพราะตัวเองเคยทำแต่เรื่องเลวร้ายเลยอยากแก้ตัว อยากชดเชยให้เด็กคนนั้นกระมั้ง?..ดีโน่บอกตัวเอง
ฮิบารินิ่งชั่วครู่ ตอบเบา "คุณไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นก็ได้ แล้วถ้าผมต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ทางยามาโมโตะมีบ้านพักสำรองให้อยู่แล้ว"
ดีโน่หน้าตึง กำลังอารมณ์ดีอยู่เชียว ได้ยินชื่อนี้แล้วฉุนติดหมัด สวัสดิการครอบจักรวาลจริงนะเฟ้ย!
"จริงอยู่ ฉันอยากแก้ตัวเรื่องเคยทำไม่ดีกับเธอไว้ แต่แค่ซ่อมบ้านหรือต่อให้สร้างใหม่ทั้งหลัง ก็คงไม่สามารถชดเชยความเลวที่ฉันไว้กับเธอได้หรอก.." น้ำเสียงเหนื่อยล้าคล้ายคนพูดหมดกำลังใจ พาให้คนฟังหน้าเสีย
"เอ่อ..ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ" ฮิบาริลนลานแก้คำพูด เขาไม่อยากเห็นใบหน้านี้เศร้าหมอง
"งั้นเธอยินดีให้โอกาสฉันแก้ตัวสินะ.."
คนถูกถามพยักหน้าทันทีโดยไม่คิดอะไร
บอสหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง ตวัดสองแขนโอบรั้งร่างเล็กสู่อ้อมกอดแข็งแรงโดยไม่ให้ตั้งตัว ฮิบาริตัวแข็งทื่อยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกในอ้อมกอดนั้น
"ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ เคียวยะ" เสียงอ่อนโยนพึมพำซ้ำไปมาให้ได้ยินข้างหู
.....................
เด็กหนุ่มจำไม่ได้ คนตัวสูงใหญ่กลับไปตั้งแต่เมื่อไร หรือพูดคุยอะไรกันบ้าง แม้แต่อาหารเย็นที่รับประทานร่วมกัน เขาก็นึกไม่ออกเสียงั้นว่าตนเองได้ทานอะไร..ทุกอย่างในความทรงจำ ราวกับจะหยุดนิ่งแค่เพียงคำพูดสุดท้ายที่อีกฝ่ายกระซิบข้างหูตอนอยู่ในอัอ มกอดแสนอบอุ่นนั้น....
...........................
ถึงจะไม่ชอบหน้าแค่ไหนก็ตาม แต่ยามาโมโตะ ทาเคชิ ก็ต้องขอบคุณบอสหนุ่มแห่งคาบัคโรเน่ในใจ ที่ทำให้ฮิบาริยอมอยู่บ้านเฉยๆ ได้ เพราะลำพังเขาหรือคุซาคาเบะคงบอกให้ฮิบาริหยุดงานไม่ได้แน่ ก่อนหน้านั้นคุณหมอที่รักษาฮิบาริได้เตือนเขาให้ดูแลฮิบาริให้ดี เพราะจากภาพสแกน บ่งบอกแผลในกระเพาะนั้นสะสมมานาน ไม่น่าเชื่อจะเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้ หากไม่ระวัง แผลนั้นอาจบานปลายและกลายเป็นเนื้อร้ายได้
ทายาทหนุ่มนักธุรกิจฟังคำบอกเล่าจากคนสนิท ของเพื่อนด้วยความแปลกใจ คุซาคาเบะบอก คุณเคียวไม่ค่อยต่อต้านคุณดีโน่เหมือนเดิมแล้ว คุณดีโน่เองก็คอยดูแลคุณเคียว โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน บางทีก็พาออกไปข้างนอก ดูเหมือนต่างคนจะไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ให้หมางใจกัน
ถึงกระนั้น ยามาโมโตะซึ่งรู้นิสัยเพื่อนดี อดเป็นห่วงไม่ได้..เขาพอจะรู้จักคุณดีโน่คนน้องว่าเป็นคนสำคัญของฮิบาริ แต่คนนั้นตายไปแล้ว คนที่อยู่ต่อหน้าตอนนี้เป็นคนละคนกัน เขาไม่อยากเห็นเพื่อนหลอกตัวเอง ไม่อยากเห็นเพื่อนผิดหวัง หรือเจ็บปวดเหมือนคราวก่อน บอกตามตรง เขาไม่เคยไว้ใจเจ้าบอสหัวทองคนนี้เลยสักนิด
"นายว่าอะไรน๊ะ" ยามาโมโตะตะโกนลั่น ฮิบาริขมวดคิ้ว อยู่กันสองคนจะตะโกนเสียงดังทำไม
"นายคิดยังไง ถ้าฉันจะไปอิตาลี ฉันอยากไปเยี่ยมสุสานของดีโน่สักครั้ง.." น้ำเสียงลังเลไม่แน่ใจ
"กับหมอนั่นเหรอ?" เพื่อนสนิทถาม พลางจ้องหน้ารอคำตอบ ฮิบาริพยักหน้าช้าๆ
ยามาโมโตะมองคนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด เขาควรจะตอบอะไรดี..น้อยครั้งที่ฮิบาริจะถามขอความเห็นจากเขา
เรื่อง เยี่ยมสุสานคุณดีโน่ เขารู้ดีว่าฮิบาริอยากไปมากแค่ไหน ตอนเกิดเรื่อง ครอบครัวคาบัคโรเน่จัดพิธีศพอย่างเร่งด่วนพอเป็นพิธีที่ญี่ปุ่น และนำร่างคุณดีโน่กลับอิตาลีอีกวันถัดไปทันที ฮิบาริไม่มีโอกาสได้ร่วมงาน เจ้าตัวเสียใจมากแทบขาดใจ หลังจากนั้น เขาพยายามเพียรหาทางช่วยเพื่อน โดยลองสอบถามกับบอสวองโกเล่ที่รู้จักมักคุ้นกัน ทางนั้นตอบเพียง คาบัคโรเน่เป็นตระกูลใหญ่ มีสุสานประจำตระกูล ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปได้ง่ายๆ เลิกฝันเรื่องแอบเข้าไปได้เลย เพราะมีคนเฝ้าตลอดเวลา ซ้ำร้ายเวลานี้บอสคาบัคโรเน่อารมณ์ร้ายสุดๆ อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า บอสหนุ่มแห่งวองโกเล่เตือนราวกับรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร
"นายตัดสินใจเองเถอะ ฮิบาริ..ฉันคงช่วยคิดแทนนายไม่ได้ แต่อย่าลืมซะล่ะว่านายคือ ฮิบาริ เคียวยะคนน้อง และหมอนั่นก็ไม่ใช่คุณดีโน่ของนาย ก่อนจะตัดสินใจ ถามตัวเองและตอบให้ได้ก่อน นายต้องการจะไปเพื่ออะไรกันแน่?.." น้ำเสียงจริงจังของยามาโมโตะ ชัดเจนทุกถ้อยคำ ฮิบาริหลุบตาลง
"ขอบใจ" พึมพำเบา
ยามาโมโตะหัวเราะเสียงแปร่ง "เอาน่า..ยังไงฉันก็เป็นเพื่อนนายเสมอ"
คนพูดฝืนส่งยิ้มให้เพื่อน เสียงหัวเราะแผ่วจางลง มือใหญ่ยกถ้วยน้ำชาซึ่งบัดนี้เย็นชืดจรดริมฝีปาก ปล่อยให้น้ำสีเขียวเข้มไหลรินลงสู่ลำคอ แปลกจังแฮ่ะ วันนี้ชาเขียวชั้นดีกลับไม่มีรสชาติอะไรเลย ต่อมรับรู้รสคงเสีย ไม่ก็ความรู้สึกของเขาด้านชาแล้วกระมั้ง? ยามาโมโตะบอกตัวเอง
..........................
วันถัดมา ดีโน่นั่งมองเด็กหนุ่มเงียบๆ เขาเอาแบบแปลนซ่อมแซมบ้านมาให้ดู เผื่อต้องการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข แต่ทว่าเจ้าของบ้านดูจะไม่สนใจเลย ชำเลืองมองแบบแปลนเพียงผ่านตาแล้วบอกตามใจเขา
"บ้านหลังนี้เป็นบ้านของแม่เธอไม่ใช่หรือ เธอควรจะใส่ใจมัน..เคียวยะเองก็พยายามอย่างมากเพื่อจะรักษามันไว้ให้เธอ" ดีโน่พูด ตามที่ได้ยินมา หลายวันมานี่คุซาคาเบะยอมเล่าเรื่องของเจ้านายให้ฟังทีละนิด ทีละหน่อย บอสหนุ่มนึกเข่นเขี้ยวในใจ มีโอกาสเมื่อไรจะลากคอเจ้าคนผมทรงนักเลงนี่ไปให้อิวานจัดการ จะได้รู้เรื่องทั้งหมดในคราเดียว..
ฮิบาริมองเหม่อยังสวนดอกไม้เล็กๆ ด้านนอก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"พี่กับผมเคยสัญญากันไว้ ถ้าได้บ้านหลังนั้นกลับมา เราจะอยู่้ด้วยกัน..ตอนนี้ ไ่ม่มีพี่แล้ว บ้านหลังนั้นก็ไม่มีความหมายอะไรสำหรับผม"
ดีโน่กลืนความรู้สึกต่างๆ ลงคออย่างยากเย็น เหลือบมองเสี้ยวหน้าขาวบาง ตัวแค่นี้ต้องแบกรับอะไรต่ออะไรมามากขนาดไหนกัน..หยดน้ำหยดเล็กรินไหลลงมา เป็นสายจากปลายหางตา เขาเอื้อมมือแตะเช็ดให้อย่างเบามือ นัยน์ตาสีดำสนิทเงยมองสบตา ช่างเหมือนกับวันแรกที่เขาพบกับเคียวยะ......โดยไม่รู้ตัวดีโน่โน้มริมฝีปาก เข้าใกล้แตะหยดน้ำตานั้นบางเบา
เด็กหนุ่มเบิกตากว้างรีบก้มหน้างุดคล้าย ตกใจ มือใหญ่เชยคางเรียวเล็กขึ้น เคลื่อนริมฝีปากไปตามเปลือกตา พวงแก้ม ฮิบาริหลับตาแน่น หน้าแดงก่ำ เจ้าตัวพยายามเอามือยันแผ่นอกเขาไว้
"..ผม..ไม่ใช่..พี่.." เสียงสั่นเครือกระซิบ
ดีโน่นิ่งอึ้ง ผละริมฝีปากออกมา สูดลมหายใจยาว พรูออกช้าๆ นัยน์ตาสีอำพันฉายแววเสียใจ
"ขอโทษที่ทำให้เธอต้องร้องไห้"
เด็กหนุ่มสั่นศีรษะไปมาเชิงไม่เป็นไร ดีโน่ลุกขึ้นยืน
"เธอพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะมาเยี่ยมใหม่"
ฮิบาริมองตามแผ่นหลังใหญ่เดินจากไป ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ร่างกายร้อนผ่าวราวจับไข้ ทว่าในใจอบอุ่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
...................................
เสียงหัวเราะครื้นเครงจากด้านใน พาให้บอสหนุ่มคิ้วขมวด เร่งสาวเท้าก้าวตามเสียง อารมณ์หงุดหงิดก่อตัว ทันทีที่เปิดประตูเห็นเด็กน้อยของตนทอดยิ้มจาง ใกล้ๆ มีหนุ่มผมดำนั่งหัวเราะอารมณ์ดี
"ท่าทางจะหายดีแล้วสินะ" ทักเสียงห้วน ฮิบาริหันมองแปลกใจ โมโหอะไรมาอีกล่ะ?
ยามาโมโตะ ทาเคชิ เงยหน้ามองคนมาใหม่ รอยยิ้มเป็นมิตรส่งออก แววตาขบขันส่องประกายระยิบระยับ
"ฮ่า ฮ่า คุณดีโน่นี่เอง มาทานซูชิด้วยกันสิครับ พ่อผมทำสุดฝีมือเลยน๊ะ นานปีทีหนพ่อจะมีเวลา"
"ไม่ล่ะ เชิญพวกนายตามสบาย"
หนุ่มใหญ่ยืนฮึดฮัดสักพัก รู้สึกราวกับตัวเองเป็นส่วนเกิน แต่ครั้นจะปล่อยให้สองคนนี้อยู่ตามลำพัง ก็ไม่ไว้ใจ นึกหมั่นไส้เจ้าของห้อง เวลาเขามาเยี่ยมแต่ละที ทำท่าเหมือนไม่อยากพูดอยากจา แต่พอเจ้าหัวดำมา กลับลุกขึ้นนั่งต้อนรับเป็นดิบดี บอสหนุ่ม(ใหญ่) จำใจทิ้งตัวนั่งริมระเบียงอย่างขัดใจ นิ่งฟังการสนทนาด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
"น่าเสียดายจังครับ ที่คุณดีโน่ไม่ขายบ้านหลังนั้นแล้ว ผมอุตส่าห์ตั้งใจจะซื้อแท้ๆ"
ดีโน่สะกดกลั้นความโมโห จะตอกย้ำอะไรหนักหนาฟร่ะ ลอบมองเคียวยะ ค่อยโล่งใจเมื่ออีกฝ่ายไม่แสดงอาการใดนอกจากนิ่งเฉย
"ฉันบอกนายแล้ว ฉันกำลังให้ช่างซ่อมแซมอยู่ เสร็จเมื่อไรก็จะคืนให้กับเคียวยะ"
"นายจะเอาบ้านหลังนั้นไปทำอะไร?" ฮิบาริถามเพื่อนอย่างสงสัย บ้านของยามาโมโตะเองก็เป็นเรือนญี่ปุ่น ซ้ำยังใหญ่พอๆ กัน
"ก็แหม..เสียดายน่ะ หากบ้านญี่ปุ่นแท้ของเราต้องตกอยู่ในมือพวกคนต่างชาติที่ไม่รู้คุณค่าของ ศิลปะ หรือโดนเอาไปปู้ยี้ปู้ยำแล้วทิ้งขว้าง..อีกอย่างฉันก็คิดอยากเอามาทำโรงฝึก ดาบ เผื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ คอยดูแลนายไง"
หนอยไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม..ดีโน่ อยากจะลุกขึ้นซัดหน้าเจ้าหนุ่มญี่ปุ่น รักชาติจ๋านั่นเสียเหลือเกิน แต่ขืนทำคงกลายเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก
"หึ หึ ยามาโมโตะกรุ๊ปของนายก็ออกจะกว้างขวาง หากตั้งใจหาสถานที่ทำโรงฝึกจริง คงไม่ยากเกินไป ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องมาเอาบ้านที่เจ้าของยังอยู่"
นัยน์ตาสองคู่สบกันอย่างมีนัย ยามาโมโตะหัวเราะลั่น
"นั่นสิครับ..แต่สถานที่บางแห่งก็มีอะไร ดึงดูดใจจนไม่อยากหาที่อื่นแทน แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่เปลี่ยนใจง่ายด้วย หรือคุณดีโน่เป็นคนเปลี่ยนใจง่าย พร้อมจะหาของใหม่มาแทนของเก่าได้ตลอดเวลา.."
"นายเข้าใจผิดแล้ว สำหรับฉัน ไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ก็มีคุณค่าเหมือนกัน" น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยชัดเจน
ยามาโมโตะเหยียดยิ้ม ไม่ทันเอ่ยปากต่อคำ บานประตูห้องก็ถูกเลืื่อนเปิดออกอย่างแรง
"เฮ้ย..ได้เวลาแล้ว แกมีประชุมตอนบ่ายนะเว้ย" เสียงห้วนดังลั่น ไม่เกรงใจใคร
ร่างเด็กหนุ่มผมสีเงินยืนหน้าบูดบึ้ง จ้องยามาโมโตะด้วยแววตาไม่สบอารมณ์
คนถูกตามตัวส่งยิ้มให้คนหน้าบูด ก่อนจะหันมายิ้มอ่อยๆ ให้เจ้าของห้อง
"ว้า เสียดายจัง งั้นวันนี้ฉันคงต้องกลับก่อน.." เ้จ้าตัวยันกายลุกขึ้น โน้มตัวกระซิบข้างหูคนป่วย
"อย่าเพิ่งรีบหายล่ะ ฉันอยากมาเยี่ยมนายทุกวัน"
ฮิบาริเอื้อมหยิบทอนฟา "งั้นนายมาป่วยเองแล้วกัน"
ยามาโมโตะสปริงตัวหลบว่องไว หัวเราะร่าประสาคนอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตสีหน้าอยากฆ่าคนและท่าทางหงุดหงิดของอีกสองคนในห้องที่จ้อง เขม็งอยู่
"พรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่น๊ะ บ๊าย บาย" มือใหญ่โบกร่าเริง
"แกไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะเฟ้ย.." เสียงงึมงำจากคนเดินตามหลังมา
"เอาน่า เอาน่า โกคุเดระก็..จัดเวลาให้ฉันแว่บมาสักนิดนะ ไม่งั้นฮิบาริเหงาแย่" คนพูดๆ พลางยกมือโอบไหล่ผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเลขาฯ ส่วนตัว พาเดินคู่กันออกจากห้อง หนุ่มผมเงินก้มหน้างุด ซ่อนหน้าแดงเรื่อของตน ขมุบขมิบปากก่นด่าคนข้างตัวในใจ
"ฮึ ไอ้งั่งเอ๊ย..แกตาบอดหรือไง ถึงไม่เห็นไอ้หัวทองนั่นมันมาเฝ้าทุกวี่ทุกวัน แล้วยังงี้ไอ้บ้านั่นมันจะเหงาได้ไง"
.........................
บรรยากาศ ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ เมื่อเหลือกันเพียงสองคน ดีโน่จับตามองเด็กหนุ่มเจ้าของห้องนั่งทานซูชิเงียบๆ ราวกับอยู่คนเดียว อย่างขัดใจ ไม่เห็นหรือไงว่าเขานั่งหัวโด่อยู่เนี่ย จะทักทายหรือคุยกัน มันลำบากใจนักหรือ ทีเมื่อกี้ล่ะยิ้มแป้นคุยจ้อกับเจ้าผมดำ พอเหลือแต่เขากลับทำไม่สนใจเอาแต่นั่งจ้องเจ้าซูชิถาดยักษ์อยู่ได้..คนตัวโต เริ่มคิดมาก ที่ผ่านมานึกว่าเข้าใจกันดีแล้วเสียอีก..ที่ไหนได้ คงรังเกียจเขามากสินะ..หนุ่มใหญ่พาลน้อยใจ ไหนจะอารมณ์ค้างจากเรื่องตำตาตำใจเมื่อกี้ ความขุ่นมัวในใจทำให้เผลอหลุดปาก
"อีกสองวัน ฉันจะกลับอิตาลี ถ้าเธออยากไปด้วยก็ไป ถ้าไม่อยากไปก็ตามใจ"
ฮิบาริเงยหน้าตกใจ พูดอะไรไม่ออก เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินปึงปังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ใจดวงน้อยสั่นระริก โดนโกรธด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจสักนิด หรือจะเป็นเรื่องวันก่อน ใบหน้าเล็กร้อนผ่าว นึกถึงสัมผัสนุ่มนวลอ่อนโยนครานั้น..
คุณคงรังเกียจผม เพราะผมไม่ใช่พี่..
นัยน์ตาสีดำสลดวูบ
ทำไมหัวใจถึงไ้ด้เจ็บอย่างนี้...
................
ณ สนามบินนามิโมริ
ดีโน่เหลือบมองเวลาจากนาฬิกาข้อมือ ถอนหายใจฮึดฮัด..นี่จะไม่ไปด้วยกันหรือไง เจ้าเด็กบ้านั่น! จ้างให้ฉันก็ไม่ง้อเด็ดขาด คอยดูเถอะ ถึงเวลาเมื่อไร ฉันจะเดินขึ้นเครื่องไม่เหลียวกลับมาอีกแน่
"เอ่อ..คุณเคียวยะไม่ไปด้วยเหรอครับ บอส" เสียงคนสนิทถาม เล่นเอาบอสหนุ่่มหน้าตึง
"ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า ชวนก็ชวนแล้ว ตั๋วก็เตรียมให้พร้อม รายละเอียดก็บอกเสร็จสรรพ จะต้องให้ฉันไปอุ้มมาด้วยหรือไง.." น้ำเสียงหงุดหงิดแกมประชดประชันของบอส ทำให้โรมาริโอ้กลั้นยิ้ม
"แล้วบอสชวนยังไงล่ะครับ"
คนอารมณ์ไม่ดีตวัดสายตามองคนถาม ตอบเสียงห้วน "ก็แค่..อยากไปก็ไป ไม่อยากไปก็ตามใจ"
โรมาริโอ้อ้าปากค้าง อยากเอาหัวโขกกำแพงเหลือเกิน นั่นน่ะหรือที่บอสเรียกว่า ชวน ขืนบอสไม่พูดอะไรให้ชัดเจน คุณเคียวยะไม่มีทางมาเด็ดขาด
"หนอย..ให้ตายสิ เจ้าเด็กบ้า" บอสหนุ่มคำรามลั่น เมื่อได้ยินเสียงเรียกประกาศให้ขึ้นเครื่องได้ เจ้าตัวหันกลับย้อนไปทางประตูทางออกอีกด้าน
คนสนิทหัวเราะก๊าก รีบกดโทรศัพท์เรียกคนรถให้เอารถมารับบอส นึกแล้วไม่ผิด คราวนี้บอสไม่ยอมกลับไปมือเปล่าแน่..
......................
ฮิบาริมองตั๋วเครื่องบินในมืออย่างชั่งใจ แน่นอนเขาอยากไปอิตาลี อยากไปเยี่ยมสุสานดีโน่สักครั้ง ดอกเดซี่สีเหลืองที่เพียรปลูก เฝ้าทะนุถนอมมานานหลายปี สีเหลืองอร่ามของมันชวนให้ระลึกถึงเจ้าของใบหน้าสดใส ผู้มีเส้นผมสีทองอร่าม และรอยยิ้มสดใสที่คอยเป็นกำลังใจให้เขามาตลอด..
เขาจะเอาดอกไม้นี้ไปฝาก..ให้ดีโน่เห็นและรู้ว่า เขายังรักษาสัญญาเสมอ--สัญญาจะรักษาดอกไม้เหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป
" เวลาฉันกลับอิตาลี เคียวยะช่วยดูแลเจ้าดอกไม้พวกนี้นะ สีเหลืองสดใสของมันจะได้เตือนเคียวยะให้คิดถึงฉันไง เหมือนฉันยังอยู่กับเคียวยะตลอดเวลา...."
แม้เขาจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็แอบดูแลดอกไม้พวกนี้ไม่เคยห่าง ถึงรุ่นหนึ่งจะเหี่ยวแห้งไป เขาก็จะหารุ่นใหม่มาปลูกทดแทน ให้สีเหลืองสดใสของมันคงอยู่ในสวน ไม่มีวันโรยรา...
ฮิบาริหลับตาลง คิดถึงภาพวันเก่าๆ ที่เคยมีดีโน่อยู่เคียงข้าง ไม่ทันไร ใบหน้าของคนผมทองอีกคนกลับโผล่ซ้อนมาในความคิด สัมผัสอบอุ่นที่ได้รับยังคงตราตรึง เจ้าตัวลืมตาพรวด รู้สึกถึงหัวใจเต้นแรงผิดปกติ
ใบหน้าเล็กสลดลง ความสับสนในใจตีกันวุ่นวาย เช่นนี้แล้วเขาจะไปอิตาลีกับคนนั้นได้อย่างไร
คนๆ นั้น มองเห็นเขาเป็นใคร..ฮิบาริ เคียวยะ หรือ เป็นตัวแทนของพี่กันแน่..
แล้วตัวเขาเอง มองเห็นคนนั้นเป็นใคร?...
.............................................
...............................
"จะไปไหน"
" เอ่๋? คุณ? ทำไม?" เด็กหนุ่มชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากบ้าน เงาสูงของคนยืนรออยู่หน้าบ้าน เดินเข้ามาใกล้ ดีโน่มองเด็กหนุ่มอย่างเพ่งพินิจ
"เครื่องบินออกไปแล้ว ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า เครื่องออกสองทุ่ม" เสียงราบเรียบไม่บ่งอารมณ์ชัดเจน
"แล้วทำไมคุณถึงยังอยู่ที่นี่"
"ฉันมารับเธอ"
ฮิบาริมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่ผมนะ..ไม่ใช่พี่"
ดีโน่เลิกคิ้วมองคนพูด เหยียดยิ้ม "เธอคือ ฮิบาริ เคียวยะ น้องชายของ ฮิบาริ เคียวยะ คนรักของฉันที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน ถึงชื่อและหน้าตาจะเหมือนกันแค่ไหน..แต่ฉันแยกออกเสมอ..ว่าแต่เธอเถอะ.."
คนตัวสูงก้มตัวลงยื่นหน้ามาจนปลายจมูกแทบชนกัน ทำให้คนตัวเล็กถึงกับผงะถอยหลัง
"..แยกออกหรือเปล่า ระหว่างฉันกับน้องชายฉัน"
ใบหน้าเรียวเล็กขึ้นสีเรื่อ จ้องตาคนตรงข้ามอย่างโกรธๆ "ผมจำได้เสมอ เพราะคุณไม่เหมือนเขาเลยสักนิด เขาไม่ขี้โมโห ไม่เอาแต่ใจ และไม่อวด...อื้อ.." คนพูดอ้าปากค้าง เมื่ออีกฝ่ายส่งริมฝีปากร้อนมาประกบแนบแน่น พร้อมโอบรั้งร่างเล็กแนบชิดแผ่นอก หลังดื่มชิมความหวานจากปากบางจนพอใจ ค่อยผละออกช้าๆ ดีโน่ยิ้มกริ่ม เมื่อเห็นคนตัวเล็กหน้าแดงก่ำ ก้มหน้างุด
"ถึงฉันจะดีใจที่เธอชมหมอนั่น แต่ฉันไม่ชอบให้เธอพูดถึงผู้ชายคนอื่นเวลาอยู่กับฉัน.."
บอสหนุ่มคาบัคโรเน่ ก้มมองร่างเล็กในอ้อมแขนตนเองด้วยแววตาอ่อนโยน
"ไปอยู่อิตาลีกับฉันเถอะ ฉันอยากอยู่กับเธอ ไม่่ใช่เพราะเธอหน้าตาเหมือนเคียวยะ ไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนรักของน้องชาย และก็ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ต้องดูแลเธอแทนสองคนนั้น แต่เพราะฉันต้องการเธอ..อย่าเพิ่งค้าน.." ดีโน่เอื้อมมือบีบปากเล็กเืืมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับจะพูด "..ฟังฉันพูดให้จบก่อน แล้วเธอจะตัดสินใจอย่างไรก็สุดแล้วแต่เธอ" ฮิบาริพยักหน้ารับ
ดีโน่ถอนหายใจยาว กระชับคนตัวเล็กในอ้อมกอดแน่น รั้งให้นั่งลงบนตัก นัยน์ตาสีอำพันทอดมองท้องฟ้ามืดสนิทด้านนอก
"ฉันรักพี่เธอ รักมาก ถึงวันนี้ก็ยังรักอยู่ การสูญเสียเขาไป เหมือนชีวิตของฉันหายไปครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะทำอะไรมันดูว่างเปล่าไปหมด..เธอเองคงเข้าใจความรุ้สึกเช่นนั้นดี.. เราต่างสูญเสียคนที่เรารักสุดหัวใจ ต้องทนเดินอยู่บนความปวดร้าว มีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น..มันช่างขมขื่นเหลือเกิน.." น้ำเสียงคนพูดเศร้าสร้อยทอดยาว ฮิบาริสะอื้นในอก เขาเข้าใจดีทุกอย่าง ความรู้สึกพวกนั้น มันช่างทรมานเกินจะหาทางเยียวยาได้
"...ฉันไม่อยากจมอยู่กับมันอีก และไม่อยากเห็นเธอต้องทนเหมือนกัน ฉันเชื่อว่าทั้งเคียวยะและน้องฉัน ก็คงไม่อยากเห็นเราต้องเจ็บปวดอย่างนี้ต่อไป..
ดีโน่เชยคางเล็กให้สายตาสองคู่ประสานกัน
"..แต่ลำพังฉันคนเดียวทำไม่ได้ ฉันอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยพยุงเวลาฉันล้มหรือเวลาฉันอ่อนแอ ให้ฉันได้มีชีวิตที่เข้มแข็ง..เธอจะเป็นคนนั้นให้ฉันได้ไหม เคียวยะ..และให้ฉันเป็นคนนั้นของเธอ เราจะเดินไปด้วยกัน มีปัจจุบัน และอนาคตร่วมกัน.."
"เริ่มต้นกันใหม่เถิดนะ ยกชีวิตเธอให้ฉัน แล้วฉันจะยกชีวิตของฉันให้เธอดูแล.."
น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลอ่อนหวานเหลือเกิน สำหรับคนฟัง ใบหน้าเล็กยังคงก้มงุดไม่ยอมเงย ไม่ยอมตอบใดๆ ทั้งสิ้น ดีโน่มองพลางอมยิ้ม แก้มใสนั้นแดงก่ำยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก เขากระชับอ้อมกอดแน่น แนบใบหน้าชิดใกล้
"ไม่ตอบ แสดงว่าตกลงสินะ"
"หนะ นี่คุณ จะำทำอะไรน่ะ" ฮิบาริโวยวาย เมื่อรู้สึกตัวลอยจากพื้น อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกระชับแน่น
"ก็..ลงโทษเธอ โทษฐานทำให้ฉันตกเครื่องบินไง"
..........
ทันทีที่เสียงประตูห้องเลื่อนปิด โรมาริโอ้ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลุ้นเสียใจหายใจคว่าำหมด...หนุ่มใหญ่(สุด) ยิ้มกว้าง เมื่อผู้ร่วมลุ้นอีกคนถือถาดมีสาเกพร้อมกับแกล้ม เดินตรงมา
"ถึงอิตาลีเมื่อไร ตาฉันเลี้ยงแล้วกัน" โรมาริโอ้บอก
สองคนสนิทหัวเราะให้ักัน พลางยกจอกขึ้นดื่ม อวยพรให้เจ้านายของตน
...........................................
เช้าตรู่..
ดีโ่น่ขยับพลิกตัวพลางขยี้ตา ข้างกายเขาว่างเปล่า ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ประตูระเบียงเปิดออกเห็นร่างเล็กกำลังง่วนอยู่ตรงแปลงดอกไม้ ดอกเดซี่สีขาวเล็กๆ ถูกนำมามัดรวมกัน
"จะไปสุสานเหรอ.."
ฮิบาริเงยหน้า มองคนทัก ที่ใส่เพียงกางเกงขายาวตัวเดียว ท่อนบนโชว์แผ่นอกกำยำ เด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าหนี ใบหน้าแดงซ่าน พยักหน้าเบาๆ ดีโน่อดหัวเราะไม่ได้ เคียวยะนี่ขี้อายจริงๆ ชายหนุ่มก้าวลงจากระเบียง
มือใหญ่โอบรอบเอวบาง หอมแก้มแดงฟอดใหญ่ "ให้ฉันไปด้วยคนนะ"
...............................
คนสองคนจูงมือกัน เดินลัดเลาะตามเส้นทางปูด้วยแผ่นอิฐ น่าแปลก..ทุกครั้งทางเส้นนี้จะเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยว ทว่าวันนี้ฮิบาริกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ทิวทัศน์แห้งแล้ง เคยหม่นหมองกลับดูมีสีสัน ราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงๆ
ครั้น ถึงบริเวณสุสานเห็นแผ่นหินใหญ่สลักชื่อผู้เป็นที่รัก ทั้งคู่ต่างบรรจงวางช่อดอกไม้แสนสวยร่วมกัน ฮิบาริขยับตัวถอยห่างเพื่อให้ดีโ่น่ได้อยู่ตามลำพัง ทว่าชายหนุ่มส่ายหน้า มือใหญ่โอบไหล่บางหลวมๆ ส่งยิ้มเป็นกำลังใจ ด้วยเข้าใจดีว่าคนตัวเล็กคิดอะไรอยู่
ร่างสูงคุกเข่าลง เอื้อมมือแตะสัมผัสชื่อบนแผ่นหินเบาๆ อย่างทะนุถนอมเช่นเคย
"..เคียวยะ ฉันสัญญา..จะดูแลน้องนายเป็นอย่างดี....อวยพรเราสองคนด้วยนะ.............
...................................................................................................................."
ประโยค ตอนท้ายคนพูดแปรเปลี่ยนเป็นภาษาอิตาลีที่คนฟังไม่อาจเข้าใจได้...ฮิบาริ เหลือบมอง นัยน์ตาสีดำสั่นไหว อดปวดใจแทนไม่ได้ ยามเห็นหยดน้ำซึมรื้นจากนัยน์ตาสีอำพันคู่นั้น มือเล็กยื่นผ้าเช็ดหน้าแตะซับให้อย่างเบามือที่สุด อาการกลัวๆ กล้าๆ กับสีหน้าหมองหม่นของเด็กหนุ่ม ทำให้ดีโน่ต้องยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะดึงร่างเล็กมากอดแน่น
"ขอบคุณ เคียวยะ..ขอบคุณมาก"
...........................
..ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ
จนกว่า..คุณจะไม่ต้องการผม...
............................................
จบ (ภาค 1)
โปรดติดตามต่อใน ภาค 2 การเติบโตของความรัก
ขอบคุณมากค่ะที่อ่าน ขออภัยล่วงหน้าหากอ่านแล้วงง
..........................................
หมายเหตุ:
1. อย่าว่ากันนะค่ะที่มีภาค 1 ภาค 2 เนื่องจากต้องมีซัมติง(?) ถึงจะเกิดซัมติง(?) ไม่กล้าพูดมากกลัวความลับของคุณเคียวจะเผยออกมา
2. อย่าถามนะค่ะว่าพี่โน่พูดอะไรตอนท้าย ฟังภาษาอิตาลี(เลี่ยน) ไม่ออกเหมือนกัน
3. ก่อนเริ่ม ภาค 2 ขออนุญาตแว่บไปปิด รักนั้น..ก่อนค่ะ นานมากแล้ว
ปล. ไม่เกี่ยว แต่อ่านคุณกิน 398 แล้วอยากร้องไห้ เหมือนความเศร้ามันทะลุหัวใจเข้าไป อยากเขียนให้คนอ่านรู้สึกแบบนี้มั่งจัง (เอ๊ะ..หรือจริงๆ หัวใจเรามีรูอยู่แล้ว 55+)