[DNA Aufic] As Tear Go By_2 (Misawa)

posted on 08 Mar 2015 16:18 by chaste-child
ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้เลยค่ะ
.............................................
 
Title: As Tear Go By ตอน 2
 
Pairing: Miyuki x Sawamura
 
notes:  ทั้งคู่ห่างกันแปดปีค่ะ
.........................................................
 
 
ตั้งแต่เกิดจนจำความได้ เอย์จุนอยู่กับปู่สองคนภายในบ้านซึ่งเป็นเพียงห้องเช่าเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง แต่เขาไม่เคยเหงาหรอกนะ เพราะมีพี่ชายข้างบ้านคอยเป็นเพื่อนตลอดเวลา ถึงหน้าจะดุและนิสัยโหดแค่ไหน แต่โยจังหรือ คุราโมจิ โยอิจิ ที่ใครต่อใครขนานนามว่าเป็นตัวแสบ ก็ใจดีกับเขาเสมอ คอยรับส่งดูแลทุกวันแทนปู่ที่ต้องออกไปทำงานกว่าจะกลับก็มืดค่ำแล้ว
 
 
"โยจัง! ไปด้วยคนน๊า"
 
หลังเลิกเรียน เอย์จุนในวัยอนุบาลมักจะตามคุราโมจิไปยังสนามเบสบอลริมแม่น้ำเป็นประจำ ซึ่งหนุ่มมอต้นหัวทองก็ไม่เคยปฏิเสธ ยกเว้น..
 
"ไม่ได้เฟ้ย! วันนี้มีธุระ นายเล่นกับคนอื่นก่อน เดี๋ยวฉันมารับ"
 
เด็กน้อยหน้าสลดวูบด้วยความผิดหวัง แต่แว่บเดียวก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจ เมื่อนึกบางอย่างออก
 
วันนี้โยจังหน้าบึ้งแสดงว่ากำลังอารมณ์ไม่ดี งั้นธุระของโยจังต้องเป็นการไปเล่นงานพวกเกเรที่ไหนสักแห่งแน่เลย เด็กน้อยรีบดึงแขนคนตัวโตพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนขอตามไปด้วยคน
 
"ไม่ต้องเลยเจ้าเด็กบ้า! คราวนี้ฉันไม่ใจอ่อนแน่" คุราโมจิแยกเขี้ยวตวาด ขืนพาไปด้วยเดี๋ยวโดนลูกหลงบาดเจ็บกลับมา แถมเจ้านี่ยังปากมาก คราวก่อนอุตส่าห์บอกให้เงียบ ดันเอามาคุยโม้จนเขาโดนพี่สาวลงโทษให้อดมื้อเย็นฐานไปมีเรื่องกับคนอื่น แล้วยังพาเอย์จังไปอึกต่างหาก ซวยชะมัด!
 
ตะ แต่ เขาจะใจแข็งได้รึเปล่า? ----นั่นไง มาแล้ว...
 
"ฮึก อึก ฮือ ฮือ โยจังใจร้าย...ฮือ ฮือ.." เอย์จุนเบะปากสะอื้น ยกหลังมือปาดน้ำตาที่ร่วงพรูไม่หยุดจนหน้าตาเลอะเทอะ
 
คุราโมจิแทบจะทึ้งหัวตัวเองให้ตายรู้แล้วรู้รอด พยายามทำใจแข็งสุดฤทธิ์ ไม่มองหน้าเจ้าเด็กขี้แยที่เขาทั้งรักทั้งห่วงและดูแลมาตั้งแต่เล็กจนเหมือนเป็นน้องชายคนสำคัญ
 
บรรดาเด็กเกเรหรือคนแถวนี้ต่างรู้ดี ขืนใครกล้ารังแกซาวามูระ เอย์จุน เป็นโดนคุราโมจิ ตัวแสบผู้ไม่กลัวใครเล่นงานปางตายแน่
 
"ฮือ ฮือ แง แง๊...." เด็กเจ้าน้ำตาตะเบ็งเสียงร้องดังขึ้น สองแขนน้อยกอดขาอีกฝ่ายแน่นไม่ยอมปล่อย
 
"เออ เออ เออ โว๊ย! หยุดร้องได้แล้ว" คุราโมจิย่อตัวลงเช็ดน้ำตาเจ้าเด็กขี้แยจนแห่งสนิท ก่อนกำชับหนักแน่น ให้ดูอยู่ห่างๆ ห้ามเข้าใกล้และห้ามเข้ามายุ่งเด็ดขาด เอย์จุนพยักหน้ารับปากแข็งขัน
 
 
 
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ท้องฟ้าเริ่มมืดลง คุราโมจิเดินจูงมือเด็กหน้าหน้าตามอมแมมแก้มข้างหนึ่งเขียวช้ำ กระนั้นเจ้าตัวเล็กยังหัวเราะร่าเริง
 
"คราวหน้าฉันไม่พานายไปอีกแล้ว" คุราโมจิบ่นอุบกับตัวเอง ถูกพี่สาวด่าเรื่องเล็ก แต่เห็นเอย์จุนมีแผลเพราะเขาไม่ทันระวังนี่สิ..เจ็บใจชะมัด
 
อุตส่าห์สั่งนักสั่งหนาให้อยู่ห่าง คอยดูเฉยๆ เจ้าเด็กหัวดื้อดันวิ่งเข้ามาหวังจะช่วยเพราะเห็นเขาถูกพวกนั้นรุมเล่นงาน เอย์จุนเลยโดนเหวี่ยงกระเด็น พอเห็นเท่านั้นคุราโมจิยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จัดการพวกนั้นจนนอนกองอยู่กับพื้น แล้วรีบพาเอย์จุนกลับไปใส่ยา
 
คราวหน้าเขาจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด คุราโมจิสาบานกับตัวเอง!!
 
หนุ่มมอต้นเหลือบมองเด็กน้อยที่ยังกระโดดโลดเต้นพูดไม่หยุดปากถึงความเก่งกาจของเขาในการซัดคู่ต่อสู้เสียหมอบ ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่สนใจแผลฟกช้ำของตนเองเลยสักนิด เซ้าซี้ให้เขาสอนชกต่อยอยู่นั่นแหละ บอกเผื่อคราวหน้าจะได้ช่วยเต็มที่
 
คุราโมจิพูดไม่ออก ขืนตามใจหรือมีเรื่องให้เอย์จุนเห็นบ่อย ต่อไปเจ้าตัวน้อยอาจกลายเป็นเด็กเกเร คงไม่ดีแน่ เอางี้ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะสอนเอย์จุนเล่นเบสบอลดีกว่า
 
.........................................
 
ถ้าถามช่วงไหนที่ชีวิตเขามีความสุข เอย์จุนคงตอบได้ทันทีว่าช่วงที่ได้เล่นเบสบอลกับโยจัง ได้หัดขว้างลูก ได้เฝ้าดูโยจังคนเก่งเล่นเบสบอล เขาล่ะเป็นปลื้มเวลาได้ยินคนรอบสนามเอ่ยชมฝีเท้าและทักษะการเล่นของโยจัง จึงไม่แปลกที่มีหลายโรงเรียนสนใจจะให้โควต้าโยจังเข้าเรียนมอปลาย
 
แต่วันหนึ่งเอย์จุนสังเกตเห็นโยจังไม่ร่าเริงเหมือนเคยและบ่นจะเลิกเล่นเบสบอล คุณป้าพี่สาวของโยจังบอกว่า โรงเรียนที่เคยสนใจพอได้ยินเรื่องพฤติกรรมมีเรื่องชกต่อยของโยจังเลยปฏิเสธกันหมด
 
เอย์จุนโกรธมาก พวกนั้นใจร้าย โยจังทำไปเพราะปกป้องเพื่อนๆ ต่างหาก ความจริงโยจังเป็นคนใจดีที่สุด คุณป้ายิ้มด้วยความเข้าใจและขอเขาเป็นกำลังใจให้โยจังหาโรงเรียนได้
 
เอย์จุนรับคำหนักแน่น เพื่อโยจังแล้วจะให้เขาทำอะไรก็ได้
 
แต่เอย์จุนไม่คิดเลย สิ่งที่เขาทำได้เป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องแอบร้องไห้คนเดียว เมื่อโยจังได้รับการทาบทามจากเซย์โด โรงเรียนชื่อดังและมีชื่อเสียงด้านเบสบอล
 
ครั้งแรกที่รู้ข่าว เอย์จุนดีใจจนกระโดดตัวลอย โยจังสมหวังแล้ว! แต่พอรู้ว่าโยจังต้องไปโตเกียว และเขาจะไม่ได้เจอโยจังอีกนาน น้ำตาเอย์จุนก็ไหลพราก แม้ในใจอยากร้องตะโกนว่าอย่าไป....แต่เอย์จุนได้แต่ฝืนยิ้มยืนโบกมือส่งโยจังขึ้นรถ เขาไม่ควรเห็นแก่ตัวขัดขวางความฝันของโยจัง
 
โยจังกลับมาเยี่ยมเขาสม่ำเสมอ เล่าเรื่องเบสบอลแสนสนุกและการฝึกแสนโหด เอย์จุนดีใจที่เห็นโยจังมีความสุข เซย์โดต้องเป็นโรงเรียนที่ดีแน่ ไว้เขาโตเมื่อไรจะขอปู่ไปเรียนที่นั่นบ้าง
 
ยังไม่ทันที่ฝันของเอย์จุนจะเป็นจริง ปู่ก็ไม่สบายต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เอย์จุนเคว้งคว้างได้แต่ร้องไห้ทุกวัน แม้คุณป้าพี่สาวของโยจังจะรับเขามาอยู่ด้วยชั่วคราว แต่เด็กน้อยก็รู้ดีอีกไม่นานเขาคงต้องถูกส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะนอกจากปู่แล้วเขาไม่มีใครอีกเลย คุณป้าเองก็ภาระเยอะต้องทำงานหาเลี้ยงทั้งลูกและปู่ของโยจัง คงไม่สามารถให้เขาอยู่ด้วยได้ตลอดไป
 
 
แล้ว...โยจังก็กลับมา ช่วยเขาเก็บของ ซ้ำบอกจะรับเขาไปอยู่ด้วย เอย์จุนตาโตร้องตะโกนด้วยความดีใจ
 
"จะได้ไปอยู่เซย์โด จะได้เล่นเบสบอลกับโยจัง เย้!!"
 
พอเขาตะโกนออกไป ก็มีเสียงหัวเราะดังลั่น
 
เอย์จุนรีบหันควับหาต้นเสียง เพิ่งนึกได้ โยจังไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเพื่อนมาด้วยคนหนึ่ง
 
คนใส่แว่นหัวเราะลั่นพลางเอามือกุมท้อง "ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กนี่ซื่อบื้อชะมัด! เซย์โดเป็นโรงเรียนมอปลาย เขาไม่รับเด็กประถมอย่างนายหรอก"
 
เอย์จุนค้อนควับ อายจนหน้าแดง พร้อมนึกเขม่นหน้า (ไอ้) เจ้าแว่นคนนี้ทันที เขาจะไปรู้เรื่องนั้นได้ไงล่ะ
 
ตอนแรกเอย์จุนไม่ชอบมิยูกิสักนิด เพราะฝ่ายนั้นมักบ่นว่าโยจังเรื่องหาภาระใส่ตัว อยู่หอพักโรงเรียนดีๆ ไม่ชอบ ต้องออกมาหาหออยู่ข้างนอก แถมต้องทำงานพิเศษอีก ทั้งที่การฝึกซ้อมแต่ละวันก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
 
น่าแปลกโยจังไม่เคยแสดงท่าทีโกรธเคือง แค่ตวาดกลับให้มิยูกิเลิกยุ่ง เลิกพูดมากเสียที ถึงจะเหมือนทะเลาะกันหรือเถียงกันแทบทุกวัน แต่เอย์จังก็เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกันตลอด และมิยูกินี่แหละเป็นคนรับหน้าที่ดูแลเขาเวลาโยจังไปทำงานพิเศษ
 
คงเพราะอยู่ด้วยกันมากขึ้น เอย์จุนเริ่มเปลี่ยนใจหันมาชอบมิยูกิ เพราะมิยูกิทำอาหารอร่อย และยอมเล่นแคทบอลกับเขาทุกวัน
 
ไม่ว่าเขาจะขว้างลูกแบบไหน มิยูกิก็รับได้หมด...
 
โยจังบอกมิยูกิเป็นแคทเชอร์ที่เก่งมาก ขนาดตอนอยู่ปี 1 ยังได้ลงนิตยสารเลย เป็นสุดยอดแคทเชอร์ที่มีอนาคตไกล
 
มิน่า...หมอนั่นถึงนิสัยเสีย แถมปากร้ายสุดๆ นึกอยากพูดอะไรก็พูดไม่เกรงใจใครสักนิด เอย์จุนคิดในใจ
 
ถึงอย่างนั้น เอย์จุนก็ชอบมิยูกิอยู่ดี
 
 
บางครั้งเขาเคยสงสัย หลังจากโยจังจากไป ทำไมมิยูกิถึงรับเขามาอยู่ด้วย
 
อย่าว่าแต่เอย์จุนเลย
 
มิยูกิเอง ก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน..
 
...................................................................................................................
...................................................................................................................
 
 
 
นาฬิกาบนผนังห้องบอกเวลาเที่ยงคืนเศษ เมื่อมิยูกิกลับมา
 
เอย์จุนคงหลับแล้ว
 
มิยูกิเปิดประตูห้องนอนเด็กหนุ่มเบาๆ พลางส่ายหน้ามองผ้าห่มที่หล่นอยู่กับพื้น...เจ้านี่นอนดิ้นทุกวันไม่เปลี่ยนเลยแฮ่ะ
 
ชายหนุ่มก้มหยิบผ้าเพื่อห่มให้ใหม่ มือที่จับผ้าห่มชะงักเมื่อเห็นกรอบรูปวางข้างหมอน
 
มิยูกิถอนหายใจลูบศีรษะเด็กหนุ่มที่กำลังหลับสนิทอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหยิบกรอบรูปมาวางหัวเตียงเหมือนเดิม
 
นายคงคิดถึงหมอนั่นสินะ...ฉันเองก็เหมือนกัน
 
 
....................................................
 
 
 
เย็นวันต่อมา
 
มิยูกิกลับมาถึงบ้าน พอไขกุญแจเปิดประตูเท่านั้น ก็ได้ยินเสียงวิ่งตุ้บตับจากด้านใน เขาอมยิ้ม สงสัยเอย์จุนจะหิวจัด
 
"มิยูกิ..กลับมาแล้วเหรอ?" ใบหน้าตื่นเต้นสุดๆ ของเด็กหนุ่มที่วิ่งมาต้อนรับ ทำให้ต้องขมวดคิ้วแปลกใจ
 
"มีแขกมา" เอย์จุนกระซิบบอก
 
เจ้าของบ้านเดินมายังห้องรับแขก ก่อนจะเผยอรอยยิ้ม
 
"นึกว่าใคร....สวัสดีครับ เรย์จัง"
 
"ไม่เจอกันนาน ดีใจที่เห็นเธอสบายดี ซาวามูระคุงเองก็โตขึ้นมาก" คนพูดเหลือบมองเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งยิ้มแป้นไม่หุบ คนฟังอมยิ้มไม่ตอบอะไร
 
"เธอคงพอเดาออกว่าฉันมาที่นี่ เพราะอยากให้ซาวามูระคุงมาเข้าเซย์โดของเรา"
 
มิยูกิหัวเราะ โยกหัวคนนั่งข้างเบาๆ "เจ้านี่น่ะนะ คงไม่ไหวหรอกมั้ง? เรย์จัง"
 
"หนอย..นายว่าใครไม่ไหว" เอย์จุนแยกเขี้ยวใส่คนพูดทันที
 
อาจารย์สาวอมยิ้มมองสองคนโต้เถียงกัน ความจริงเธอคุ้นเคยกับทั้งสองเป็นอย่างดี มิยูกิ คาซึยะ เคยเป็นแคทเชอร์มือหนึ่งและกัปตันทีมของเซย์โดที่นำทีมเข้าสู่โคชิเอ็งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของโรงเรียน ส่วนซาวามูระคุง ตอนเป็นเด็กเคยตามพี่ชายคือคุราโมจิ หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของทีม มาวิ่งเล่นเข้าออกสนามเป็นประจำ แม้จะโดนโค้ชดุหรือทำโทษ เจ้าเด็กจอมซ่าไม่เคยกลัว จนโค้ชต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
 
"คุราโมจิคงดีใจ ถ้าซาวามูระคุงได้เข้าชมรมเบสบอลของเซย์โด"
 
สองหนุ่มเหมือนจะหยุดเถียงกันทันทีที่ชื่อนั้นถูกเอ่ยออกมา มิยูกิถอนหายใจ "ตามใจนายก็แล้วกัน"
 
พอถูกโยนให้ตัดสินใจเอง คนเคยพูดมากกลับเงียบเอาดื้อๆ บรรยากาศเริ่มชวนอึดอัด อาจารย์สาวนึกเสียใจที่เอ่ยชื่อบุคคลที่สาม จึงเปลี่ยนเรื่องมาอธิบายเพิ่มเติมในรายละเอียด และฝากนามบัตรไว้พร้อมนัดให้เอย์จุนลองไปดูที่โรงเรียนสักครั้งก่อนเพื่อตัดสินใจ
 
แล้วเธอก็ลากลับ
 
.......................................................
 
 
 
"มิยูกิ เล่นแคทบอลกันไหม?"
 
เสียงเด็กหนุ่มกล้าๆ กลัวๆ เอ่ยถามแผ่วเบา
 
เจ้าของชื่อซึ่งนั่งสูบบุหรี่ริมระเบียงด้านนอก ตอบโดยไม่หันมอง "ไม่ล่ะ"
 
"ขอโทษ.." เอย์จุนถอยตัวออกมา ขอบตาร้อนผ่าว รีบปาดน้ำตาลวกๆ มือกำถุงมือเบสบอลแน่น ตั้งแต่วันนั้น ไม่ว่าจะชวนสักกี่ครั้ง มิยูกิไม่เคยตอบรับเลย เขาพยายามปลอบใจตัวเอง มิยูกิคงเหนื่อยเพราะต้องทำงานทั้งวัน เขาไม่ควรรบกวนฝ่ายนั้นมากเกินไป เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มิยูกิก็เสียสละเพื่อเขามากแล้ว
 
 
เด็กหนุ่มเดินเรื่อยเปื่อยออกจากอพาร์ตเมนต์จนมาถึงสนามเด็กเล่น เผื่อเจอใครจะได้ชวนเล่นแคทบอล วากานะก็ไม่ว่าง ต้องไปเฝ้าคุณยายที่โรงพยาบาล
 
"ฮึ เล่นคนเดียวก็ได้"
 
เอย์จุนบ่นกับตัวเอง แล้วก็โยนลูกเบสบอลวิ่งรับสลับไปมาคนเดียว
 
 
"อึก ฮ่า ฮ่า.."
 
เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้น เอย์จุนรีบหันไปดู เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังพยายามปิดปากกลั้นหัวเราะขณะมองมาทางเขา
 
เอย์จุนอายจนหน้าแดง รีบเก็บลูกที่หล่นทันที
 
"อ่า..ขอโทษที ฉันไม่ได้ตั้งใจหัวเราะเยาะเธอ แต่มันอดขำไม่ได้จริงๆ"
 
รอยยิ้มและคำพูดจริงใจแสนสุภาพของคนนั้น ทำให้เอย์จุนโกรธไม่ลง
 
"ช่างเหอะ ก็ไม่มีใครว่างมาเล่นกับผมสักคน"
 
"เอางี้ เพื่อเป็นการไถ่โทษ ฉันจะช่วยรับลูกให้เธอเอง"
 
เอย์จุนหันควับ สีหน้ายังไม่ค่อยเชื่อคำพูดนั้นเท่าไร แต่พอเห็นอีกฝ่ายเปิดกระเป๋าเป้หยิบถุงมือออกมา เอ๊ะ! เอย์จุนตาโต นั่นมันถุงมือแคทเชอร์นี่นา
 
"ว๊าาวว คุณเป็นแคทเชอร์หรือครับ?"
 
ฝ่ายนั้นพยักหน้ายิ้ม ขยับมือรับลูกที่เอย์จุนขว้างมาได้อย่างง่ายดาย หลังจากขว้างลูกวอร์มอัพไปมาพักหนึ่ง เอย์จุนเริ่มตั้งใจจะขว้างลูกแบบเอาจริงมากขึ้น พอแคทเชอร์หนุ่มเห็นดังนั้น จึงขยับตัวและตั้งท่ารับอย่างทะมัดทะแมงเช่นกัน เอย์จุนตาลุกวาวก่อนจะรวบรวมกำลังขว้างลูกออกไปเต็มแรง
 
 
ซวบ!!
 
ลูกเบสบอลเข้าถุงมือพอดี!
 
เสียงลูกเบสบอลกระทบถุงมือดังก้องสะท้อนความเงียบในบริเวณนั้น เอย์จุนตาเป็นประกายวิบวับ กระโดดตัวลอยตื่นเต้น เพราะนอกจากมิยูกิ เขาก็เพิ่งเจอแคทเชอร์คนนี้แหละ ที่รับลูกเขาได้อย่างง่ายดาย ขนาดเพื่อนร่วมทีมยังบ่นเสมอลูกของเขารับยากและน่ากลัว เพราะเดาทางยาก เลยรับพลาดบ่อย
 
"ลูกของเธอรับยากเอาการ แต่ก็เป็นลูกที่ดี เอาล่ะ ขว้างมาอีกสิ"
 
"ครับ!"  เอย์จุนตะโกนด้วยความดีใจ
 
เวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว เอย์จุนไม่สนใจ จนโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้้น เป็นมิยูกินั่นเอง เจ้าตัวบ่นว่าไปเถลไถลที่ไหน เกือบสามทุ่มแล้วให้รีบกลับบ้าน
 
เอย์จุนอ้าปากค้าง ไม่รู้ตัวเลยว่าดึกจนป่านนี้แล้ว มัวแต่ขว้างลูกจนลืมเวลา จึงรีบขอโทษอีกฝ่ายที่ทำให้เสียเวลา
 
"ไม่เป็นไร ความผิดฉันเหมือนกันที่ลืมดูเวลา จนผู้ปกครองเธอต้องโทรตาม"
 
"เอ่อ คุณจะมาอีกไหม?" เอย์จุนโพล่งถาม แม้ในใจจะลังเล มิยูกิสั่งกำชับห้ามยุ่งกับคนแปลกหน้า เพราะตัวเขาซื่อบื้อและใจร้อน เดี๋ยวจะโดนหลอกหรือเผลอไปมีเรื่องกับใคร แต่คนๆ นี้ดูท่าทางใจดี คงไม่เป็นไรมั้ง?
 
แคทเชอร์หนุ่มท่าทางใจดีนิ่งคิดชั่วครู่ ยกมือแตะไหล่ตัวเองเบาๆ
 
"ก็ได้นะ ฉันต้องผ่านทางนี้ทุกวันอยู่แล้ว ดีเหมือนกัน จะได้เป็นการฝึกซ้อมไปในตัว.." ประโยคท้ายเหมือนผู้พูดจะรำพึงกับตัวเอง
 
"ผมชื่อ ซาวามูระ เอย์จุน ครับ"
 
"ฉัน..ทาคิกาว่า คริส ยู.."
 
 
......................................................................
 
 
 
"นี่มิยูกิ ฉันไปเซย์โดดีไหม?"  เอย์จุนเอ่ยถาม ขณะทั้งคู่นั่งดูทีวีด้วยกัน
 
"ก็ดีหนิ อย่างนายไปสอบที่ไหน คงหมดหวังชัวร์"
 
"หนอย..." เด็กหนุ่มสะบัดหัวชนไหล่คนพูดจนตัวเอียง มิยูกิหัวเราะลั่นรีบยกมือป้องกันก่อนจะดันหัวเจ้าตัวยุ่งคืน
 
เอย์จุนค้อน หมอนี่ปากร้ายไม่เปลี่ยนสักนิด จะพูดดีให้กำลังใจกันบ้างไม่ได้รึไงฟร่ะ!
 
"โยจังจะดีใจไหมน๊า?" เขารำพึงกับตัวเองเบาๆ เกยคางกับเข่าทั้งสองข้าง
 
"ดีใจสิ ฝันของหมอนั่นเลยมั้ง? อยากเห็นนายเข้าเซย์โด"
 
เอย์จุนยิ้มแก้มปริ ไม่บ่อยนักที่มิยูกิจะยอมพูดเรื่องโยจัง  "แล้วมิยูกิล่ะ มีฝันไหม?"
 
คนถูกถามชะงักชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะขื่นๆ กับตัวเอง  "เคยมี แต่มันสลายไปนานแล้ว"
 
"ขอโทษ.." เอย์จุนหน้าเสียรีบก้มหน้าชิดหัวเข่า นึกเสียใจที่เผลอพูดโดยไม่ทันคิด มิยูกิคงฝันอยากเป็นนักเบสบอลใช้ชีวิตโลดแล่นกลางสนาม มีชื่อเสียงโด่งดังและมีความเป็นอยู่ที่สบายกว่านี้
 
 
"เจ้าบ้า! จะขอโทษเรื่องอะไร"
 
"ก็เพราะฉัน มิยูกิถึงทำตามความฝันไม่ได้ ฉันเป็นภาระของนาย"
 
มิยูกิถอนใจเฮือก ...เจ้าเด็กคิดมากเอ๊ย...เขายกมือเขกหัวเด็กหนุ่มโป๊กใหญ่
 
"บอกกี่ครั้งแล้วให้เลิกคิดมาก สมองนายยิ่งมีพื้นที่น้อยอยู่ เลิกฟุ้งซ่านแล้วไปนอนซ่ะ"
 
พอถูกไล่ให้ไปนอนเอย์จุนก็หน้างอ แม้จะรู้เต็มอกฝ่ายนั้นพูดจาล้อเล่นเหมือนทุกครั้ง แต่ลึกๆ ในใจก็แอบเจ็บปวดไม่น้อย ถ้ามิยูกิจะบอกสักคำว่าเต็มใจดูแลเขา เขาคงมีความสุขและไม่คิดมากอย่างนี้
 
แต่มิยูกิไม่เคยพูดสักครั้ง แม้จะพาเขามาอยู่ด้วย รับภาระหน้าที่ดูแล รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แทนโยจังที่จากไปอย่างกระทันหัน
 
มิยูกิบอกแต่เพียง  ไม่เป็นไร ช่างเถอะ..
 
..................................................
 
......................................................................................................................
 
 
 
 
"ฉันเลือกคณะบริหารว่ะ"
 
"เห? นายจะเลิกเล่นเบสบอล?" มิยูกิหน้าเครียด กระชากแขนอีกฝ่ายอย่างแรง
 
คุราโมจิหน้าบึ้ง ตอบเสียงห้วน  "เออ.."
 
"ทำไม?"
 
"..ถ้าฉันเล่นต่อ ก็คงไม่มีเวลาดูแลเอย์จัง เจ้าโง่นั่นซื่อบื้อจะตาย ทำอะไรก็ไม่เป็น นายก็รู้!!" คนพูดอึกอักหน้าแดงโวยวายลั่น ยิ่งเห็นอีกฝ่ายมองเขาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
 
"ห๊า? นี่นายจริงจังขนาดนี้เลยเหรอ?"
 
"ฮึ..อยากหัวเราะก็เชิญ" คุราโมจิเมินหน้าหนี ก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ "เจ้าบื้อนั่นไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากฉัน เพราะงั้นฉันถึงไม่อยากเห็นเจ้านั่นต้องเหงาอยู่บ้านคนเดียวเหมือนฉันตอนเด็ก เลยกะจะเรียนเพื่อจบมาเป็นพนักงานกินเงินเดือน จะได้มีเวลาดูแล ได้เห็นหมอนั่นเติบโต นั่นแหละฝันของฉัน.."
 
"งั้นเอาอย่างนี้.." มิยูกิทำหน้าจริงจัง โอบไหล่อีกฝ่ายให้เอนเข้าหาตัว พลางทำตาระยิบระยับ "..ป๊ะป๋าคาซึยะ จะเป็นคนเซ็นสัญญารับเงินก้อนโตเอง ส่วนคุณแม่โยอิจิก็อยู่บ้านคอยดูแลเอย์จัง โอเคไหม?" แคทเชอร์คนดังซึ่งใกล้จบมอปลายและกำลังเนื้อหอมสุดๆ ด้วยมีหลายทีมติดต่อขอทำสัญญาล่วงหน้า แต่เจ้าตัวยังไม่ตัดสินใจ เสนอไอเดียสุดบรรเจิด
 
"หนอย! ใครเป็นคุณแม่ว่ะ" คุราโมจิศอกใส่กลางอกอีกฝ่ายเต็มรัก แต่ฝ่ายนั้นทนทายาทกอดแน่นไม่ยอมปล่อย
 
"ขอฉันอยู่ในฝันของนายด้วยคนสิ ฉันจะช่วยดูแลเอย์จัง แล้วเราอยู่ด้วยกันสามคนนะ....
ฉันอยากอยู่กับนายจริงๆ โยอิจิ.."
 
.............................................................
 
..................................................................................................................
 
 
มิยูกิสะดุ้งตื่นกลางดึก ชายหนุ่มกุมขมับแน่น เขาฝันถึงเรื่องเก่าอีกแล้ว ยิ่งใกล้วันนั้นทีไร เรื่องในอดีตมักย้อนเข้ามาในความทรงจำ แล้วเขาก็จะฝันซ้ำไปซ้ำมา
 
ห้าปีแล้ว..มิยูกิกลืนก้อนแข็งลงคออย่างยากเย็น ทำไมความเจ็บปวดถึงไม่จางหายสักที
 
ทำไม...นายต้องทิ้งฉันไป โยอิจิ..
 
 
....................................................
 
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
 
ขอบคุณที่่อ่านค่ะ
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อยะ....อย่าทิ้งฟิคเรื่องนี้เลยค่ะ T///T
ชอบแนวนี้จัง...ชอบคู่นี้มากไเลยค่ะ ดีใจ~ ยังไงก็สุ้ๆนะค่ะ เราอยากให้แต่งให้จบ คือแบบไปเจอคนแต่งตอนยาวออกมา แต่ไม่เคยจบเลย อ่านไปก็เศร้าไป ฮือออ สุ้ๆนะค่ะเป็นกำลังใจให้><

#3 By KIseji on 2015-05-30 20:56

ตามติด เฮ้ย!รอติดตามตอนต่อๆไปน่ะค่ะ ลุ้นแล้วอยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อbig smile

#2 By หมูหวาน (109.123.178.131|109.123.178.131) on 2015-04-14 19:03

พี่คริส!! //////////
ทีแรกที่เล่นรับลูกนึกว่าเป็นอสก.แต่พอเลื่อนอ่านดูเรื่อยๆว่าเป็นพี่คริส ใจสั่นยิ่งกว่าอะไรอีกค่ะ!
แล้วยังมีโมเม้นสามคนนี้อีกชอบค่ะชอบบบ ///////
ติดตามอยู่เรื่อยๆค่ะ

#1 By HIGHFAM on 2015-04-09 10:30