[DNA Fic] Bonds (Misawa+kura)

posted on 12 Jul 2015 11:42 by chaste-child
ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ
.............................
 
Title: Bonds
 
Pairing: MiyukixSwawamura & Kuramochi
 
notes: ฟิคสั้น 3 เรื่อง เน้นความผูกพันของสามคนนี้
.............................
 
 
01: It's not the end of the world
......................................
 
 
 
Miyuki, Bastard! why you left him like this...
 
ถึงจะรู้ว่าการด่าคนที่จากไปแล้ว ไม่มีประโยชน์อันใด แต่คุราโมจิก็ยังอยากตะโกนด่าเพื่อนรักอยู่ดี
 
 
สิบปีเต็มเชียวนะ--ที่สองคนนั่นอยู่ด้วยกัน เรียนที่เดียวกัน และเล่นเบสบอลอาชีพในทีมเดียวกัน
 
จู่ๆ เจ้าคนเฮงซวยก็จากไป เพราะอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน
 
เอย์จุนไม่สามารถทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ก็แหงล่ะ..สองคนนั่นคบกันตั้งแต่อยู่เซย์โด ไม่ว่ามิยูกิตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินไหน เอย์จุนพร้อมตามติดไปด้วยเสมอราวกับหมาน้อยผู้จงรักภักดีต่อเจ้าของ คุราโมจินึกไม่ออกเลยว่ามีช่วงไหนบ้างที่สองคนนั้นแยกจากกัน
 
การจากไปของมิยูกิจึงเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเอย์จุนพังครืนลงมา ทางทีมตกลงให้เอย์จุนพักยาวจนกว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้นและสามารถกลับมาเป็นพิทเชอร์ได้ดังเดิม
 
........................................
 
ผ่านมาหนึ่งเดือน เอย์จุนยังคงร้องไห้ทุกวัน ไม่มีวันไหนเสื้อคุราโมจิจะไม่เปียกชุ่ม เพราะอีกฝ่ายเอาแต่กอดเขาแล้วร้องไห้ไม่หยุด
 
 
"ไม่อร่อย ไม่อยากกิน..."
 
เอย์จุนสะอึกสะอื้นพลางเบือนหน้าหนีจากอาหารสารพัดอย่างบนโต๊ะ หลังจากทนฝืนกินได้เพียงสองสามคำ อาการงอแงของคนตรงหน้าทำเอาคนอุตส่าห์ตระเวนรอบเมืองเพื่อหาของอร่อยมาให้แทบกระโดดเตะก้านคอ ก็รู้หรอกว่ามิยูกิทำอาหารอร่อย หมอนั่นชอบเข้าครัวทำอาหารกินเองเสมอ ไม่ว่าเจ้าทึ่มอยากกินอะไร ยากเย็นหรือพิสดารแค่ไหน มิยูกิไม่เคยขัดใจ สรรหาตำรามาทำให้จนเจ้าทึ่มหน้าบานยิ้มแก้มปริ ไม่ยอมออกไปกินนอกบ้านอีกเลย
 
คุราโมจิจุ๊ปากฮึดฮัด ตัดใจยอมแพ้ลุกไปหยิบพุดดิ้งของโปรดของเอย์จุนจากในตู้เย็นมาวางให้ตรงหน้าแทน ถึงจะเป็นแค่ของหวานแต่อย่างน้อยขอมีอะไรตกถึงท้องเจ้าทึ่มบ้างก็ยังดี อ่อนข้อให้ขนาดนี้แล้ว ลองกล้าปฏิเสธสิ!
 
"อ้าปากเดี๋ยวนี้!!" คุราโมจิคำรามด้วยใบหน้าถมึงทึง ความอดทนมีขีดจำกัดเฟ้ย..หยิบข้อนจ้วงตักพุดดิ้งคำโตจ่อปากอีกฝ่าย เอย์จุนร้องไห้โฮยอมอ้าปากแต่โดยดี ค่อยๆ กล้ำกลืนฝืนกินทีละคำอย่างพะอืดพะอมจนหมดถ้วย ก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลพรากไม่หยุด
 
 
 
หลังจากขว้างลูกได้ห้าลูก เอย์จุนก็ถอดถุงมือ ทรุดลงนั่งกอดเข่าสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
 
คุราโมจิท้าวสะเอวแยกเขี้ยวมองด้วยความหงุดหงิด เงื้อมือขว้างลูกกลับสุดแรง ไม่แคร์สักนิดอีกฝ่ายจะรับทันหรือหลบได้ไหม เอย์จุนร้องโอ๊ยดังลั่นเมื่อลูกเบสบอลกระทบหัวดังตุ้บ เจ้าตัวเงยหน้านองน้ำตามองคนขว้างอย่างโกรธ แต่เมื่อเห็นนัยน์ตาคนขว้างแดงก่ำไม่แพ้กัน เจ้าตัวจึงพยายามกลั้นสะอื้นสูดจมูกฟืดฟัด ลุกขึ้นหยิบลูกเบสบอลและขว้างกลับไปยังถุงมืออีกฝ่าย
 
....ต่อให้มีหรือไม่มีแข่ง นายก็ต้องฝึกขว้างลูกทุกวัน....คนจากไปย้ำนักย้ำหนา
 
จนครบห้าสิบลูก ตามสัญญาซึ่งเคยรับปากไว้กับแคทเชอร์คู่ใจ
 
 
"nice pitch.."
 
พลันที่เสียงแหบแห้งของคุราโมจิดังแว่วให้ได้ยิน น้ำตาเอย์จุนก็ไหลทะลักออกมาอีกรอบ โผเข้ากอดแคทเชอร์จำเป็นจนหงายหลังล้มลงกับพื้นพร้อมกัน
 
เวลาผ่านไปหนึ่งปี เอย์จุนลาออกจากทีมเนื่องจากไม่สามารถลงแข่งได้เลยสักนัด และหายหน้าอำลาวงการเบสบอล คุราโมจิต้องเที่ยวตามหาเพื่อลากตัวกลับมา ทุกคนในทีมยังหวังให้เอย์จุนกลับมาเป็นพิทเชอร์ต่อ
 
......................................
 
 
หลังจากลงรถไฟ คุราโมจิก้าวดุ่มเดินตามถนนผ่านร้านรวงและบ้านเรือน จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งร่มรื่นและเงียบสงบ รายรอบด้วยแผ่นศิลาจารึกชื่อผู้คนที่ล่วงลับไปแล้ว
 
ชอร์ตสต็อปหนุ่มแห่งทีมเบสบอลชื่อดังถอนหายใจยาวเหยียด มาสุสานทีไรจิตใจมันหดหู่บอกไม่ถูก หากไม่เป็นเพราะเจ้าตัวปัญหาชอบมาแกร่วแถวนี้ วันหยุดทั้งทีเขาคงเพลินกับการเล่นเกม ไม่ต้องมาเดินตากแดดให้เหงื่อไหลท่วมตัวแบบนี้หรอก
 
เจอตัวเมื่อไรพ่อจะเล่นงานให้หนักเลย คอยดูสิ! หนุ่มเลือดร้อนคิดในใจ
 
ความจริงเขาเองก็รู้เหมือนที่ทุกคนรู้ เข้าใจเหมือนที่ทุกคนเข้าใจว่า..เอย์จุนเข้มแข็งพอ และไม่มีวันคิดสั้นเด็ดขาด เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา..
 
แล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้
 
นี่มันหนึ่งปีแล้วนะโว๊ยยย....!
 
เฮ้อ..คงเป็นโชคร้ายของเขาล่ะมั้ง ที่มีชีวิตติดแหง็กกับเจ้าบ้าพวกนี้ สิบปีของพวกนั้นก็สิบปีของเขาเหมือนกัน ยิ่งหนึ่งในนั้นแม้จะแสนโง่ปานใดแต่เขาก็รักและห่วงใยเหมือนน้องชายแท้ๆ  ส่วนอีกคนต่อให้นิสัยแย่ ปากเสียแค่ไหน แต่ก็คือเพื่อนรักที่คบกันมายาวนาน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะให้คุราโมจิอยู่เฉยได้อย่างไร
 
ดังนั้น ชายหนุ่มเลือดร้อนอย่างเขาจึงกลายเป็นความหวังเดียวของครอบครัวเอย์จุน และวากานะ ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะพาเอย์จุนกลับมาเป็นคนเดิมได้ ถึงเขาจะดีใจก็เถอะ แต่ก็หวั่นใจไม่ได้ เมื่อเจอคุณเรียวเอ่ยปากเย้าทีเล่นทีจริงว่า
 
....เอ่ ชักสงสัยแล้วสิ ฉันกับเอย์จัง ใครสำคัญกว่ากัน......
 
เจอประโยคนี้เข้าไป คนไม่เคยกลัวใครอย่างคุราโมจิถึงกับเหงื่อตก ต้องรีบอธิบายยาวเหยียดแทบไม่เป็นภาษาคน ...เจ้าพวกบ้า พวกนายจะทำฉันคอขาดรึไงฟร่ะ!
 
 
ใกล้สุสานแห่งนั้นมีแม่น้ำสายเล็กใสสะอาด มองเห็นประกายระยิบระยับของแสงแดดยามตกกระทบผิวน้ำ คุราโมจิยกมือป้องตาเพื่อเพ่งมาหาร่างคนคุ้นเคย
 
นั่นไง..เจ้าทึ่มนอนเล่นริมแม่น้ำยื่นมือสู่ท้องฟ้า โยนลูกเบสบอลเล่นคนเดียว พร้อมตะโกนโหวกเหวกเหมือนเคย
 
"คาซือย๊าาาาาาา..."
 
คุราโมจิส่ายหน้าอ่อนใจ เจ้างั่งเอ๊ย! ทำตัวเป็นเด็กไปได้ อายุตั้ง 26 แล้วนะ ขนาดเดียวกันเขาก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นคุณพ่อมารับลูกชายกลับบ้านหลังเลิกเรียน
 
เอย์จุนหันมาส่งยิ้มให้เมื่อเห็นเขาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ รีบเอ่ยปากคุย
 
"ฉันว่าจะลองสมัครเป็นคนเฝ้าสุสาน ไหนๆ ก็มาทุกวันอยู่แล้ว"
 
คุราโมจิเขกหัวคนพูดโป๊กใหญ่ "..ปากมากอย่างนาย พวกวิญญาณคงรำคาญแย่"
 
"งั้น..ร้านดอกไม้ล่ะ.."
 
คนฟังหัวเราะ หึ หึ "ร้านคงเจ็งกันพอดี"
 
เอย์จุนเบะปาก ค้อนควับ "ฮึ..ทำอะไรก็ไม่ได้"
 
 
"กลับไปเป็นพิทเชอร์ซะ เจ้าโง่ อย่างนายน่ะ ทำอย่างอื่นไม่รอดหรอก"
 
น้ำเสียงจริงจังของรุ่นพี่ที่รู้จักกันมายาวนาน ทำให้ใบหน้าสดใสของเอย์จุนหม่นหมองลง แววตาสั่นระริก เขานิ่งพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยช้า
 
"..ฉันทำไม่ได้จริงๆ รุ่นพี่คุราโมจิ ฉันพยายามแล้ว..พยายามจะลุกขึ้นยืน พยายามจะเดินไปข้างหน้า อย่างที่ทุกคนบอก แต่พอคิดว่า ไม่มีคาซึยะอีกแล้ว ร่างกายฉันก็หมดเรี่ยวแรง ทำอะไรไม่ถูก ในอกมันเจ็บ..เจ็บจนแทบทนไม่ไหว เหมือนมีเข็มสักพันเล่มคอยทิ่มแทงอยู่..น่าขำนะ ทั้งที่เป็นแบบนั้น ทำไมฉันถึงยังหายใจได้อยู่ก็ไม่รู้.." คนพูดฝืนหัวเราะเสียงสั่นเครือ
 
คุราโมจิถอนใจ ยังจำได้ติดตาถึงวันแรกที่เอย์จุนกลับมาเป็นพิทเชอร์ หลังจาก ไม่มีคาซึยะอีกแล้ว...พิทเชอร์จอมโวยวายปากมากขวัญใจผู้ชม กลับยืนนิ่งไม่ไหวติง น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ราวกับใครเอารูปปั้นมาวางไว้บนเนิน แม้เสียงตะโกนเชียร์และให้กำลังใจจะดังสนั่นหวั่นไหวเพียงใด เอย์จุนก็ไม่รับรู้สักนิด จนโค้ชต้องเปลี่ยนตัวให้คนอื่นเล่นแทน และหลังจากวันนั้นเอย์จุนก็ไม่กลับมาอีกเลย
 
 
"..ฮึก--ฮึก ฮืออ..ฉะ ฉัน-- คิดถึง--ฮึก..คาซึยะ--เหลือเกิน..ฮืออ.." เอย์จุนปาดน้ำตาสะอื้นเสียงขาดเป็นห้วงๆ
 
คุราโมจิวางมือบนศีรษะรุ่นน้องโยกเบาๆ "ฉันรู้ว่ามันยาก แต่ ต่อให้นายร้องไห้คร่ำครวญนานแค่ไหน หรือรออยู่ตรงนี้จนตาย ไอ้บ้านั่นก็ไม่มีวันกลับมา..ทางเดียวที่นายจะเจอหมอนั่นได้คือ กลับไปยืนบนเนินซ่ะ จำไม่ได้เหรอ? เจ้าคนเฮงซวยนั่นเคยพูดว่าไง.."
 
เอย์จุนพยักหน้าช้า ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนพยายามจะพูดบางอย่าง แต่แล้วก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
 
ทำไมจะจำไม่ได้..
 
แค่หลับตานึกภาพตัวเองอยู่บนเนินขว้างลูกคราใด ภาพคนที่โหยหาก็ซ้อนขึ้นมาทันที
 
ยามใดเขาเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรง หวาดกลัวหรือท้อแท้..
 
เจ้าแคทเชอร์จอมอวดดีมักจะวิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มเยาะชวนหมั่นไส้ และเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนให้เขาเจ็บใจเล่น แต่มิเคยลืมทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้เขาหายเหนื่อยหายกลัวเป็นปลิดทิ้ง และหัวใจกลับพองโตจนหยุดไม่อยู่
 
..จำไว้! ตราบใดที่นายยืนบนเนินนี้..นายมีฉันอยู่ด้วยเสมอ...และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป--คู่หู!
 
 
"จำได้ใช่ไหม? เพราะงั้นอย่ายกเนินขว้างให้ใครง่ายๆ สิฟร่ะ! ลืมไปแล้วรึไง มิยูกิกับนายพยายามกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แล้ววันนี้นายจะยอมแพ้ปล่อยให้ความฝันที่อุตส่าห์เป็นจริงหลุดลอยอย่างนั้นเหรอ? ซาวามูระ เอย์จุน คนที่ฉันรู้จัก ไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้สักหน่อย.."
 
คุราโมจิกลืนก้อนแข็งลงคอ พยายามเมินจากน้ำตาอีกฝ่าย ฉันรู้ว่ามันเจ็บปวดแต่นายก็ต้องผ่านมันให้ได้ เอย์จุน! ฉันเสียเพื่อนไปคนหนึ่งแล้ว ฉันจะไม่ยอมเสียนายอีกหรอกนะ...ช่วยฉันด้วยสิโว๊ย มิยูกิ ไอ้คนเฮงซวย---นายก็รู้ดีเหมือนฉัน สิ่งสำคัญในชีวิตเอย์จุนมีเพียงนายกับเบสบอล ตอนนี้เจ้าบ้าเหลือแค่เบสบอล และถ้าต้องเสียไปอีก...เอย์จุนจะอยู่ได้ยังไง....
 
 
แสงแดดยามเย็นอ่อนลงทุกที เช่นเดียวกับเสียงสะอื้นของเอย์จุนก็แผ่วเบาลง คุราโมจิใจชื้นขึ้น เมื่อคราวนี้รุ่นน้องดูจะสงบลงกว่าทุกคราว
 
 
"..กลับไปเป็นพิทเชอร์ กลับไปรักษาตำแหน่งพิทเชอร์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นไว้ให้ได้ เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญที่นายกับมิยูกิพยายามมาด้วยกัน และจำใส่สมองด้วย ต่อให้ไม่มีมิยูกิ นายยังมีฉันอยู่...ถ้าเมื่อใดที่รู้สึกไม่ไหว มองหาใครไม่เจอ--หันมาหาฉัน ฉันคนนี้จะอยู่ข้างนายเอง!"
 
น้ำเสียงหนักแน่นแฝงความจริงใจเต็มเปี่ยมทำให้เอย์จุนเผยอรอยยิ้มทั้งน้ำตา รุ่นพี่พูดถูก แม้จะเจ็บปวดมากเพียงไรกับการต้องกลับไปยืน ณ จุดนั้นโดยไม่มีคาซึยะ แต่เขาก็ต้องทำให้ได้ เพราะที่แห่งนั้นเป็นสถานที่เดียวที่หัวใจของเขากับคาซึยะได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน..
 
 
"ตะ แต่...โค้ชจะยอมเหรอ? ฉันลาออกมาแล้วนี่นา"
 
"เจ้างั่งเอ๊ย..นายแค่ไปคุกเข่าขอขมาโค้ชก็สิ้นเรื่อง"
 
"งั้น รุ่นพี่ไปด้วยกันนะ"
 
"เรื่องอะไรว่ะ นายไปคนเดียวดีแล้ว.."
 
"อ้าว? ก็เมื่อกี้บอกจะอยู่ด้วยกัน"
 
"เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น แต่เรื่องนี้ไม่เอาโว้ย!"
 
คนเป็นรุ่นพี่รีบกระโดดลุกหนี ใครจะไปฟร่ะ..โค้ชดุจะตาย แถมผู้จัดการยังโกรธไม่หายที่เขาโดดซ้อมหลายครั้ง ก็เพราะมาตามเจ้าบ้านี่แหละ... ขืนไปด้วยมีหวังโดนด่าเละ ดีไม่ดีต้องคุกเข่าขอขมาเป็นวัน..นายเป็นคนก่อเรื่องก็รับกรรมคนเดียวสิเว้ยย!!
 
เอย์จุนรีบคว้าขาอีกฝ่ายพลางกอดแน่นไม่ยอมปล่อยพร้อมโอดครวญเสียงดังลั่น
 
"ไม่ได้--รุ่นพี่ต้องไปด้วยก๊าานนนนน.."
 
 
+++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
02 : Because of you
......................
 
 
ป่วยหนักทั้งคู่ ห้ามรบกวนเด็ดขาด!!
 
ตัวอักษรใหญ่เบ้งเขียนบนกระดาษแปะอยู่หน้าประตูห้องหมายเลข 5 สะดุดตาคนเดินผ่านไปมาอย่างจัง บางคนทำหน้าตกใจ บางคนยิ้มขำ บางคนไม่สนใจ แต่มีคนเดียวยืนจ้องตาไม่กระพริบ
 
มิยูกิแค่นยิ้ม กระชากกระดาษขาดดังแคว่ก ก่อนจะทุบประตูเต็มแรงเพื่อเรียกคนด้านในให้เปิด
 
เสียงตะโกนโหวกเหวกไม่ต้อนรับแขกดังลอดออกมา กัปตันหนุ่มไม่สนยิ่งทุบประตูหนักขึ้น
 
และแล้วประตูก็แง้มออก คนด้านในโผล่หน้าออกมาในชุดคลุมหน้ามิดชิดเหลือแต่ลูกตากลมโตกรอกไปมา พร้อมกับส่ายหน้าโบกมือไล่ให้ผู้มาเยือนกลับไป
 
"ให้ฉันเข้าไปเดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงเย็นยะเยือกของกัปตันและแววตาเอาจริง จนคนเปิดประตูใจฝ่อต้องยอมจำนนทำตามโดยดี
 
....................................
 
เมื่อวันก่อน มิยูกิ คาซึยะ กัปตันชมรมเบสบอลเซย์โด ออกไปธุระและบังเอิญเจอกับพวกเกเรของโรงเรียนที่เคยแพ้เซย์โด เข้ามาหาเรื่องจนได้รับบาดเจ็บ โชคดีมีคนเห็นเหตุการณ์ก่อนเรื่องจะบานปลายใหญ่โต ถึงกระนั้นเจ้าตัวกลับหัวเราะร่าไม่ใส่ใจกับบาดแผลที่ได้รับมา โซโนะกับคนอื่นพากันโกรธมากต้องการยกพวกไปเอาคืน มีเพียงคุราโมจิกับเอย์จุนไม่เห็นด้วย บอกเป็นเพราะมิยูกิปากไม่ดีเองทำให้ต้องเจอเรื่องแบบนี้
 
เช้าวันต่อมา มิยูกิมาซ้อมตามปกติ แม้โค้ชจะสั่งให้หยุดพักก็ตาม แต่ที่น่าแปลกใจคือ คุราโมจิกับเอย์จุนไม่มาซ้อม ซ้ำไม่เข้าเรียนอีกต่างหาก ฝากคนอื่นมาบอกว่าไม่สบายเป็นหวัดทั้งคู่
 
ใบหน้าของกัปตันหนุ่มบึ้งตึงสุดขีด เมื่อนึกบางอย่างออก
 
..................................
 
 
มิยูกิมองสำรวจสองคนในห้อง ซึ่งพากันหลบตาเขา โดยทั้งคู่ต่างใส่เสื้อคลุมมีฮู้ดคลุมปิดหน้าปิดตา แขนขาเรียบร้อย
 
"กะ ก็ คนเป็นหวัดนี่นา--แค่ก แค่ก.." พิทเชอร์หมายเลขสิบแปดรีบออกด้วยพร้อมไอประกอบ ด้วยชักหนาวๆ ร้อนๆ กับสายตาเอาเรื่องของกัปตัน
 
"ไม่ต้องโกหก! ฉันรู้พวกนายไปมีเรื่องมา ก็แค่จะมาช่วยใส่ยาจะได้หายเร็ว รู้ไหม..พอนายไม่มาซ้อม ฟุรุยะเลยได้ขว้างคนเดียวเกือบจะร้อยลูก.."
 
"ห๊า? หนอยเจ้าฟุรุยะ--ความจริงฉันเจ็บนิดเดียวเอง พรุ่งนี้ก็ซ้อมได้ตามปกติ.." จอมบื้อโวยวาย รีบสะบัดชุดคลุมออกเพื่อโชว์บาดแผลยืนยันคำพูด คนเป็นรองกัปตันซึ่งอยู่ใกล้หันควับกะจะคว้าตัวห้ามแต่ไม่ทันจึงได้แต่คำรามลั่น "ไอ้โง่เอ๊ย.."
 
มิยูกิขบริมฝีปากแน่น ความโกรธแล่นวูบเมื่อตะแคงใบหน้าคนรัก เห็นรอยช้ำตรงแก้มซ้ายและมุมปากแตกเจ่อเล็กน้อย ส่วนแขนมีผ้าพันไว้ เขาตวัดสายตาเหลือบมองอีกคนในห้องซึ่งรีบเมินหน้าหนีไม่ยอมสบตาด้วย
 
...ถ้าเจ้างั่งเจ็บตัวขนาดนี้ อีกคนต้องเจ็บหนักกว่าแน่... กัปตันคิดในใจ
 
"พวกนายสองคนต้องถูกลงโทษ ซาวามูระ ห้ามนายแตะลูกเบสบอลเป็นเวลา--"
 
"เฮ้ยย..เดี๋ยวดิ ความจริงฉันโดนลากตัวไปต่างหาก.." คนกลัวอดขว้างลูกหาทางเอาตัวรอดโดยโบ้ยอีกทาง
 
"หนอย! แกกล้าหักหลังฉันเรอะ.." คนพูดหันมาง้างแขนล็อกคอเจ้ารุ่นน้องปากมากจนเสียหลักล้มดิ้นกระแด่ว "แกนั่นแหละตัวดี มาเกาะแข้งเกาะขาฉัน อ้อนวอนขอตามไป แล้วยังเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำ ไม่งั้นแค่เจ้าพวกนั้นเดี๋ยวเดียวก็เรียบร้อย--"
 
"ก็พวกนั้นมีกันตั้งห้าหกคน รุ่นพี่คนเดียวจะไหวได้ไง!"
 
 
มิยูกิส่ายหน้าหน่ายใจ นิ่งฟังสองคนโต้เถียงกันจนรู้เรื่องทั้งหมด ก่อนจะยกมือห้าม
 
"พอได้แล้ว ทั้งคู่..ถ้าไม่อยากถูกลงโทษ พวกนายต้องสัญญาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย"
 
"ไม่!" คุราโมจิตอนทันควันด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว แม้สองมือยังล็อกคอรุ่นน้องอยู่
 
"ช่ายยยย..จ้างเราก็ไม่สัญญา" คนถูกล็อกคอลอยหน้าลอยตาตอบ
 
"พวกนายอยากถูกไล่ออกรึไง?" มิยูกิชักเดือด ไอ้สมองทึบสองคนนี่ลืมกฏของโรงเรียนแล้วหรือ..ถ้าก่อเรื่องทะเลาะวิวาทต้องถูกพักการเรียน ยิ่งเป็นนักกีฬาด้วยแล้ว อาจถูกห้ามลงแข่ง หรือหนักกว่านั้นก็ถูกไล่ออกจากชมรม
 
"ฮึ ฉันไม่สน" คนเป็นรองกัปตันเชิดหน้าตอบ ยอมปล่อยมือจากรุ่นน้องหันกลับมาเล่นเกมที่ค้างต่อ โดยไม่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของกัปตัน ซ้ำร้ายเจ้าเด็กบ้าอีกคนดันพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับคำพูดของรุ่นพี่ร่วมห้อง
 
มิยูกิกัดฟันแน่น โกรธจนควันแทบออกหู สิ่งที่เกลียดที่สุดคือการใช้กำลังแก้ปัญหาเพราะเป็นสิ่งที่พบเจอมาตลอด แล้วดูสิ ทั้งเพื่อนสนิทและคนรักกลับเป็นเสียเอง
 
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มิยูกินึกอยากต่อยหน้าคนให้กระเด็น
 
ความเงียบทำให้บรรยากาศในห้องอึมครึมสุดๆ ไม่มีใครพูดอะไรอีก มิยูกิลุกขึ้นยืน ไร้ประโยชน์จะเซ้าซี้ต่อไป
 
"..อยากทำอะไรก็เชิญ ฉันมันไม่สำคัญ" เสียงของเขาเน้นออกมาจากไรฟันที่ขบแน่น
 
ยังไม่ทันกัปตันหนุ่มจะเปิดประตูออกไป เอย์จุนก็โผเข้ามากอดเอวแน่น ซุกหน้ากับแผ่นหลังพร้อมระเบิดเสียงร้องไห้โฮลั่นด้วยความน้อยใจ "มิยูกิเจ้าบ้า! --ก็รุ่นพี่กับฉันเจ็บใจนี่นาที่พวกนั้นรังแกนาย..ใครบอกนายไม่สำคัญ..นายเป็นคนสำคัญที่สุดของพวกเราต่างหาก..ฮือ...ฮือ.."
 
มิยูกิพูดไม่ออก ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมและหยิบยามาใส่ให้ทีละคนโดยไม่พูดไม่จา
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
03: Devil's Sick
..................
 
คุราโมจิไม่สบาย
 
..เหลือเชื่อ! ไข้หวัดธรรมดาสามารถเล่นงานจอมมารได้เหมือนกัน ซ้ำหนักเสียจนเจ้าตัวต้องนอนซมหลายวัน
 
..................................
 
 
คนป่วยกรอกตาหน่ายใจ เมื่อเปิดประตูเห็นหน้ารุ่นน้องจอมบื้อกับเพื่อนจอมกวนยืนยิ้มเผล่อวดฟันขาวอยู่หน้าห้อง นึกในใจไม่น่ามาเปิดเล้ย..
 
เอย์จุนรีบถลันเข้ามาโดยไม่รอเจ้าของห้องเชื้อเชิญ พร้อมฉุดลากรุ่นพี่ที่รักกลับไปนอนบนเตียง พลางส่ายหน้าบ่นอุบ
 
"ไม่สบายหนักขนาดนี้ จะลุกขึ้นมาทำม๊าย!"
 
คนป่วยง้างเท้ากะจะเตะปากคนพูดสักป้าบแต่ไม่มีแรง ซ้ำเสียงก็แหบแห้งเลยได้แต่ก่นด่าในใจ...ถ้าฉันไม่ลุก ใครจะเปิดประตูให้พวกแกเสนอหน้าเข้ามาได้ฟร่ะ ไอ้บื้อ!"
 
มิยูกิหัวเราะหึ หึ หอบหิ้วถุงพะรุงพะรังตามหลังมา จัดแจงตรงรี่เข้าครัวเพื่อทำข้าวต้มสำหรับคนป่วย ส่วนเอย์จุนก็ช่วยทำความสะอาดเก็บกวาดห้อง เอาเสื้อผ้าที่กองอยู่ไปซักให้จนเรียบร้อย
 
สักพักใหญ่ มิยูกิยกข้าวต้มมาให้พร้อมกับยานานาชนิด เอย์จุนรีบอาสาเป็นคนป้อน คุราโมจิแม้อยากปฏิเสธแต่พอเห็นสีหน้าระริกระรี้ของสองคนจึงรู้ว่าปฏิเสธไปก็แค่นั้น ตอนนี้ไม่มีแรงจะต่อกรกับใคร ขืนเรื่องมากคงโดนพวกนี้แกล้งเอาแน่ สู้อดทนไปก่อน พอหายดีค่อยคิดบัญชีคืน
 
 
เพียงคำแรกเข้าปาก คนป่วยก็แทบคายทิ้ง....มิยูกิมันทำบ้าอะไรให้กินว่ะ!  รสชาติข้าวต้มช่างประหลาดเหลือจนสุดจะบรรยาย คุราโมจิหันมาจ้องหน้าคนทำตาขวาง มิยูกิยักไหล่ตอบอย่างสุดเซ็ง
 
"ฉันทำข้าวต้มสำหรับคนป่วยแบบธรรมดาทั่วไปนี่แหละ แต่กรณีของนายดันมีเจ้าทึ่มคนหนึ่งหวังดีอยากให้นายหายเร็ว เลยใส่อะไรสักอย่างซึ่งฉันก็ไม่รู้จักลงไป.." คำตอบของมิยูกิทำเอาคุราโมจิปวดหัวจี๊ด ยิ่งได้ยินเจ้าทึ่มโวยวายลั่นถึงสรรพคุณของตัวยาที่ใส่ไป ยิ่งอยากจะสลบกับที่นอนเสียเดี๋ยวนั้น
 
"เอางี้ นายรอแป๊บ เดี๋ยวฉันทำให้ใหม่" มิยูกิชักสงสารเพื่อนเกรงจะป่วยหนักกว่าเดิม ก่อนนี้เขาพยายามห้ามเอย์จุนแล้ว แต่ฝ่ายนั้นยืนยันหนักแน่นบอกยานี้ใครกินก็หายดีทุกราย เอ่อ..ก็ไม่อยากเชื่อหรอก แต่ขี้เกียจขัดใจเอย์จุน แล้วบางทีจอมโหดอย่างคุราโมจิอาจมีพลังพิเศษต้านทานไอ้ของพรรค์นั้นได้ล่ะมั้ง
 
"เฮอะ ข้าวต้มจืดชืดของนายกินแล้วจะหายได้ไง ต้องใส่ยาของฉันด้วยสิ" คนหวังดีพูดแทรก
 
"นายเก็บไว้กินคนเดียวเถอะ เอาถ้วยคืนมา.." มิยูกิดีดหน้าผากเอย์จุนดังแปะ พลางดึงถ้วยคืนเพื่อเอาไปเปลี่ยน
 
"เรื่องไรใครจะให้..ยังกินไม่หมดจะรู้ผลได้ไง" เจ้าของสูตรลับยื้อถ้วยแน่นจะป้อนต่อให้ได้
 
"นายก็กินเองสิเว้ย!"
 
"ฉันไม่ใช่คนป่วยนี่"
 
เสียงคนสบายดีสองคนโต้เถียงกันอย่างไม่ลดละทำให้คนป่วยปวดหัวหนักกว่าเดิม ไอ้ที่เสียวไส้คือพวกนั้นยื้อแย่งถ้วยข้าวต้มบนหัวเขานี่สิ เกิดข้าวต้มร้อนมันหกลงมาล่ะเฟ้ย!
 
"แค่ก แค่ก..พะ พอ ไม่ต้องเถียงกันโว้ย! ฉันจะกินต่อเอง.." คนป่วยใช้เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดห้ามทัพก่อนตัวเองจะซวยหนักกว่าเดิม
 
เอย์จุนยิ้มร่ายักคิ้วให้มิยูกิซึ่งเบ้หน้าใส่ คนชนะรีบป้อนต่ออย่างกระตือรือร้น คนป่วยจำใจสะกดกลั้นความพะอืดพะอมกระเดือกข้าวต้มผสมสูตรลับบ้านซาวามูระจนหมดถ้วย โดยมีสายตาสยดสยองของมิยูกิมองตาม
 
หลังจากฝืนกินจนหมด คนป่วยก็นอนหมดแรงกับเตียง ไม่แน่ใจนักจะหายจากหวัดหรือหายจากโลกนี้กันแน่ แต่ช่างเหอะ เจ้าตัวค่อยๆ ผล็อยหลับด้วยความอ่อนเพลีย แว่วเสียงเอย์จุนคุยโวเรื่องสรรพคุณของยาไม่หยุดปาก
 
หลับไปนานแค่ไหนไม่แน่ใจ รู้สึกตัวอีกที ด้วยเสียงโต้เถึยงของสองคนนั่น ตกลงเจ้าพวกนี้มาดูแลหรือมาก่อกวนกันแน่ จะปล่อยให้หลับสบายไม่ได้รึไงว่ะ! คราวนี้เรื่องอะไรอีก คนป่วยเงี่ยหูฟัง
 
 
"เดี๋ยวฉันเปลี่ยนให้เอง นายออกไปก่อน"
 
"ฉันเปลี่ยนได้ ตอนอยู่ห้องเดียวกัน เห็นรุ่นพี่แก้ผ้ามาจนเบื่อแล้ว"
 
"ฮึ! ฉันเห็นมามากกว่านาย เพราะฉันอาบน้ำกับหมอนั่นมาตลอดสามปี ไม่มีอะไรของหมอนั่นที่ฉันไม่เคยเห็น"
 
คนป่วยหน้าแดงแปร๊ด ไอ้คู่รักลามก! รีบดึงผ้าห่มมาคลุมร่างให้มิดและทำเป็นหลับสนิท เผื่อเจ้าสองคนจะเปลี่ยนใจ ที่ไหนได้ดันสามัคคีกัน โดยคนหนึ่งจับเขาถอดเสื้อผ้า อีกคนคอยเช็ดตัว
 
คุราโมจิกัดฟันกรอดจำใจหลับตา นับหนึ่งถึงร้อย อดทนไว้ รอฉันหายก่อนเถอะเว้ย..
 
พอตกกลางคืน อาการไข้เหมือนจะกำเริบหนัก เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวทรมานอย่างบอกไม่ถูก ตัวร้อนจัด แต่ภายในกลับเหมือนถูกแช่ในน้ำแข็ง หนาวสั่นจนฟันกระทบกันดังกึกๆ หัวก็ปวดจนลืมตาไม่ขึ้น ลำคอแห้งผากราวผุยผง มิยูกิกับเอย์จุนถึงกับไม่หลับไม่นอน เฝ้าเขาอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วง
 
มิยูกิคอยประคองให้เขาจิบน้ำทีละน้อยและคอยใช้ผ้าขนหนูเช็ดตามใบหน้าและลำคอเพื่อบรรเทาให้ความร้อนลดลง ส่วนเอย์จุนหาผ้ามาให้เขาห่มเพิ่ม กระนั้นเขาก็ยังหนาวสั่นอยู่ดี จนพักใหญ่จึงเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นเหมือนมีไออุ่นมาโอบล้อมรอบตัวทำให้อาการหนาวสั่นลดลง หายใจสะดวกขึ้น และเผลอหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว
 
จนใกล้สว่างถึงรู้สึกตัวอีกที.. คุราโมจิปรือตาขึ้นมองรอบห้อง แม้จะยังมึนหัวและอ่อนเพลีย แต่อาการอื่นๆ ดีขึ้นมาก เจ้าตัวขยับพลิกตัวแต่เหมือนติดอะไรสักอย่าง พอหันไปเพ่งมองเท่านั้นแหละ คุราโมจิก็เผลอยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า เอย์จุนนั่นเอง นอนกอดเขาซะแน่นคงกลัวเขาจะอุ่นไม่พอ มิน่าเล่าเมื่อคืนเขาถึงรู้สึกอุ่นสบายและนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ที่สำคัญคุราโมจิเพิ่งนึกออก คำพูดที่เจ้าเพื่อนซี้บ่นพึมพำไม่หยุดปาก ....ฉันยอมให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะเฟ้ย...'  คงหมายถึงเรื่องนี้นั่นเอง
 
คนป่วยถอนใจเฮือก ถ้ามีแรงเหลือยกขาไหวก็จะช่วยยันเจ้าทึ่มสุดรักสุดหวงของเพื่อนซี้คืนให้กับเจ้าของที่นอนเฝ้าเขาอยู่หน้าเตียงหรอก แต่เมื่อตอนนี้เขาเป็นคนป่วยแล้วก็ไม่มีแรง อีกทั้งยังหนาวสั่นเล็กน้อย จึงช่วยไม่ได้ล่ะนะ ไหนๆ นายก็อนุญาตแล้ว ขอฉันนอนกอดเจ้าตัวอุ่นนี้ต่อจนถึงเช้า...แล้วจะคืนให้แน่นอน
 
...........................................
 
จบค่ะ
 
ขอบคุณที่อ่าน
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เห้ยยย เรื่องแรกทำร้ายจิตใจน้องมากเลยยยยย สงสารน้องงง อะ T T 
กรี๊ดเรื่องสองทำไมน่ารักอย่างงี้ ชอบมิตรภาพของ3คนนี้มากจริงๆค่ะ เรื่องสุดท้ายก็น่ารักอีกกก น้องจะน่ารักไปไหน 
ขอบคุณค้าาา เราชอบตรงที่แต่งออกมาได้ดีเลยค่ะ
เรื่องอื่นๆก็ด้วยเห็นถึงความผูกพันของ3คนนี้จริงๆ 
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้แต่งต่อนะค่ะ ฮาาาาา
ป.ล.เรายังคงรอตอนต่อไปของ As Tear Go ต่อนะค่ะ >< กำลังเข้มข้นเลยยยย cry

#1 By KIseji on 2015-07-14 01:52