[DNA Fic] Bonds (Misawa+kura)

posted on 12 Jul 2015 11:42 by chaste-child
ฟิคนี้เป็นฟิค y (ชายxชาย) ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ
.............................
 
Title: Bonds
 
Pairing: MiyukixSwawamura & Kuramochi
 
notes: ฟิคสั้น 3 เรื่อง เน้นความผูกพันของสามคนนี้
.............................
 
 
01: It's not the end of the world
......................................
 
 
 
Miyuki, Bastard! why you left him like this...
 
ถึงจะรู้ว่าการด่าคนที่จากไปแล้ว ไม่มีประโยชน์อันใด แต่คุราโมจิก็ยังอยากตะโกนด่าเพื่อนรักอยู่ดี
 
 
สิบปีเต็มเชียวนะ--ที่สองคนนั่นอยู่ด้วยกัน เรียนที่เดียวกัน และเล่นเบสบอลอาชีพในทีมเดียวกัน
 
จู่ๆ เจ้าคนเฮงซวยก็จากไป เพราะอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน
 
เอย์จุนไม่สามารถทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ก็แหงล่ะ..สองคนนั่นคบกันตั้งแต่อยู่เซย์โด ไม่ว่ามิยูกิตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินไหน เอย์จุนพร้อมตามติดไปด้วยเสมอราวกับหมาน้อยผู้จงรักภักดีต่อเจ้าของ คุราโมจินึกไม่ออกเลยว่ามีช่วงไหนบ้างที่สองคนนั้นแยกจากกัน
 
การจากไปของมิยูกิจึงเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเอย์จุนพังครืนลงมา ทางทีมตกลงให้เอย์จุนพักยาวจนกว่าสภาพจิตใจจะดีขึ้นและสามารถกลับมาเป็นพิทเชอร์ได้ดังเดิม
 
........................................
 
ผ่านมาหนึ่งเดือน เอย์จุนยังคงร้องไห้ทุกวัน ไม่มีวันไหนเสื้อคุราโมจิจะไม่เปียกชุ่ม เพราะอีกฝ่ายเอาแต่กอดเขาแล้วร้องไห้ไม่หยุด
 
 
"ไม่อร่อย ไม่อยากกิน..."
 
เอย์จุนสะอึกสะอื้นพลางเบือนหน้าหนีจากอาหารสารพัดอย่างบนโต๊ะ หลังจากทนฝืนกินได้เพียงสองสามคำ อาการงอแงของคนตรงหน้าทำเอาคนอุตส่าห์ตระเวนรอบเมืองเพื่อหาของอร่อยมาให้แทบกระโดดเตะก้านคอ ก็รู้หรอกว่ามิยูกิทำอาหารอร่อย หมอนั่นชอบเข้าครัวทำอาหารกินเองเสมอ ไม่ว่าเจ้าทึ่มอยากกินอะไร ยากเย็นหรือพิสดารแค่ไหน มิยูกิไม่เคยขัดใจ สรรหาตำรามาทำให้จนเจ้าทึ่มหน้าบานยิ้มแก้มปริ ไม่ยอมออกไปกินนอกบ้านอีกเลย
 
คุราโมจิจุ๊ปากฮึดฮัด ตัดใจยอมแพ้ลุกไปหยิบพุดดิ้งของโปรดของเอย์จุนจากในตู้เย็นมาวางให้ตรงหน้าแทน ถึงจะเป็นแค่ของหวานแต่อย่างน้อยขอมีอะไรตกถึงท้องเจ้าทึ่มบ้างก็ยังดี อ่อนข้อให้ขนาดนี้แล้ว ลองกล้าปฏิเสธสิ!
 
"อ้าปากเดี๋ยวนี้!!" คุราโมจิคำรามด้วยใบหน้าถมึงทึง ความอดทนมีขีดจำกัดเฟ้ย..หยิบข้อนจ้วงตักพุดดิ้งคำโตจ่อปากอีกฝ่าย เอย์จุนร้องไห้โฮยอมอ้าปากแต่โดยดี ค่อยๆ กล้ำกลืนฝืนกินทีละคำอย่างพะอืดพะอมจนหมดถ้วย ก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลพรากไม่หยุด
 
 
 
หลังจากขว้างลูกได้ห้าลูก เอย์จุนก็ถอดถุงมือ ทรุดลงนั่งกอดเข่าสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
 
คุราโมจิท้าวสะเอวแยกเขี้ยวมองด้วยความหงุดหงิด เงื้อมือขว้างลูกกลับสุดแรง ไม่แคร์สักนิดอีกฝ่ายจะรับทันหรือหลบได้ไหม เอย์จุนร้องโอ๊ยดังลั่นเมื่อลูกเบสบอลกระทบหัวดังตุ้บ เจ้าตัวเงยหน้านองน้ำตามองคนขว้างอย่างโกรธ แต่เมื่อเห็นนัยน์ตาคนขว้างแดงก่ำไม่แพ้กัน เจ้าตัวจึงพยายามกลั้นสะอื้นสูดจมูกฟืดฟัด ลุกขึ้นหยิบลูกเบสบอลและขว้างกลับไปยังถุงมืออีกฝ่าย
 
....ต่อให้มีหรือไม่มีแข่ง นายก็ต้องฝึกขว้างลูกทุกวัน....คนจากไปย้ำนักย้ำหนา
 
จนครบห้าสิบลูก ตามสัญญาซึ่งเคยรับปากไว้กับแคทเชอร์คู่ใจ
 
 
"nice pitch.."
 
พลันที่เสียงแหบแห้งของคุราโมจิดังแว่วให้ได้ยิน น้ำตาเอย์จุนก็ไหลทะลักออกมาอีกรอบ โผเข้ากอดแคทเชอร์จำเป็นจนหงายหลังล้มลงกับพื้นพร้อมกัน
 
เวลาผ่านไปหนึ่งปี เอย์จุนลาออกจากทีมเนื่องจากไม่สามารถลงแข่งได้เลยสักนัด และหายหน้าอำลาวงการเบสบอล คุราโมจิต้องเที่ยวตามหาเพื่อลากตัวกลับมา ทุกคนในทีมยังหวังให้เอย์จุนกลับมาเป็นพิทเชอร์ต่อ
 
......................................
 
 
หลังจากลงรถไฟ คุราโมจิก้าวดุ่มเดินตามถนนผ่านร้านรวงและบ้านเรือน จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งร่มรื่นและเงียบสงบ รายรอบด้วยแผ่นศิลาจารึกชื่อผู้คนที่ล่วงลับไปแล้ว
 
ชอร์ตสต็อปหนุ่มแห่งทีมเบสบอลชื่อดังถอนหายใจยาวเหยียด มาสุสานทีไรจิตใจมันหดหู่บอกไม่ถูก หากไม่เป็นเพราะเจ้าตัวปัญหาชอบมาแกร่วแถวนี้ วันหยุดทั้งทีเขาคงเพลินกับการเล่นเกม ไม่ต้องมาเดินตากแดดให้เหงื่อไหลท่วมตัวแบบนี้หรอก
 
เจอตัวเมื่อไรพ่อจะเล่นงานให้หนักเลย คอยดูสิ! หนุ่มเลือดร้อนคิดในใจ
 
ความจริงเขาเองก็รู้เหมือนที่ทุกคนรู้ เข้าใจเหมือนที่ทุกคนเข้าใจว่า..เอย์จุนเข้มแข็งพอ และไม่มีวันคิดสั้นเด็ดขาด เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา..
 
แล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้
 
นี่มันหนึ่งปีแล้วนะโว๊ยยย....!
 
เฮ้อ..คงเป็นโชคร้ายของเขาล่ะมั้ง ที่มีชีวิตติดแหง็กกับเจ้าบ้าพวกนี้ สิบปีของพวกนั้นก็สิบปีของเขาเหมือนกัน ยิ่งหนึ่งในนั้นแม้จะแสนโง่ปานใดแต่เขาก็รักและห่วงใยเหมือนน้องชายแท้ๆ  ส่วนอีกคนต่อให้นิสัยแย่ ปากเสียแค่ไหน แต่ก็คือเพื่อนรักที่คบกันมายาวนาน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะให้คุราโมจิอยู่เฉยได้อย่างไร
 
ดังนั้น ชายหนุ่มเลือดร้อนอย่างเขาจึงกลายเป็นความหวังเดียวของครอบครัวเอย์จุน และวากานะ ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะพาเอย์จุนกลับมาเป็นคนเดิมได้ ถึงเขาจะดีใจก็เถอะ แต่ก็หวั่นใจไม่ได้ เมื่อเจอคุณเรียวเอ่ยปากเย้าทีเล่นทีจริงว่า
 
....เอ่ ชักสงสัยแล้วสิ ฉันกับเอย์จัง ใครสำคัญกว่ากัน......
 
เจอประโยคนี้เข้าไป คนไม่เคยกลัวใครอย่างคุราโมจิถึงกับเหงื่อตก ต้องรีบอธิบายยาวเหยียดแทบไม่เป็นภาษาคน ...เจ้าพวกบ้า พวกนายจะทำฉันคอขาดรึไงฟร่ะ!
 
 
ใกล้สุสานแห่งนั้นมีแม่น้ำสายเล็กใสสะอาด มองเห็นประกายระยิบระยับของแสงแดดยามตกกระทบผิวน้ำ คุราโมจิยกมือป้องตาเพื่อเพ่งมาหาร่างคนคุ้นเคย
 
นั่นไง..เจ้าทึ่มนอนเล่นริมแม่น้ำยื่นมือสู่ท้องฟ้า โยนลูกเบสบอลเล่นคนเดียว พร้อมตะโกนโหวกเหวกเหมือนเคย
 
"คาซือย๊าาาาาาา..."
 
คุราโมจิส่ายหน้าอ่อนใจ เจ้างั่งเอ๊ย! ทำตัวเป็นเด็กไปได้ อายุตั้ง 26 แล้วนะ ขนาดเดียวกันเขาก็รู้สึกเหมือนตนเองเป็นคุณพ่อมารับลูกชายกลับบ้านหลังเลิกเรียน
 
เอย์จุนหันมาส่งยิ้มให้เมื่อเห็นเขาหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ รีบเอ่ยปากคุย
 
"ฉันว่าจะลองสมัครเป็นคนเฝ้าสุสาน ไหนๆ ก็มาทุกวันอยู่แล้ว"
 
คุราโมจิเขกหัวคนพูดโป๊กใหญ่ "..ปากมากอย่างนาย พวกวิญญาณคงรำคาญแย่"
 
"งั้น..ร้านดอกไม้ล่ะ.."
 
คนฟังหัวเราะ หึ หึ "ร้านคงเจ็งกันพอดี"
 
เอย์จุนเบะปาก ค้อนควับ "ฮึ..ทำอะไรก็ไม่ได้"
 
 
"กลับไปเป็นพิทเชอร์ซะ เจ้าโง่ อย่างนายน่ะ ทำอย่างอื่นไม่รอดหรอก"
 
น้ำเสียงจริงจังของรุ่นพี่ที่รู้จักกันมายาวนาน ทำให้ใบหน้าสดใสของเอย์จุนหม่นหมองลง แววตาสั่นระริก เขานิ่งพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยช้า
 
"..ฉันทำไม่ได้จริงๆ รุ่นพี่คุราโมจิ ฉันพยายามแล้ว..พยายามจะลุกขึ้นยืน พยายามจะเดินไปข้างหน้า อย่างที่ทุกคนบอก แต่พอคิดว่า ไม่มีคาซึยะอีกแล้ว ร่างกายฉันก็หมดเรี่ยวแรง ทำอะไรไม่ถูก ในอกมันเจ็บ..เจ็บจนแทบทนไม่ไหว เหมือนมีเข็มสักพันเล่มคอยทิ่มแทงอยู่..น่าขำนะ ทั้งที่เป็นแบบนั้น ทำไมฉันถึงยังหายใจได้อยู่ก็ไม่รู้.." คนพูดฝืนหัวเราะเสียงสั่นเครือ
 
คุราโมจิถอนใจ ยังจำได้ติดตาถึงวันแรกที่เอย์จุนกลับมาเป็นพิทเชอร์ หลังจาก ไม่มีคาซึยะอีกแล้ว...พิทเชอร์จอมโวยวายปากมากขวัญใจผู้ชม กลับยืนนิ่งไม่ไหวติง น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ราวกับใครเอารูปปั้นมาวางไว้บนเนิน แม้เสียงตะโกนเชียร์และให้กำลังใจจะดังสนั่นหวั่นไหวเพียงใด เอย์จุนก็ไม่รับรู้สักนิด จนโค้ชต้องเปลี่ยนตัวให้คนอื่นเล่นแทน และหลังจากวันนั้นเอย์จุนก็ไม่กลับมาอีกเลย
 
 
"..ฮึก--ฮึก ฮืออ..ฉะ ฉัน-- คิดถึง--ฮึก..คาซึยะ--เหลือเกิน..ฮืออ.." เอย์จุนปาดน้ำตาสะอื้นเสียงขาดเป็นห้วงๆ
 
คุราโมจิวางมือบนศีรษะรุ่นน้องโยกเบาๆ "ฉันรู้ว่ามันยาก แต่ ต่อให้นายร้องไห้คร่ำครวญนานแค่ไหน หรือรออยู่ตรงนี้จนตาย ไอ้บ้านั่นก็ไม่มีวันกลับมา..ทางเดียวที่นายจะเจอหมอนั่นได้คือ กลับไปยืนบนเนินซ่ะ จำไม่ได้เหรอ? เจ้าคนเฮงซวยนั่นเคยพูดว่าไง.."
 
เอย์จุนพยักหน้าช้า ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนพยายามจะพูดบางอย่าง แต่แล้วก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
 
ทำไมจะจำไม่ได้..
 
แค่หลับตานึกภาพตัวเองอยู่บนเนินขว้างลูกคราใด ภาพคนที่โหยหาก็ซ้อนขึ้นมาทันที
 
ยามใดเขาเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรง หวาดกลัวหรือท้อแท้..
 
เจ้าแคทเชอร์จอมอวดดีมักจะวิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มเยาะชวนหมั่นไส้ และเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนให้เขาเจ็บใจเล่น แต่มิเคยลืมทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้เขาหายเหนื่อยหายกลัวเป็นปลิดทิ้ง และหัวใจกลับพองโตจนหยุดไม่อยู่
 
..จำไว้! ตราบใดที่นายยืนบนเนินนี้..นายมีฉันอยู่ด้วยเสมอ...และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป--คู่หู!
 
 
"จำได้ใช่ไหม? เพราะงั้นอย่ายกเนินขว้างให้ใครง่ายๆ สิฟร่ะ! ลืมไปแล้วรึไง มิยูกิกับนายพยายามกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อยมากแค่ไหน กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แล้ววันนี้นายจะยอ