[DNA Fic] Just One Kiss_Part I (Misawa)

posted on 17 Jun 2016 20:03 by chaste-child

*ฟิคนี้เป็นฟิค Y (ชายxชาย) ค่ะ ถ้าไม่ชอบใจ ผ่านได้นะคะ*

...........................

Title: Just One Kiss_Part I

Pairing: Miyuki x Sawamura

 

.................................

 

 

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นกับรสชาติเข้มข้นถูกใจที่เพิ่งจิบผ่านลำคอลงไป ไหนจะการได้นั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องเร่งรีบเหมือนเช้าวันอื่น ทำให้มิยูกิถึงกับยิ้มออกมา

..ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่วันแสนสดใสจริง

ยังไม่ทันจะอิ่มเอมกับความสุขสงบของวันหยุด เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อดังลั่น

 

"มิยูกิ คาซึย๊าาาา!!"

เจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้งเฮือก ยกมือกุมขมับปวดหัวจี๊ดขึ้นมากระทันหัน ลางสังหรณ์บอกว่า ความสุขสงบที่เพิ่งดื่มด่ำเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนคงต้องจบสิ้นแล้ว ไอ้ครั้นจะทำเป็นไม่ได้ยินก็ไม่ได้ เพราะรู้นิสัยคนตะโกนดีว่าดื้อด้านแค่ไหน จึงตัดใจยอมลุกไปเปิดประตูด้วยสีหน้าบึ้งตึง

 

"มีธุระอะไร?"

"มารับลูกให้หน่อย" คนพูดยิ้มแป้น ด้วยท่าทีคึกคักร่าเริงสุดๆ

แคทเชอร์หนุ่มวัย 20 ถอนหายใจเฮือก ยกนิ้วดีดหน้าผากคนพูดหนึ่งแปะ "นายจะบ้าเหรอ? ฉันไม่ใช่แคทเชอร์ประจำตัวนายนะเฟ้ย! แล้วตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน และ ที่-สำ-คัญ--วันนี้เป็นวันหยุดพักของฉันโว้ย!"

เสียงว๊ากลั่นของคนพูด ทำเอาคนฟังหน้างอ แต่เรื่องยอมแพ้ไม่มีในสารบบของคนชื่อซาวามูระ เจ้าตัวรีบงัดไม้เด็ดโดยลากคนยืนงัวเงียอยู่ด้านหลังให้ออกมาข้างหน้า "งั้นหมอนี่ไง อยู่ทีมเดียวกับนาย เป็นคู่แบตเตอรี่กับนาย ฟุรุยะ! นายอยากซ้อมขว้างลูกใช่เปล่า?"

ประโยคหลังหันไปพูดกับพิทเชอร์รุ่นเดียวกันซึ่งพอได้คำว่าขว้างลูก เจ้าตัวก็พยักหน้ารับทันที

มิยูกิเลิกคิ้วเหยียดยิ้ม รู้แกวเจ้าอดีตรุ่นน้องคงกะว่าถ้าเขายอมรับลูกให้ฟุรุยะ ตัวเองจะได้ขอแจมด้วย เขาจึงยกมือชี้หน้าพิทเชอร์ร่วมทีม "วันนี้เป็นวันพักของนายเหมือนกัน ถ้านายดึงดันจะซ้อม ฉันจะฟ้องโค้ช.."

ฟุรุยะเบิกตาขึ้น ขืนรุ่นพี่มิยูกิบอกโค้ช เขาคงโดนลงโทษ ดีไม่ดี อดลงแข่งก็แย่สิ

"อ่า เอ่อ ครับ พักก็พัก" เจ้าตัวพยักหน้าหงอย ยอมเปลี่ยนใจแต่โดยดี

"หนอย! เจ้าฟุรุยะ แกนะแก--เดี๋ยวสิเว้ย!!" เอย์จุนหันไปเล่นงานเจ้าคนใจเสาะ แต่ยังไม่ทันทำอะไร เสียงหนึ่งก็ดังเช้าหูเสียก่อน

"ซา-วา-มู-ระ!!"

"แว๊กกกกกกกก!!!"

 

แล้วปรากฏการณ์เดจาวูก็บังเกิด เมื่อคนอยากขว้างลูกถูกยมทูตหัวเขียวลากเข้าห้องเพื่อจะเล่นงานได้ถนัดมือ

มิยูกิส่ายหน้าพลางหัวเราะ กับภาพอันแสนคุ้นตาเมื่อครั้งอยู่เซย์โด เจ้าพิทเชอร์จอมโวยวายกับดิ้นขลุกขลักเพื่อเอาตัวรอดจากท่าไม้ตายของคุราโมจิ ยามเช้าแสนสงบของเขาคงหมดลงแล้วแหง พอปลงได้จึงหันมาชวนรุ่นน้องอีกคนให้เข้ามากินอาหารเช้าด้วยกัน

...............

 

 หลังเรียนจบจากเซย์โด มิยูกิกับคุราโมจิต่างเลือกสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และร่วมทีมเบสบอลของที่นั่น แม้จะอยู่คนละแห่ง คนละทีม แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยของทั้งคู่อยู่ในเขตเดียวกัน จึงตกลงใจเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกัน ปีต่อมา เมื่อได้ข่าวซาวามูระกับฟุรุยะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเขา จอมห่วงใยรุ่นน้องอย่างคุราโมจิ จึงอาสาช่วยหาห้องพักให้ และแสนจะบังเอิญได้ห้องติดกันพอดี

ดังนั้นกิจวัตรประจำวันของเอย์จุน นอกจากการวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า ขากลับมักจะคอยตะโกนเรียกมิยูกิให้ออกมาช่วยรับลูกเหมือนสมัยอยู่เซย์โด ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกฝ่ายนั้นปฏิเสธ หากโชคร้ายก็เจอคุราโมจิก่นด่าหรือจับซ้อม เพราะรำคาญเสียงดังหนวกหู รบกวนคนอื่น และยังเป็นการเผยไต๋ให้ทีมคู่แข่งอย่างมิยูกิและฟุรุยะรู้ฝีมือ

 

"เฮ้ ฟุรุยะ คราวหลังนายไม่ต้องบ้าจี้วิ่งตามเจ้าซาวามูระทุกเช้าก็ได้ นายเพิ่งแข่งเสร็จเมื่อวานไม่ใช่รึไง ควรจะพักบ้าง" หลังจัดการเจ้าอดีตรุ่นน้องร่วมห้องจบหมอบราบยอมแพ้ คุราโมจิก็มาร่วมวงนั่งกินอาหารเช้าฝีมือมิยูกิ ถึงรู้ว่าพูดไปอีกฝ่ายคงไม่ทำตามหรอก นี่ขนาดอยู่คนละมหาวิทยาลัย อยู่คนละทีม ฟุรุยะก็ยังติดหนึบกับเจ้าซาวามูระไม่เปลี่ยน บางครั้งอดสงสัย..คนต่างกันสุดขั้วอย่างสองคนนี้อยู่ด้วยกันได้ไง แต่นั่นแหละ ขนาดตัวเขาเองยังติดหนึบอยู่กับเจ้าแคทเชอร์นิสัยเสียเลยนี่นา

"ไม่เป็นไรครับ" น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบอย่างไร้อารมณ์เช่นเคย เจ้าตัวก้มหน้ากินอาหารเช้าที่มิยูกิทำให้อย่างเงียบๆ ผิดกับอีกคนที่กำลังจ้ำจี้จ้ำไชสั่งพ่อครัวเป็นการใหญ่ '...ไข่ดาวต้องสุกทั้งสองด้าน เบค่อนเอาแบบกรอบแต่ไม่แห้ง ขนมปังเกรียมนิดนึง..' จนคนทำหงุดหงิดถึงกับออกปากไล่ให้กลับไปทำกินเอง

"เรื่องไรฟร่ะ! ฉันเป็นรุ่นน้องนายเหมือนกัน นายจะทำให้แต่ฟุรุยะได้ไง.."

"นายมันเรื่องมากนี่นา ฉันทำอะไรให้ ก็กินเข้าไปสิเว้ย!"

"ก็ฉันเป็นคนกิน นายก็ทำแบบที่ฉันชอบสิ"

"เออ เออ รู้แล้ว ไปนั่งรอที่โต๊ะเลยไป๊! ยืนเกะกะอยู่ได้"

สุดท้ายคนทำต้องยอมอ่อนข้อ ด้วยคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับรุ่นน้องจอมดื้อด้าน

 

คุราโมจิฟังแล้วคันไม้คันมืออยากกระโดดฟรีคิกใส่เจ้าคนเรื่องมากสักที แต่นั่นแหละ..อยู่หอด้วยกันมาสองปี แถมยังมาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ทีมเดียวกัน และอยู่ห้องข้างกันอีก เลยเคยชินกับนิสัยอีกฝ่ายเป็นอย่างดี และรู้ดีว่าคนร่วมห้องตัวเองบ่นไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ตามใจเจ้าบ้านั่นทุกที

 

"เออ เรื่องงานเลี้ยงรุ่นอาทิตย์หน้า พวกนายมาได้ชัวร์นะเว้ย อย่าให้เสียชื่อ พวกรุ่นพี่ยังมาเกือบครบ"

คุราโมจิหันมาถามรุ่นน้องทั้งสองคน เพราะทุกปีอดีตสมาชิกชมรมเบสบอลเซย์โดสมัยพวกเขา จะนัดเจอกันเป็นประจำในช่วงก่อนวันคริสต์มาส ยิ่งปีนี้ คุณเรียวรับเป็นแม่งาน คุราโมจิเลยทุ่มสุดตัวเป็นผู้ช่วยคนขยัน

 

"แน่นอนครับ! ซาวามูระ เอย์จุน ต้องมาร่วมงานเพื่อแสดงความเคารพบรรดารุ่นพี่ทั้งหลายอยู่แล้ว"

มิยูกิส่งเสียงหัวเราะในลำคอ "ฉันว่านายถูกทางบ้านทิ้ง หรือไม่ก็ไม่มีค่ารถกลับบ้านมากกว่า"

"หนะ หนอย..เจ้าบ้ามิยูกิ! ฉันไม่กลับเพราะอยากให้พ่อแม่กับปู่ได้ไปเที่ยวอย่างสบายใจต่างหาก ฮ่า ฮ่า"

หนุ่มน้อยจากนากาโน่รีบแก้ตัวเป็นพัลวันเมื่อเจอคนรู้ทันดักคอ ความจริงเขาก็อยากกลับไปเยี่ยมบ้านเหมือนฟุรุยะ แต่อาทิตย์ก่อน แม่โทรมาบอกช่วงนั้นทุกคนจะไปเที่ยวออนเซนกับพวกคุณลุงคุณป้าข้างบ้าน เขาเลยต้องแกร่วอยู่โตเกียวคนเดียว

คุราโมจิส่ายหน้า ถามรุ่นน้องอีกคนซึ่งแว่วว่าจะกลับฮอกไกโดในอีกไม่กี่วัน "นายล่ะ ฟรุยะ มาไหม? หรือยังอยู่ฮอกไกโด?"

คนถูกถามพยักหน้า "มาครับ เพราะไปแค่ 2-3 วัน"

มิยูกิอมยิ้ม "เห? โค้ชอุตส่าห์ให้พวกเราพักยาว นายไม่ต้องรีบกลับก็ได้มั้ง?"

พิทเชอร์มือหนึ่งอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตอบ "กลับไปไม่ค่อยมีอะไรทำ มานี่ยังได้ซ้อมมือบ้าง"

คุราโมจิกรอกตา เจ้าบ้ามิยูกิจะแซวไปถึงไหนว่ะ รู้อยู่ว่าฟุรุยะมันติดเจ้าบื้อจะตาย "เอาล่ะ ดีแล้ว ฉันจะได้บอกคุณเรียว.."

"เสียดายรุ่นพี่คริสกลับมาไม่ทัน ไม่งั้นคงได้เจอกัน" เอย์จุนหน้าหงอยเมื่อนึกถึงข้อความที่ฝ่ายนั้นส่งมาจากอเมริกา

"เขาคงรู้ว่าจะต้องเจอนาย เลยเปลี่ยนใจไม่กลับ"

"คนปากเสียอย่างนายต่างหาก ที่เขาไม่อยากเจอ--" เอย์จุนสวนกลับทันควัน

"ใครกันแน่?"

 

ปัง!!

เสียงทุบโต๊ะดังลั่น คู่กัดทั้งสองรีบหันมองต้นเสียง พบคุราโมจิแสยะยิ้ม ชูหมัดขึ้น "ถ้าพวกนายไม่เลิกเถียงกัน ฉันจะเอากำปั้นนี้ยัดปากพวกนายทั้งคู่.."

เอย์จุนทำคอย่น รีบลุกพรวดคว้ามือฟุรุยะ พร้อมกับก้มคำนับและตะโกนด้วยเสียงอันดังเพื่อขอบคุณสำหรับอาหาร ก่อนรีบเผ่นกลับห้องตนเอง แต่ไม่วายทิ้งท้ายด้วยการหันมาแลบลิ้นใส่แคทเชอร์คนเก่ง ซึ่งยังคงหัวเราะไม่หยุด

..........................................

..................................

 

 

"รสโชยุ? รสซีฟู้ด? คอมบุ--"

เอย์จุนเกาหัวแกรก ตามองบะหมี่ถ้วยสำเร็จรูปสารพัดรสบนชั้นวางสินค้าอย่างตัดสินใจไม่ถูก ก่อนจะหยิบทั้งหมดใส่ตะกร้าถือเพื่อตัดปัญหา ยังไงเสีย เดี๋ยวคงกินหมดเองแหละ อยู่คนเดียวแบบนี้ขี้เกียจทำกินเอง ครั้นจะออกไปกินตามร้านก็เปลืองเงิน ยิ่งต้องประหยัดอยู่ ก็แหม กว่าเงินจากงานพิเศษจะออกโน่นเกือบสิ้นเดือน ซ้ำอากาศข้างนอกก็หนาว หิมะตกเกือบทุกวัน สู้อยู่เล่นเกม อ่านการ์ตุนในห้องดีกว่า ไว้รอซาโตรุกลับมา ค่อยคิดใหม่

 

กำลังคิดเพลินๆ มือใครคนหนึ่งก็แตะหมับที่ไหล่

"เหววอ.." อารามตกใจจึงเผลอร้องลั่น แต่พอหันมามองก็เจอมิยูกิยืนท้าวสะเอวจ้องเขม็ง

"ซาวามูระ นั่นอะไร?"

หนุ่มแว่นชี้ตะกร้าหมับ เอย์จุนได้แต่หัวเราะ แหะ แหะ หันรีหันขวางอึกอักพูดไม่ออก นึกในใจ ซวยแล้ว! ขืนบอกซื้อกิน เพราะขี้เกียจทำอาหาร เจ้าแคทเชอร์สี่ตาต้องบ่นแน่ สมัยอยู่เซย์โด หมอนี่มักบ่นเสมอเวลาเห็นใครกินบะหมี่ถ้วยแทนข้าว เพราะมันไม่มีประโยชน์ คนเป็นนักกีฬาควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน ให้พลังงาน บลา บลา...เขาเคยฟังจนเบื่อแล้ว

 

"เฮ่อ นี่นายกินไอ้ของไม่มีประโยชน์นี่อีกแล้วเหรอ? ก็บอกแล้--" คนพูดชะงักเมื่อเห็นคนฟังโบกมือ

"รู้แล้ว รู้แล้ว ไม่กินก็ได้ นายไม่ต้องบ่นเลย ขี้เกียจฟัง" เอย์จุนย่นจมูกใส่ หยิบบะหมี่ถ้วยทั้งหมดวางคืนบนชั้นตามเดิม "พอใจรึยัง? ฮึ ถ้าเกิดฉันหิวตายขึ้นมา หรือเดินออกมาซื้อของกินแล้วโดนรถชนตาย ฉันจะเป็นผีมาหลอกนายคนเดียว มิยูกิ คาซึยะ!"

 

มิยูกิหัวเราะ หึ หึ กับเสียงกระเง้ากระงอดของอดีตรุ่นน้อง

"พอฟุรุยะไม่อยู่ นายไม่คิดจะทำอาหารเองเลยรึไง"

"ขี้เกียจนี่นา ฉันเพิ่งซ้อมเสร็จกลับมาเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ถึงพรุ่่งนี้ได้หยุด แต่มะรืนยังมีซ้อมต่อ ไหนจะต้องทำงานพิเศษอีก ไม่ได้หยุดยาวแบบทีมนายหนิ"

เอย์จุนสาธยายยืดยาว ด้วยทราบจากคนร่วมห้อง ทีมของฟุรุยะกับมิยูกิได้หยุดยาวหนึ่งอาทิตย์ เจ้าตัวเลยกลับฮอกไกโด เพราะหลังจากนั้นคงต้องฝึกหนักและมีการแข่งขัน ทำให้อาจไม่ได้กลับอีกนาน

 

มิยูกิส่ายหัว นิ่งคิดชั่วครู่ก่อนเอ่ยปาก "เอางี้ เย็นนี้นายมากินกับฉัน พอดีทำไว้หลายอย่าง แต่โยอิจิดันต้องไปช่วยงานคุณเรียว กลับพรุ่งนี้.." ประโยคสุดท้ายเหมือนจะบ่นกับตัวเอง

เอย์จุนตาโต ปิดปากหัวเราะ " หุ หุ ถูกทิ้งสินะนาย.."

"จะมาหรือไม่?" คนถามท้าวสะเอวมองตาเขียว 'หนอย อุตส่าห์ใจดียังมายอกย้อน เดี๋ยวปล่อยให้กินบะหมี่ถ้วยเสียหรอก'

"มาครับ รุ่นพี่มิยูกิ!" เจ้าตัวรีบตอบแข็งขันกลัวลาภปากหลุดลอย ทำเอามิยูกิอดหัวเราะไม่ได้

"ว่าแต่นายมีเมนูอะไรบ้างอ่ะ?" เอย์จุนถามเสียงใส อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง เพราะนอกจากไม่ต้องกินบะหมี่ถ้วย ยังไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารเย็น แถมฝีมือทำอาหารของมิยูกิก็อร่อยขั้นเทพ ใครกินเป็นติดใจทุกราย

ความจริงเขาไม่อยากเชื่อสักนิดว่าคนปากร้ายอย่างมิยูกิจะทำอาหารอร่อยเหลือใจ แต่ครั้นพอได้พิสูจน์ด้วยลิ้นของตัวเอง ก็ต้อง(จำใจ)ยอมรับฝีมือการทำอาหารของอีกฝ่าย แต่ไอ้ที่ได้กินน่ะ ใช่ว่าฝ่ายนั้นใจดี ทำมาให้กินหรอกนะ เป็นเพราะอานิสงส์จากรุ่นพี่คุราโมจิ มาเรียกไปกิน บางทีก็ยก(ของเหลือ) มาให้ เขาถึงมีโอกาสลิ้มรส

มิยูกิถอนใจยาวก่อนจะบอกรายการอาหารสามสี่อย่าง ซึ่งทำเอาเอย์จุนถึงกับอ้าปากค้างน้ำลายแทบไหลยืดด้วยความอยากกินเต็มแก่

"โห! น่ากินทั้งนั้น เอางี้เพื่อไม่ให้เสียเวลา เรารีบกลับกันเหอะ นายไปตั้งโต๊ะได้เลย ฉันอาบน้ำเสร็จจะรีบตามไป.."

มิยูกิหัวเราะ ยกมือเขกหัวรุ่นน้องจอมโวยเบาๆ "ตกลง แต่ถ้านายมาช้า ฉันกินหมดไม่รู้ด้วย"

"หนอย เจ้าบ้า!"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ได้ชมเว้ย!"

 

ก่อนเจอซาวาูระ มิยูกิสุดแสนจะเซ็ง เพราะวันนี้ตั้งใจทำอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ กะจะฉลองวันหยุดพักกับคุราโมจิสองคน อุตส่าห์วางแผนดิบดี ด้วยนานปีทีหนเขากับคุราโมจิจะมีวันหยุดตรงกัน แต่พอทำเสร็จ ออกมาเดินหาซื้อไวน์เพื่อเอาไปเป็นเซอร์ไพรส์ เจ้าตัวดันโทรมาขอโทษขอโพยบอกต้องไปช่วยงานคุณเรียว ก็ไอ้เรื่องเตรียมงานเลี้ยงรุ่นนั่นแหละ เพราะคิจิม่าคนช่วยประสานงานอีกคนเกิดป่วยกระทันหัน ร้านเดิมที่เคยจัดก็ไม่ว่าง ต้องหาร้านใหม่ และเหตุผลอีกร้อยแปด สรุปคือ วันนี้ไม่กลับ จบ..

แล้วจะให้มิยูกิพูดอะไรได้..

ก็เข้าใจหรอกนะ สำหรับโยอิจิแล้ว คุณเรียวเป็นดังฮีโร่ประจำใจ ขออะไรมาเถอะ โยอิจิพร้อมทำให้ทุกอย่าง คงเหมือนรุ่นพี่คริสเป็นเสาหลักในใจของซาวามูระล่ะมั้ง!

จนบังเอิญมาเจอรุ่นน้องจอมบื้อยืนเลือกบะหมี่ถ้วย เลยตัดใจชวน อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยอาหารให้จืดชืดในตู้เย็น หรือนั่งกินของเยอะแยะคนเดียว มีเจ้านี่มาเป็นเพื่อนกินยังพอแหย่เล่นแก้เซ็งได้บ้าง

 

..........................

 

"..อิตะดะคิมัส..."

เสียงเจี้อยแจ้วดังลั่น ก่อนตะเกียบในมือคนพูดจะพุ่งตรงเข้าจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว มิยูกิซึ่งเพิ่งจะเริ่มหยิบตะเกียบขึ้นมาถึงกับส่ายหน้าด้วยความขบขัน

"นายไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวติดคอตายพอดี แล้วนายต้องราดซอสอันนี้ด้วย รสจะได้กลมกล่อม"

"ว๊าว อร่อยชะมัด" เอย์จุนหลับตาพริ้ม ดื่มด่ำกับรสชาติฉ่ำหวานของไก่อบราดน้ำเกรวี่ที่มีเครื่องยัดไส้อยู่เต็ม แล้วไหนจะพายเนื้อ มันบด หมูชุบแป้งทอด สลัดผักที่ทั้งสดกรอบ น่ากินสุดๆ เล่นเอาพิทเชอร์หนุ่มแอบสาบานจะกินให้หมดเกลี้ยง

"เหลือเชื่อ! นายทำอาหารพวกนี้เป็นด้วย แถมอร่อยอีกต่างหาก"

"ฉันเห็นมันเข้ากับเทศกาล เลยหาสูตรจากเน็ตมาลองทำดู"

"แล้วให้ฉันกินหมดจะดีเหรอ?" คนถามเสียงอ่อย เมื่อเจ้าของห้องหั่นไก่ชิ้นโตส่งมาเพิ่มให้ พร้อมราดซอสเสร็จสรรพ

มิยูกิอมยิ้ม "กินไปเหอะ แต่ถ้าท้องเสียอย่ามาโทษกันล่ะ"

"ห๋า? ที่แท้นายเอาฉันมาเป็นหนูทดลอง--มิยูกิ คาซึยะ!!"

"ฮ่า ฮ่า ล้อเล่น ล้อเล่น ฉันเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้คุราโมจิลองชิมแล้ว"

แคทเชอร์หนุ่มหัวเราะลั่น เมื่อโดนอีกฝ่ายค้อนควับ  'หมอนี่ช่างไม่เปลี่ยนไปเลย ทำให้เขาสนุกสนานได้ตลอดเวลา'

 

ในที่สุดไก่อบทั้งตัวที่มีเครื่องยัดไส้จนอ้วนพี กับอาหารต่างๆ รวมถึงของหวานคือพุดดิ้ง ก็หมดเกลี้ยง คนทำอ้าปากค้างทึ่งในความสามารถด้านการกินของรุ่นน้อง หรือหมอนี่รับสืบทอดวิชา(กิน)มาจากรุ่นพี่มาสึโกะ

หลังจากอิ่มแปร้ คนเป็นรุ่นน้องรีบขออาสาเป็นคนเก็บโต๊ะกับล้างจานให้หมด มิยูกิตกลง เขาถือเบียร์มานั่งจิบอย่างสบายอารมณ์บนโซฟาหน้าทีวี เปิดรายการโน้นนี้ดูสลับไปมา การชวนหมอนี่มากินด้วยก็ดีเหมือนกันทำให้วันนี้ไม่เบื่อนัก มิยูกิคิดในใจ

ไม่นานนักคนอาสาล้างจานก็ทำหน้าที่เสร็จ ขณะเช็ดมือให้แห้ง พิทเชอร์หนุ่มนึกครึ้มใจ เวลาได้พักผ่อนแบบนี้น่าจะมีอะไรเพิ่มรสชาติอีกนิด เลยถือวิสาสะเปิดตู้เย็น

"เฮ้! มิยูกิ ขอเบียร์หน่อยน๊า"

เจ้าของห้องเหลียวมองพลางขมวดคิ้ว "ให้ตายสิ! นี่นายจะกินทุกอย่างในตู้เย็นของฉันเลยรึไง..เฮ่อ ตามใจ เอามาให้ฉันด้วยกระป๋องนึง"

สิ้นคำอนุญาต หนุ่มน้อยหน้าบานราวจานเชิง รีบหอบเบียร์แถมหนีบมาเพิ่มอีก 2-3 กระป๋อง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งโซฟาเดียวกับเจ้าของห้อง ซึ่งได้แต่สายหน้าอ่อนใจ

"นายนี่ช่างไม่รู้จักความเกรงใจเอาซะเล้ย"

"ก็แหม..เบียร์มันเข้ากับวันหยุดแบบนี้จะตาย ว่าแต่--ฉันเห็นนะ มิยูกิ คาซึยะ--"

"หือ?"

"นายซ่อนไวน์ไว้ในตู้เย็น!"

"แล้วไง?"

"เจ้าคนขี้งก..กะจะเก็บไว้กินคนเดียวสิท่า"

"ใครบอก? ฉันจะเอาไว้ 'ฉลอง' กับ โย-อิ-จิ-สอง-คน..หรือนายอยากร่วมด้วยเป็นสามคนก็ได้น้า.." น้ำเสียงกลั้วหัวเราะคล้ายมีเลศนัย ทำให้เอย์จุนถึงกับหน้าเหลอหลา ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อเห็นอีกฝ่ายแลบลิ้นเลียริมฝีปากเป็นเชิงยั่วยวน

"มิยูกิ--ไอ้คนลามก!"

"ฮ่า ฮ่า ขอบใจที่ชม"

"ไม่ใช่เว้ย!"

พิทเชอร์หนุ่มวัย 19 หน้าแดงเป็นตำลึงสุก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจที่แหย่เขาสำเร็จ

 

ไอ้ประโยคชวนคิดลึกแบบนั้น แม้จะเคยซื่อและเซ่อเพียงใด แต่เอย์จุนวันนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาแบบเมื่อก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ทั้งสองคน เป็นอย่างไร เขารู้ดี แม้ทั้งคู่ไม่เคยประกาศโต้งออกมา ทว่าทุกคนรอบข้างต่างรับรู้ เช่นเดียวกับตัวเขากับฟุรุยะ

หนุ่มวัย 19 อยากจะปิดหน้าด้วยความอาย เมื่อความคิดในหัวเตลิดไปไกล..

กระนั้นเอย์จุนก็แอบดีใจที่มิยูกิยังคงเหมือนเดิม เหมือนตอนอยู่เซย์โดด้วยกัน แคทเชอร์คนเก่งมันชอบแกล้ง เย้าแหย่ให้เขาโมโหบ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันความเก่งกาจด้านเบสบอลของมิยูกิก็ดึงดูดให้เอย์จุนต้องคอยวิ่งตามตลอด จนกลายเป็นความเคยชิน และมีเรื่องให้ต่อล้อต่อเถียงกันแทบทุกวัน

เมื่อไรนะ ที่ความเหินห่างจากบางสิ่งเข้ามาแทรกโดยไม่รู้ตัว จนความใกล้ชิดสนิทสนมค่อยๆ ลดลง และจางหายไปเมื่อฝ่ายนั้นเรียนจบ

 

ตรืดด..ตรืดดด...

เอย์จุนสะดุ้งสุดตัว เมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งสัญญาณมีคนโทรเข้า เขายิ้มแหยให้มิยูกิเป็นเชิงขออนุญาตรับ ซึ่งฝ่ายนั้นก็พยักหน้า

ต่อให้สนใจกับรายการทีวีตรงหน้าแค่ไหน แต่เสียงพูดคุยดังลั่นของเจ้ารุ่นน้องก็ยังเข้าหูจนได้ คนฟังทั้งขำทั้งหมั่นไส้ อยากจะเขกหัวคนพูดสักโป๊ก เมื่อได้ยินประโยคที่เกี่ยวเนื่องกับเขา เจ้าเด็กบ้าดันบอกกับฟุรุยะว่าเขาทำอาหารอร่อยผิดกับนิสัยและหน้าตา

นึกแล้วแปลกใจ ที่เห็นสองคนนี้กลายมาเป็นคู่รักกัน คงไม่ผิดหรอกมั้ง? เพราะคุราโมจิเป็นคนบอกเอง มิยูกินึกย้อนถึงสมัยอยู่เซย์โด เจ้าบ้าสองคนนี้ แข่งกันแทบทุกเรื่อง ตั้งเรื่องเล็กปะติ๋วจนเรื่องใหญ่ เห็นแล้วทั้งขำทั้งอนาถใจ แต่เมื่อมันไม่มีผลเสียกับทีม กัปตันอย่างเขาก็โอเคล่ะ ดีซะอีก ทุกคนในทีมจะได้พัฒนาตัวเองขึ้นตาม

มีเพียงครั้งหนึ่งยังจำได้ ถึงความรู้สึกแปลกประหลาดในใจของตัวเอง เมื่อเห็นสองคนนี้คุยกันอย่างสนิทสนม ถึงจะเป็นการพูดคุยเรื่องวิธีการขว้างลูก แต่เขากลับไม่ชอบใจเอาเสียเลย ซึ่งไม่รู้ว่าทำไม อาจเพราะอยากเห็นทั้งคู่เป็นคู่แข่งกัน จะได้ช่วยกันพัฒนาเพื่อชัยชนะล่ะมั้ง?...นั่นคือสิ่งที่เขาคิดและเคยตอบคุราโมจิ

พอเขาขึ้นปีสาม ซาวามูระคนที่เคยวิ่งตามหลัง ลากเขามารับลูกจนดึกดื่นทุกวัน ก็หายไป..เหลือเพียงเจ้าเด็กปากมากผู้กลายมาเป็นรุ่นพี่ และหัดฝึกฝนจับคู่แบตเตอรี่กับแคทเชอร์รุ่นน้อง นอกจากในเกมที่ต้องเป็นตัวเริ่มหรืออยากฝึกลูกขว้างแบบพิเศษ เจ้าตัวถึงยอมมาขอให้เขารับลูกให้

ตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกถึงความห่างเหินที่แทรกซึมเข้ามา จนเมื่อซัมเมอร์สุดท้ายจบลง เขาออกจากหอ เพื่อเตรียมตัวสอบ ความห่างเหินยิ่งเด่นชัด เขาไม่เหมือนคุราโมจิ โซโนะ หรือโนริ ที่ยังผูกพันกับรุ่นน้องและชมรม พวกนั้นมักมาเยี่ยมและตามดูการแข่งขันแทบทุกนัด ผิดกับเขาซึ่งไม่เคยมาเลย เหล่านี้ล่ะมั้ง? คงเป็นสาเหตุหลักให้เขากับซาวามูระห่างเหินกัน

ม่นึกไม่ฝันจะได้มาอยู่ข้างห้องกันแบบนี้..

นายไม่เปลี่ยนเลยนะ ซาวามูระ..

 

"มะ มอง อะไร?" คนเพิ่งพูดโทรศัพท์เสร็จหันมาถามแก้เขินด้วยร้อนตัว เมื่อเห็นสายตายิ้มๆ ของอีกฝ่าย ในใจนึกก่นด่าคนปลายสาย ทำให้เขาเผลอพูดคำน่าอายออกมาให้คนอื่นได้ยิน  ...เจ้าบ้าซาโตรุ จะวางหูอยู่แล้ว ดันพูดว่าคิดถึง เขาก็เลยต้องตอบกลับด้วยคำเดียวกัน...

มิยูกิปิดปากหัวเราะ หึ หึ "ขำพวกนาย ตอนอยู่เซย์โดไม่เห็นจู๋จี๋กันแบบนี้ มีแต่แง่งๆ ใส่กัน"

"มะ ไม่ใช่สักหน่อย"

มิยูกิเลิกคิ้ว กลั้นยิ้ม พินิจมองใบหน้าแดงก่ำของรุ่นน้อง หมอนี่ไม่เปลี่ยนสักนิด ล้อนิดล้อหน่อยก็หน้าแดง โวยวายลั่น อดนึกถึงสมัยก่อน ช่วงเขาอยู๋ปีสองและหมอนี่อยู่ปีหนึ่ง แทบจะเป็นคู่กัดกันในทุกเรื่อง แต่เขาก็ยอมรับเด็กนี่ในความทุ่มเทให้กับเบสบอลแทบจะทุกอณูของชีวิตเหมือนเขา เพราะงั้นจึงใจอ่อนยอมเหน็ดเหนื่อยมารับลูกให้จนดึกดื่นเป็นประจำ

พออกจากเซย์โดมา แทบไม่เคยเจอหรือมีโอกาสพูดคุยกัน ข่าวคราวของซาวามูระหรือคนอื่นๆ มักรับทราบจากคุราโมจิ ซึ่งติดต่อคนโน้นคนนี้ตลอดเวลา จนพวกนั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัย ฟุรุยะได้ที่เดียวกับเขา ส่วนซาวามูระเข้าที่เดียวกับคุราโมจิ จึงไม่แปลกใจ ที่คนร่วมห้องเขาจะชวนสองคนนั้นให้มาอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน เพราะแต่ไหนแต่ไร คนผมเขียวมักเป็นห่วงเป็นใยเจ้าเด็กปากมากเป็นที่สุด เสมือนเป็นน้องชายก็ว่าได้

แต่เรื่องที่แปลกใจเอามาก คือการได้รู้ว่าซาวามูระกับฟุรุยะคบกัน

 

ความสงสัยคงหนักไปหน่อยมั้ง? หนุ่มรุ่นพี่เผลอหลุดปากถาม

"พวกนายคบกันนานแล้วเหรอ?"

"เอ๋?"

เอย์จุนหน้าเหวอ นึกไม่ถึงจะถูกถามดื้อๆ แบบนี้ เลยตอบอ้อมแอ้ม "ก็หลังจากพวกนายออกไปแล้ว"

มิยูกิหัวเราะ "ที่แท้นายแอบชอบหมอนั่นตั้งแต่แรกสินะ ถึงแกล้งทำตัวเป็นคู่แข่ง ฮ่า ฮ่า แผนสูงใช้ได้"

"คะ ใครบอกนาย! ตอนแรกฉันไม่ได้ชอบหมอนั่นสักหน่อย ฉันชอ----" เอย์จุนรีบตะครุบปากตัวเองทันที 'ซวยแล้ว ดันเผลอพูดไอ้ที่ไม่ควรพูดซะได้' เจ้าตัวเสยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่แก้เก้อ "อ่า ไม่มีอะไรสักหน่อย นายจะอยากรู้อะไรนักหนา ทีเรื่องของนายยังไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลย"

"เห? นายสนใจเรื่องฉันด้วยเหรอ?" คนถูกถามกลับขยับศอกชนเป็นเชิงสัพยอก แต่กระนั้นก็ไม่ยอมขยายความใด ในเรื่องของตนเอง กลับใช้มือโอบไหล่รุ่นน้องรั้งเข้าหาตัวพลางเอียงหน้าถาม

"งั้นตอนแรกถ้าไม่ใช่ฟุรุยะ แล้วเป็นใคร?"

"ระ เรื่องอะไรจะบอก"

 

มิยูกิมองอาการลนลานของรุ่นน้องด้วยความสนใจ ไม่แน่ใจเหมือนกันทำไมถึงอยากรู้นัก

"รุ่นพี่คริส?"

คนถูกถามสั่นหัวดิก

"งั้น เพื่อนสมัยเด็กที่บ้านเกิดนาย ชื่ออะไรน้า?" คนถามทำท่าคิด ใช้นิ้วแตะปลายคาง

"ไม่ใช่เฟ้ย! วากานะเป็นแค่เพื่อนสนิท"

"งั้นใคร? บอกมา--ซา-วา-มู-ระ.." มิยูกิลากเสียงยาวเหมือนกำลังเล่นไล่จับ

"ขืนบอก นายก็หัวเราะเยาะฉันน่ะสิ!"

"ไม่หัวเราะหรอก..สัญญา" คนพูดยกมือทำท่าสาบานด้วยใบหน้าจริงจัง จนเอย์จุนหัวเราะไม่ออก  เผลอกลืนน้ำลายเอี๊อก คิดไม่ตก ยิ่งเห็นดวงตาใต้กรอบแว่นจ้องเขม็งรอคำตอบ เขาจะทำไงดี...

 

"----" เสียงงึมงำเบาหวิว จนมิยูกิไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่า

"....?"

คนอยากรู้กระพริบตาปริบ ยกนิ้วชี้หน้าอกตัวเอง เป็นเชิงถาม??? 'ฉันเนี่ยนะ?'

เอย์จุนหน้าแดงแปร๊ดจำใจพยักหน้า อยากจะกลั้นใจตาย หากสามารถมุดพื้นห้องหนีไปได้คงทำเสียเดี๋ยวนั้น อุตส่าห์เก็บเป็นความลับกะจะฝังให้ตายไปกับตัว ดันเผลอหลุดปากออกมา หนำซ้ำต่อหน้าเจ้าตัวอีกต่างหาก

มิยูกิขยับตัวออกมา เอนศีรษะพิงพนักโซฟาราวกับอ่อนอกอ่อนใจ "เหลือเชื่อ! นายโวยวายใส่ฉันแทบทุกวัน"

"ก็นายมันนิสัยเสียชอบแหย่ให้ฉันโมโหนี่นา" เอย์จุนย่นจมูกใส่ นึกเบาใจเมื่ออีกฝ่ายยังมีท่าทีปกติ

คนฟังยิ้มขำ ถามต่ออย่างอยากรู้เต็มแก่

"แล้วทำไมนายไม่สารภาพรักกับฉัน.."

"ทะ ทำไมฉันต้องสารภาพรักกับนาย?" เอย์จุนหน้าร้อนผ่าว ตวาดแว้ด 'ไอ้เจ้าบ้า! จะมารื้อฟื้นอะไรฟร่ะ มันจบไปเป็นชาติแล้วเว้ย..'

"อ้าว? อย่างการ์ตูนที่นายชอบอ่าน นางเอกต้องมาสารภาพรักกับพระเอกไง" มิยูกิหัวเราะคิกๆ เอย์จุนเห็นแล้วหมั่นไส้อยากต่อยหน้าหล่อๆ นั่นสักเปรี้ยง ..เขาต้องเสียสติแน่ที่เคยหลงชอบเจ้าคนกวนโอ๊ยนี่..

แต่..ความจริงหมอนั่นพูดถูก เขาเคยตั้งใจจะบอกความรู้สึกในใจให้ฝ่ายนั้นรับรู้ แต่บังเอิญได้เห็นบางอย่าง ทำให้ต้องล้มเลิกความตั้งใจรวมถึงพยายามลืมความรู้สึกที่มีต่อหมอนั่นทั้งหมด

"ฮึ จะพูดได้ไง..กะ ก็ นาย..นายกับรุ่นพี่คุราโมจิ----ไม่ใช่เหรอ?" คนพูดอึกอัก ลังเลควรพูดดีหรือไม่

"อ๋อออ.." ฝ่ายนั้นลากเสียงยาวเป็นเชิงเข้าใจด้วยสีหน้าปกติ โดยไม่มีตอบรับหรือปฏิเสธ เอย์จุนแอบจุ๊ปากขัดใจ ด้วยหวังจะได้ยินอีกฝ่ายคายเรื่องเด็ดออกมาบ้าง เพราะตอนอยู่เซย์โด คนในชมรมต่างกระซิบกระซาบถามกันเอง ไม่มีใครกล้าเสี่ยงตายเอ่ยปากถามสองคนนั้น เขาเคยลองแซวรุ่นพี่คุราโมจิครั้งหนึ่งก็โดนจับทุ่มเสียเกือบตาย

 

"แล้วนายสารภาพรักกับฟุรุยะยังไง?"

"ห๋า??" 'ยังไม่จบอีกแน่ะ! จะให้เล่าเรื่องแบบนี้มันน่าอายนะเฟ้ย!' เอย์จุนนึกฉุนอดีตกัปตันที่โพล่งถาม หนอย..ร้อยวันพันปีไม่เห็นสนใจ วันนี้ดันเซ้าซี้ถามอยู่นั่นแหละ หรือหมอนี่จะเมา ถึงพูดมากขนาดนี้ เขาชำเลืองมอบรอยยิ้มกริ่มของคนข้างๆ ..ไอ้บ้านี่ มีความสุขเหลือเกินนะกับการหยอกล้อเขา

 

"ถ้าให้เดา นายคงตะโกนบอกฟุรุยะกลางสนาม.."

"เกินไปแล้วเฟ้ย! มิยูกิ คาซึยะ!" คนเป็นรุ่นน้องสุดจะทน คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายกำแน่น แทนจะตกใจมิยูกิกลับหัวเราะชอบใจ และยื่นหน้ามาประชิดจนจมูกแทบจะชนกัน

ความช็อคจึงบังเกิดกับคนลงมือแทน เมื่อบัดนี้ใบหน้าของจอมกวนโอ๊ยเลื่อนมาอยู่ใกล้เสียจนมองเห็นแววตาระยิบระยับภายใต้กรอบแว่น จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากได้รูปกำลังกลั้นยิ้มเต็มที่

เอย์จุนหน้าแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว อยากเป็นลมสลบเสียเดี๋ยวนั้น โดยเฉพาะยามแก้มต้องสัมผัสกับลมหายใจร้อนผ่าวของฝ่ายที่กำลังเป่ารินรดอยู่

คนตกใจรีบปล่อยมือพรวดราวกับถูกไฟช็อต พร้อมเขยิบตัวถอยไปสุดโซฟาอีกด้านหนึ่ง พลางหัวเราะแหะ แหะ เพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามจนแทบจะระเบิดออกมา ก็ตั้งแต่รู้จัก เขาไม่เคยใกล้ชิดสองต่อสองกับมิยูกิขนาดนี้เลย

"อะ เอ่อ.."

"..."

ขณะคนเป็นรุ่นน้องกำลังช็อคพูดแทบไม่เป็นคำ ฝ่ายคนเป็นรุ่นพี่เองก็เกือบแย่ ทว่าคุมอาการได้ดีกว่าเลยไม่แสดงออกมา ตอนแรกมิยูกิตั้งใจแค่หยอกเล่นตามตามประสา เลยยื่นหน้าเข้าไป ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายคงสะบัดหรือเบี่ยงหน้าหลบ แต่ซาวามุระดันอ้าปากค้าง ทำตาโตจ้องหน้าเขาโดยไม่ขยับหนี ดีนะ..เขาเบรกทัน ไม่งั้นจมูกคงฝังกับแก้มดูเนียนนุ่มนั่นแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม การได้เผลอจ้องเข้าไปในดวงตาคู่กลมโต ที่เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับมีดวงดาวนับร้อยดวงส่องแสงวาววับอยู่ ทำให้เหมือนโดนมนต์สะกดจนยากจะละสายตาจาก เช่นเดียวกับริมฝีปากแดงเรื่อที่กำลังเผยออยู่ต่อหน้า มันช่างดึงดูดยั่วยวนชวนให้ค้นหาและสัมผัส..

 

"หลับตา.."

เอย์จุนเงยหน้ามองคนพูดเหมือนไม่เข้าใจ ทำไมต้องหลับตา?? จะต่อยเขาคืนหรือ??

 

"หลับตา..ซาวามูระ.."

"ทะ ทำไม ต้องหลับตา--"

มิยูกิถอนใจ ชักจะหมดความอดทน และคร้านจะตอบปัญหา จึงจัดการรั้งศีรษะเด็กรุ่นน้องจอมซื่อบื้อให้เอนมาหา ก่อนจะใช้อีกมือปิดดวงตาที่เบิกกว้าง แล้วจรดริมฝีปากตนเองแนบลงไปกับริมฝีปากนั้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

เอย์จุนหน้าร้อนฉ่า ความรู้สึก ณ วินาทีนั้น เหมือนหัวใจกำลังหยุดเต้น สมองหยุดสั่งการชั่วขณะ..

...มิยูกิ คาซึยะ จูบเขา...

 

และแล้วมิยูกิก็ถอนริมฝีปากออก เอย์จุนลืมตาควับเงยหน้ามองด้วยความสับสน เขาเห็นฝ่ายนั้นกำลังปิดปากหัวเราะเบาๆ

"ฮ่า ฮ่า โชคดีของฟุรุยะ อย่างน้อยตอนจูบนายก็ไม่พูดมาก.."

"มิยูกิ คาซึยะ!! นี่นายล้อฉันเล่นอีกแล้วสิ" เอย์จุนกัดฟันกรอด ทั้งโกรธทั้งอาย

"ก็น๊า..นายมันน่าแกล้งจะตาย"

คนขี้แกล้งโยกหัวอีกฝ่ายเล่น หัวเราะ หึ หึ เมื่อเห็นฝ่ายนั้นสะบัดหน้าหนี "อ่ะ เพื่อเป็นการไถ่โทษ เดี๋ยวฉันเอาเบียร์ให้นายอีกกระป๋องแล้วกัน"

 

อ๊าากกก..เอย์จุนตะโกนด้วยด้วยความเจ็บใจพลางทึ้งหัวตัวเอง อยากจะหาอะไรขว้างไอ้คนลุกเดินออกไป กี่ครั้งแล้วเนี่ยที่ถูกเจ้าแคทเชอร์บ้านั่นแกล้ง สักวันเถอะน่า..

 

มิยูกิหัวเราะคิกๆ เมื่อเหลียวมองปฏิกิริยาของรุ่นน้อง ก่อนจะเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์กระป๋องใหม่ออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าจางลง เมื่อความรู้สึกบางอย่างหนักหน่วงในใจจนต้องพรูลมหายใจออกมา ชายหนุ่มเผลอยกนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว

'ให้ตายสิ..รู้สึกแย่ชะมัด

อยากจูบอีกครั้ง...

 

"เฮ้! ไหนบอกจะดูหนังด้วยกัน" มิยูกิเลิกคิ้วถาม เมื่อยื่นเบียร์ให้แล้วอีกฝ่ายสั่นหน้าปฏิเสธบอกกินไม่ไหว จะขอกลับห้อง

"ก็ฉันง่วงนอนแล้ว แถมนี่ก็เกือบตีหนึ่ง" เอย์จุนผินหน้ามองนาฬิกาบนผนังห้องเป็นตัวช่วย ในใจชักกระวนกระวายอยากรีบออกจากห้องนี้โดยเร็วที่สุด เพราะสติอารมณ์ยังคงกระเจิดกระเจิงแม้จะเพียรบอกตัวเองว่าเป็นแค่การล้อเล่น แต่หัวใจก็ยังเต้นโครมครามไม่หยุด หน้าก็ร้อนผ่าวตลอดเวลา เขาคงไม่สบายหรือกินเยอะเกินไปมั้ง?!

"ตามใจ งั้นฉันดูคนเดียวก็ได้ ตอนนายออกไปช่วยล็อกประตูให้ด้วยล่ะ" เจ้าของห้องบอกโดยไม่หันหน้ามอง ด้วยยุ่งกับการใส่แผ่นดีวีดีลงในเครื่อง

"ฉันรู้น่า ไม่ต้องบอกเฟ้ย!"

"ฮ่า ฮ่า ก็นายมันซื่อบื้อหนิ"

เอย์จุนย่นจมูก คร้านจะโต้ตอบ เลยแอบขมุบขมิบปากด่าเจ้าของห้องในใจแทน ก่อนเดินออกจากห้องโดยไม่ลืมหันมาตะโกนขอบคุณสำหรับอาหาร

พอได้ยินเสียงประตูล็อคดังคลิก เป็นอันแน่ใจว่าหมอนั่นออกไปแล้ว เจ้าของห้องถึงกับทิ้งตัวลงนอนแผ่กับโซฟาอย่างหมดแรง พร้อมกับถอนหายใจยาว ยกมือก่ายหน้าผาก

..ต้องเป็นเพราะเบียร์ 4-5 กระป๋องแน่เชียว เขาถึงลืมตัวทำเรื่องงี่เง่าแบบนั้นลงไป

ต่อให้..นั่นเป็นสิ่งที่เขาเคยอยากทำมานาน..

แต่ตอนนี้ ทั้งตัวเขาและซาวามูระไม่อยู่ในฐานะที่ควรทำแบบนั้นเลย..

.................................................

.......................................

 

จบ Part I

ขอบคุณที่อ่านค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ฮวืออออออ มันค่อนข้างหน่วงเลยทีเดียวเจียว อยากอ่านต่อแล้วค่ะ อยากรู้ว่าสองคนนี้จะได้ลงเอยกันมั้ย มิยูกิคบกับโยจังแล้ว ส่วนน้องก็ไปคบกับฟุรุยะ โอววว ม่ายน้าา น้องอุตส่าห์เคยชอบมิยูกิ มันเรียลมากเลยค่ะตรงเรื่องความเหินห่างเนี่ย เศร้าใจแล TwT 

รอพาร์ททูวอย่างใจจดจ่อเลยค่า

แล้วเจอกันน้า บั๊ยบาย

#1 By ทงคัตสึ (115.87.113.235) on 2016-06-29 22:29